21 พ.ย. 2020 เวลา 06:00 • ธุรกิจ
รู้จัก Moleskine แบรนด์ที่ผลิตสมุดบันทึกให้กับ Starbucks
ยุคสมัยนี้ การจดบันทึกด้วยวิธีการเขียนลงบนสมุดจด น่าจะไม่เป็นที่นิยมกันสักเท่าไรแล้ว
ในยุค Digital Transformation ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัป
หากเราเดินไปตามคาเฟ่ต่างๆ เราคงจะเคยชินกับภาพของผู้คนที่หยิบคอมพิวเตอร์ หรือ แท็บเล็ต นั่งทำงานจนเป็นเรื่องปกติ
วิธีการเขียน การจดบันทึกในรูปแบบ “Paperless” นี้ คงเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด
โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะเสียหาย เปลืองพื้นที่ของกระดาษ หรือ ต้องพกสมุดบันทึกหลายๆ เล่ม..
อย่างไรก็ดี มีแบรนด์สมุดบันทึก อยู่อีกแบรนด์หนึ่ง
ที่ยังคงมุ่งหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุดจดบันทึกในทุกๆ ปี แม้ตลาดจะไม่เป็นใจ
นั่นคือบริษัท Moleskine (โมเลสกิน) แห่งเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
คำถามที่น่าสนใจคือ
ทำไม Moleskine ถึงยังเป็นแบรนด์สมุดบันทึกที่ยังมีลมหายใจอยู่ในยุคดิจิทัล ?
แล้วทำไม Starbucks ต้องร่วมมือกับ Moleskine เพื่อผลิตสมุดบันทึกเป็นของชำร่วยทุกๆ ปีใหม่ ?
ถ้าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้นั้น ก่อนอื่นคงต้องเข้าใจความเป็นมาของ บริษัท Moleskine สั้นๆ กันก่อน..
Moleskine ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1997
โดย คุณ Maria Sebregondi ที่ต้องการเนรมิตการจดบันทึกด้วยสมุดปกแข็งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ถึงแม้จะกำเนิดในประเทศอิตาลี แต่คุณ Maria เองไม่ได้ต้องการสะท้อนถึงความเป็นอิตาลี ลงบนสมุดบันทึก แต่เธอต้องการชูจุดเด่นในเรื่องของความสะดวกและความหลากหลายในการจดบันทึก
รู้ไหมว่าต้นกำเนิดของชื่อ Moleskine ไม่ได้ถูกคิดโดยคุณ Maria
ซึ่งจริงๆ แล้วมาจากนักเขียนชาวอังกฤษชื่อดังในอดีตอย่าง Bruce Chatwin ที่รักในการใช้สมุดปกแข็งสีดำในการเขียนเรื่องราวต่างๆ
และเขา ก็ได้ตั้งชื่อสมุดลักษณะแบบนี้ว่า “Moleskine”
Moleskine เริ่มเป็นสมุดบันทึกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
หลังจากที่เหล่าศิลปินดารา นิยมพกไปสถานที่ต่างๆ เพื่อจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำประจำวัน
โดย Angelina Jolie คือคนที่ทำให้เกิดไวรัลของการใช้สมุดบันทึกปกดำแข็งของแบรนด์นี้
“Legendary Notebooks” คือคติพจน์ประจำแบรนด์ Moleskine ที่ทำให้ผู้คนอยากจ่ายเงินเพื่อเป็นเจ้าของ
ซึ่งจุดเด่นสำคัญของสมุดบันทึก Moleskine ก็จะมี
-การใช้กระดาษแบบ Acid-free คุณภาพกระดาษของหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อยืดอายุการใช้งานและเก็บได้ยาวนานขึ้น
-ใช้กระดาษถนอมสายตา สำหรับนักเขียนที่ต้องมีการเพ่งสายตานานๆ
-มีลูกเล่นต่างๆ คอยสอดแทรกระหว่างหน้าของสมุดบันทึก
-มีช่องเก็บกระดาษเล็กๆ ในส่วนท้ายของสมุดบันทึก
-ความแข็งแรง ทนทาน ด้วยการใช้วิธีการเย็บสมุดบันทึกแทนกาว และการใช้ยางรัดอีลาสติกสำหรับปิดสมุดให้แน่น
3
สำหรับเรื่องของการตลาด
วิธีการที่ Moleskine ทำให้สมุดจดบันทึกคุณภาพดีนี้ สามารถไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้คนได้
คุณณภัสสริน ลิมปนวงศ์แสน จาก บริษัท คอมเมอร์เชียลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้นำเข้า Moleskine ในประเทศไทยได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
กลุ่มตลาดหลักคือ กลุ่มนักเขียน นักวาดภาพ ศิลปิน ที่มีจำนวนราวๆ 10 ล้านคนทั่วโลก
โดยสมุดจดบันทึกของ Moleskine เน้นไปที่ความหลากหลายให้กับกลุ่มลูกค้าหลัก ได้เลือกใช้งาน
หลังจากที่พวกเขาใช้จนเกิดความประทับใจแล้ว
ก็จะทำให้เกิดการบอกต่อ หรือ พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นหนึ่งในการตลาดแบบ Influencer ในรูปแบบการแชร์ “สิ่งของติดตัว” ของเหล่าศิลปิน จนทำให้เกิด “แรงบันดาลใจ” ต่อบุคคลอื่นนั่นเอง..
