ประสบการณ์ตรงจากการเรียนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่
เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนผู้เขียนได้เริ่มต้นการเรียนรู้เรื่องใหม่เกี่ยวกับการขับรถโดยเหตุมาจากพี่สาวอยากให้ไปฝึกหัดขับเพราะอยู่ว่าง ๆ จากการที่ยังหางานทำไม่ได้
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นว่าการขับรถเองในอนาคตอันใกล้เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเพราะเชื่อว่าอีกไม่นานจะเป็นเพียงอีกหนึ่งพฤติกรรมที่จะจางหายไปเมื่อเทคโนโลยีการขับขี่สามารถเข้าถึงการใช้งานได้ทุกคน
ดังนั้นเรื่องแรงจูงใจที่จะเรียนจึงไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ไหน ๆ จ่ายเงินค่ามัดจำไปแล้วผู้เขียนคงต้องไปลองขับเพื่อสนองความต้องการของพี่สาวดู
โดยวันแรกที่ได้เริ่มเรียนผู้เขียนต้องไปตามจุดนัดหมายเพื่อรอให้รถของสถานที่ฝึกหัดขับมารับ ซึ่งเป็นหนึ่งในการบริการสำหรับคนที่ไม่อยากขับรถไปถึงที่เรียนเอง
ยามที่รถมาถึงผู้เขียนก็แอบประหวั่นพรั่นพรึงนอกจากสภาพรถที่ดูน่าเป็นห่วงแล้ว คนขับหลังพวงมาลัยยังเป็นนักเรียนกันเองอีก
ทั้งนี้ตามที่พี่สาวบอก ณ โรงเรียนฝึกหัดขับนี้ต่อให้เรียนวันแรกทุกคนต้องได้ขับรถออกท้องถนนในทุกวันจนกว่าชั่วโมงการเรียนการสอนจะจบลง
จากเดิมที่ผู้เขียนนึกว่าเป็นแค่โฆษณารงณรงค์ให้คนหลงเชื่อเพราะคิดไปเองว่าวันหนึ่งเรียนไม่กี่ชั่วโมงจะให้ออกถนนใหญ่เลยจะโหดไปไหม แต่ครั้นเห็นด้วยตาตัวเองแสดงว่าวันนี้คงได้มีคนโชว์ศักยภาพที่แท้จริงบนถนนคอนกรีต
หลังจากขึ้นนั่งหลังรถผู้เขียนก็อึ้งอีกครั้งเพราะจากจุดนัดพบไปถึงที่เรียนนับว่าไกลอยู่หลายกิโล แล้วการให้มือใหม่ขับมาขนาดนี้จะไม่อันตรายแน่เหรอ ต่อให้มีครูฝึกนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ตาม
ในตอนที่มาถึงสถานที่เรียนแบบเกร็ง ๆ กลัว ๆ ก็ต้องมาทำเอกสารกรอกรายละเอียดเล็กน้อยพร้อมกับต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อลงบันทึกเวลาในชั่วโมงขับว่าเข้าเรียนแล้วนานเท่าไหร่ ซึ่งในการเข้าเรียนแต่ละครั้งจะใช้บัตรประชาชนและการสแกนนิ้วเพื่อยืนยันเหมือนตอนไปทำงานยังไงยังงั้น
ภายในห้องทดสอบที่แอบถ่ายจากข้างนอก
หลังเสร็จรายละเอียดหยิบย่อยก็มาถึงการทดสอบ สมรรถภาพ 4 อย่างด้วยกัน โดยบทสอบแรกคือการจำแนกสีไฟโดยยืนห่างเหมือนการทดสอบระยะสายตาแล้วบอกสีไฟได้ก็จบ
สัญญาณไฟที่ใช้ทดสอบสมรรถภาพแบบแรก
ส่วนการทดสอบที่สองก็คล้ายอันแรกแต่ต่างตรงจะให้เอาหน้าเข้าไปในแท่นเหมือนเครื่องที่ใช้วัดสายตาแล้วให้เราบอกสีโดยที่แสงไฟที่เห็นจะมาจากด้านข้างแทน
