ที่มาของภิกษุณีเกิดจากพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นน้องของพระนางสิริมหามายา พระราชมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง หลังเจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติได้ 7 วัน พระราชมารดาเสด็จสวรรคต ผู้ที่เลี้ยงเจ้าชายสิทธัตถะมาก็คือพระนางปชาบดีโคตมี
ภายหลังเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระนางปชาบดีโคตมีปรารถนาจะออกบวชมาก แสดงเจตจำนงด้วยความตั้งใจจริง โดยการเดินเท้านุ่งห่มด้วยผ้ากาสายะ พร้อมขบวนของนางสนมกำนัลที่เป็นบริวาร 500 คน ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปไกล
แรกเริ่มพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่อนุญาต เพราะพระองค์ทราบว่าผู้หญิงมีข้อจำกัดกว่าผู้ชายมากมาย ชีวิตนักบวชต้องอยู่กลางป่า ถ้าผู้หญิงไปอยู่ป่าแล้วเกิดไปเจอ
โจรผู้ร้ายเข้ามารังแกจะทำอย่างไร มีโอกาสจะเกิดเหตุร้ายได้มาก
ต้องยอมรับว่า โดยธรรมชาติอารมณ์ของผู้หญิงจะขึ้นลงง่ายกว่าผู้ชาย ถ้าเป็นนักบวชแล้วไม่สบายเหมือนอยู่บ้านจึงมีโอกาสเกิดความขัดแย้งกันได้มากกว่าผู้ชาย มีเหตุที่จะส่งผลกระเทือนโดยภาพรวม พระองค์จึงไม่อนุญาตในเบื้องต้น
พระนางปชาบดีโคตมีแสดงความตั้งใจจริงอย่างยิ่งยวด แล้วขอให้พระอานนท์ที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก ช่วยทูลขอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
สุดท้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต โดยให้ถือ “ครุธรรม 8 ประการ” เช่น เมื่อบวชเป็นภิกษุณีแล้ว แม้บวชมาแล้วถึง 100 พรรษา หากเจอภิกษุที่เพิ่งบวชใหม่ก็ต้องให้ความเคารพ และภิกษุณีห้ามบริภาษภิกษุ เป็นต้น
พระนางปชาบดีโคตมีไม่ปฏิเสธ เพราะนางเป็นหญิงที่มีใจเด็ด ที่ว่าผู้หญิงมีอารมณ์ขึ้นลงง่ายกว่าผู้ชายเป็นเพียงภาพรวม แต่ถ้าเจาะจงเฉพาะคนโดยยกตัวอย่างหญิงเหล็กมาร์กาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และผู้นำพรรคอนุรักษนิยมที่ตบโต๊ะทีเดียวผู้ชายยังยอมหมด ผู้หญิงที่มีลักษณะดีเยี่ยมก็มี ผู้ชายที่หวือหวาอารมณ์ขึ้นลงง่ายก็มี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมองภาพรวมก่อน เพราะฉะนั้น เบื้องต้นจึงไม่ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวช แต่พอมีคนตั้งใจจริงและรับกฎเกณฑ์อย่างนี้ได้ พระองค์จึงทรงอนุญาต
โดยมีเกณฑ์ข้อหนึ่งว่า “ภิกษุณีจะต้องบวชในสงฆ์ 2 ฝั่ง”
กรณีบวชพระภิกษุ ให้พระ 10 รูปขึ้นไป ประชุมกันในโบสถ์โดยมีพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ 2 รูป เรียกว่า “พระกรรมวาจาจารย์” กับ “พระอนุสาวนาจารย์”
ถ้าทั้งหมดมีมติอนุญาตเป็นเอกฉันท์ก็สามารถบวชได้ แต่ถ้าเป็นภิกษุณีต้องบวชในสงฆ์ 2 ฝั่ง คือ บวชจากในฝั่งภิกษุด้วย แล้วบวชในฝั่งภิกษุณีด้วยถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้
ส่วนภิกษุณีจากฝ่ายมหายานนั้น ไม่สามารถบวชให้กับภิกษุณีเถรวาทได้ เพราะรักษาพระวินัยไม่เหมือนกัน เรียกว่าเป็นนานาสังวาส ทำสังฆกรรม เช่น ให้การอุปสมบทร่วมกันไม่ได้
ต่อมาหลังพุทธกาลราว ๆ 4 - 500 ปี วงศ์ของภิกษุณีหมดลง ไม่มีภิกษุณีในโลกนี้หลงเหลืออยู่เลย พอเป็นอย่างนี้แล้วจึงบวชไม่ได้ เพราะมีแต่พระภิกษุไม่สามารถบวชสงฆ์ 2 ฝั่งได้ ภิกษุณีวงศ์ก็ขาดมาตอนนั้นนั่นเอง
เจริญพร
ความคิดเห็น
ดู ก่อน
สาธุ🙏🙏🙏
22 พ.ย. 2020 เวลา 14:12
เรื่องดีดี
ความรู้ใหม่เลยเจ้าค่ะ เพิ่งทราบเลย น่าเสียดายนะคะที่สมัยนี้ไม่มี เพราะอยากจะบวชบ้างเหมือนกันเจ้าค่ะ สาธุเจ้าค่ะ 🙏🙏🙏
20 พ.ย. 2020 เวลา 07:47