นอกจากการโฟกัสไปกับกลุ่มลูกค้าหลักแล้ว
Moleskine ยังได้มองถึงเรื่องของการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย
ด้วยวิธีการสร้างความร่วมมือกับแบรนด์อื่น หรือ ที่เราเรียกกันว่า Collaboration marketing
ไม่ว่าจะเป็นกับแบรนด์การ์ตูนต่างๆ อย่าง Peanuts, Star Wars, Snow White และ Doraemon
แต่หนึ่งในการ Collaboration ที่ทำให้ Moleskine เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
ก็คือโปรเจกต์ “Moleskine x Starbucks”
โดย Moleskine ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อขายสมุดบันทึกรุ่นลิมิเต็ดนี้ให้กับลูกค้าแต่อย่างใด
แต่เพื่อโปรโมตแคมเปญ การเติมเงินของลูกค้าเข้าแอปพลิเคชันของ Starbucks
ซึ่งลูกค้าต้องเติมเงินเข้าแอปเป็นจำนวน 3,500 บาท เพื่อให้ได้สมุดบันทึก Starbucks ที่ผลิตโดย Moleskine มูลค่ากว่า 1,200 บาท มาฟรีๆ
สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับสมุดบันทึกประจำปีของ Moleskine รุ่นพิเศษที่ผลิตให้ Starbucks คือ
การปักสกรีนลวดลาย แบบการปั๊มนูน (emboss) และพิมพ์เคลือบตัวเลขบอกปีที่ใช้งาน
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มรายละเอียดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์เมล็ดกาแฟอย่างเช่น Pike Place, Veranda, Ethiopia แทรกอยู่ในสมุดบันทึก เพื่อแสดงถึงเรื่องราวเมล็ดกาแฟของ Starbucks
1
จากที่ได้กล่าวมา คงพอจะทำให้เห็นภาพเกี่ยวกับเรื่องราวของแบรนด์ Moleskine กันพอสมควร
กลับมาตอบคำถามที่ว่า Moleskine เป็นแบรนด์สมุดบันทึกที่มีลมหายใจในยุค Digital disruption ได้อย่างไร ?
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถยืนยันได้ในตอนนี้ก็คือ
Moleskine มีการปรับตัวมาโดยตลอด เช่น การสร้างนวัตกรรมอย่าง “Smart Writing Set” เป็นการเชื่อมโยงการเขียนบนกระดาษ เข้าสู่การแชร์ในโลกดิจิทัล
ด้วยนวัตกรรมปากกา “PEN+” ที่มีการติดกล้องในปากกา สำหรับการแปลข้อมูลสิ่งที่เขียนจากกระดาษ สู่ แท็บเล็ต
และยังมีการเปิดตัวแอปพลิเคชันอย่าง “Moleskine Notes” และ การ Collaboration กับแอปพลิเคชันปฏิทิน อย่าง “Timepage”
กลยุทธ์นี้ นับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าและการอยู่รอด ให้กับแบรนด์ Moleskine เป็นอย่างมาก
อีกสิ่งหนึ่งที่ Moleskine กำลังได้เปรียบในตลาดสมุดบันทึกและเครื่องเขียนอยู่
คือ การที่บริษัทผู้แข่งขันในตลาดเริ่มที่จะลดลงไปเรื่อยๆ และเริ่มหันไปหาวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันกันแทน
ในขณะที่ Moleskine ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการผลิตสมุดจดบันทึกอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี จะทำให้ผู้คนหันไปใช้สินค้าทดแทนกันมากขึ้น
แต่รู้หรือไม่ว่า อัตราการใช้งานของกระดาษทั่วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2006 ปีละ 3-5% โดยเฉลี่ย
หรืออาจสรุปได้ว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้การใช้งานกระดาษจด หายสาบสูญไปแต่อย่างไร
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Statista เผยว่า ประเทศที่มีส่วนแบ่งการใช้กระดาษมากที่สุด 3 อันดับคือ ญี่ปุ่น, จีน และ สหรัฐอเมริกา
ซึ่ง 3 ประเทศเหล่านี้ ต่างเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนานวัตกรรมสมัยใหม่ทั้งสิ้น..
น่าสนใจว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรม “ดิจิทัล” ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้
จะสามารถมาทดแทนนวัตกรรมแบบ “อนาล็อก” ดั้งเดิมได้ทั้งหมดหรือไม่
หรือวิธีการปรับตัวแบบประยุกต์ หรือ Hybrid ของ Moleskine
จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์สำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้..
โฆษณา