เครื่องนี้แหละที่ใช้ทดสอบปฏิกิริยาโต้ตอบโดยไฟเขียวจะขึ้นตรงช่องขาวจากล่างขึ้นบน และบริเวณช่องสี่เหลี่ยมใช้ทดสอบการกะระยะ ส่วนข้างหลังใช้ทดสอบในแบบที่สองที่ต้องเอาหน้าไปวางมองไฟข้าง ๆ
การทดสอบที่สามจะเป็นเรื่องความไวของปฏิกิริยาการโต้ตอบของร่างกาย ซึ่งจะมีแท่นคันเร่งกับเบรคให้โดยที่เมื่อเหยียบคันเร่งมาตรวัดที่เป็นแสงไฟสีเขียวจะพุ่งจากล่างขึ้นบนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ระหว่างที่ไฟพุ่งขึ้นไปให้เหยียบเบรคทันที แต่ในกรณีของผู้เขียนที่ฟังครูฝึกไม่เข้าใจต้องลองถึง 3 ครั้งเพราะหนแรกปล่อยผ่านโดยคิดว่าไฟจะพุ่งเร็วอยู่ที่เราเหยียบ ครั้งที่สองเนื่องจากครูฝึกไม่บอกว่าให้เหยียบเบรคตอนไหนเลยเหยียบพอดีเส้นลูกศรซึ่งคิดว่าเหมือนกับเวลาเล่นเกมส์ต่าง ๆ ที่ต้องเอาพอดีเส้น ส่วนครั้งที่สามถึงสำเร็จ สรุปในการทดสอบการโต้ตอบนี้คือเห็นแสงเขียวปุบให้เหยียบเบรคปับ
การทดสอบที่สี่เป็นการกะระยะจะมีเสาสองต้นให้เรานั่งจ้องห่าง ๆ แล้วขยับเสาด้านหนึ่งให้ขนานกันตรงกับอีกด้าน โดยจะมีปุ่มเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเสาให้ผู้ทดสอบขยับจนกว่าจะพอใจ ซึ่งจะคล้าย ๆ เหมือนเวลาหยอดเหรียญเล่นคีบตุ๊กตา
ภายหลังการทดสอบสมรรถภาพจบก็ถึงเวลาลงสนามซ้อม ด้วยการอธิบายไม่ถึงสิบนาทีขณะนั่งฟังข้าง ๆ คนขับ ครูฝึกก็ให้ผู้เขียนได้เผชิญของจริงทันที
เบื้องต้นการขับขี่ยังไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าที่ควรเพราะแค่เดินหน้าถอยหลังยังเบี้ยวไปเบี้ยวมาอยู่ พอถึงตอนหัดเลี้ยวก็ยังทำได้ไม่ค่อยดีอย่างที่คิด
แม้จะขับมาซักพักยังก็ยังมีการขึ้นไปกินขอบเป็นครั้งคราว และในบางทีก็มีบ้างที่ไม่เข้าใจศัพท์อย่างการขึ้นคลัทช์ที่ผู้เขียนเข้าใจว่าให้ยกเท้าออกแต่แท้ที่จริงแล้วหมายถึงให้เหยียบลงไป
เป็นอันว่าพอยกขาขึ้นก็โดนติเล็กน้อย ก็นะขึ้นเกียร์มันพอเข้าใจเพราะมันเป็นตัวเลขเลยต้องขึ้นตลอด แต่บอกขึ้นคลัทช์มันเผลอเข้าใจไปว่าให้ยกเท้าออก
และคราวถึงเวลาฟ้าเปลี่ยนสีขณะหัดขับถอยหลังก็โดนเอ็ดอีกรอบเพราะขับชนเสา พอผู้เขียนบอกมองไม่เห็นข้าง ๆ เนื่องจากมืดกลับโดนสวนมาว่าให้ใช้เซ้นส์สัมผัสไม่งั้นคนจะขับรถตอนกลางคืนได้ไง
ได้ยินเช่นนั้นผู้เขียนก็ได้แต่อืมมมมม~ยาว ๆ ถ้าเซ้นส์ดีขนาดนั้นคงไม่ต้องจ่ายเงินมาเรียนแล้ว นี้ขนาดบอกครูฝึกไม่เคยขับรถมาก่อน แล้วถ้าบอกเคยขับมาแล้วเซ้นส์ห่วยจะโดนขนาดไหน
นับจากนั้นผ่านไปประมาณสามชั่วโมงเห็นจะได้ผู้เขียนจึงมีสิทธิ์ได้ลงจากรถแวะพักเข้าห้องน้ำก่อนจะไปต่อกันที่การทดสอบทฤษฎี
ซึ่งทฤษฎีที่ว่าก็คือแบบทดสอบตอบคำถาม 50 ข้อในเวลาหนึ่งชั่วโมง เกณฑ์การผ่านสามารถผิดได้ 5 ข้อเท่านั้น
ผลลัพธ์จากการจิ้มหน้าจอแบบไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายข้อบังคับและป้ายสัญลักษณ์ผู้เขียนได้คะแนนอยู่ที่ 39 คะแนน โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าโอเคสำหรับมือใหม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจจะขับรถ
พอทำจบก็ได้เวลาพักผ่อนซัก 10 นาทีกว่า ๆ ต้องขอบอกเลยว่าการที่อยู่ ๆ ได้มาขับรถนานเป็นชั่วโมง ๆ ทำเอาปวดขาระดับหนึ่งเพราะเกิดจากการเกร็งช่วงล่างเกือบตลอดเวลาที่อยู่หลังพวงมาลัย
ครั้นถึงเวลากลับผู้เขียนต้องไปสแกนนิ้วออกก่อนถึงจะยืนยันการเรียนการสอนวันแรกจบลงจริง
ทว่าตอนขากลับจะไปยังจุดรับส่งที่นัดเจอกันตอนแรกผู้เขียนนึกว่าจะได้นั่งรถชมวิวเล่น ๆ กลายเป็นว่าฝ่ายผู้นั่งคนขับไม่ใช่ครูแต่เป็นตัวนักเรียนเอง
ทั้งนี้รถที่ใช้ขับกลับก็เป็นเกียร์ออโต้ที่ไม่ได้เรียนในวันนี้อีก แล้วแบบนี้จะขับกลับได้ไง
แต่หลังจากฟังครูคนสอนอีกคนอธิบายประมาณ 3 นาทีถึงระบบต่าง ๆ ผู้เขียนก็ทะยานไปบนท้องถนนยามราตรีอันโล่งกว้าง โดยสัมผัสได้ถึงความเมามันในการเหยียบคันเร่งสลับแตะเบรค
ถ้าพูดตามตรงก่อนออกจากซอยโรงเรียนฝึกหัดขับยังกังวลใจค่อนข้างมาก แต่พอได้ลิ้มรสการขับรถออโต้ง่ายดายขนาดไหน ความท้อแท้ใจที่ได้ร่ำเรียนเผชิญมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็หายเป็นปลิดทิ้ง
โดยตอนท้ายของวันที่หนึ่งในการเรียนขับรถคงเหลือแต่ความรู้สึกดี ๆ ที่ฝากรอยไว้บนท้องถนนก่อนที่ผู้เขียนจะกลับถึงบ้านและเล่าทุกอย่างให้ครอบครัวฟัง
โปรดติดตามตอนต่อไป
ความคิดเห็น
เฉิดฉาย
สมัยเรียนครูให้หัดขับรถกระบะ เกียร์กระปุก ครูบอกเผื่อฉุกเฉินวันข้างหน้าไม่มีรถออโต้ให้ขับ สรุปเลยขับได้ทั้ง 2 แบบเลยค่ะ 😊
26 พ.ย. 2020 เวลา 03:33
เฉิดฉาย
ดับเหมือนกันค่ะ 55
26 พ.ย. 2020 เวลา 05:12
สาวเมืองลิง 🐒
เรียนขับรถยังตื่นเต้นขนาดนี้ นึกถึงตอนไปหัด ไม่ได้เรียนนะหัด กัดกันตลอดทาง 55😂 สุดท้ายยอมแพ้ เบื่อคนบ่น😝 นั่งเฉยๆสบายกว่ากันเยอะเลย😁😁
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:26
สาวเมืองลิง 🐒
อันนี้จริงๆๆๆๆ รถแทบแตก 555😂😂
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:41
เรื่องเล่า คนเลี้ยงปลา
นึกถึงตัวเองตอนไปเรียนขับรถเลยอ่ะ ต้องเล่าต่อไปถึงตอนสอบใบขับขี่ด้วยนะ สนุกแน่นอน
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:02
พู่กันแต้มเลือด
นี้ละเรื่องที่คาดไม่ถึง
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:33