ประสบการณ์ตรงจากการเรียนขับรถพร้อมสอบใบขับขี่ ตอนที่ 2
วันที่สองของการเรียนขับรถในเช้าวันอาทิตย์ช่างเป็นอีกหนึ่งวันที่แสนจะลำบากใจ เนื่องจากนิสัยส่วนตัวเป็นคนนอนดึก(หรือจะเรียกนอนเช้าดี)จึงทำให้การเปลี่ยนมาหลับใหลก่อนเวลาเที่ยงคืนไม่สามารถข่มตาลงได้เหมือนช่วงชีวิตยามปกติ
ซึ่งเหตุที่ทำให้ผู้เขียนต้องรีบนอนให้ไวเพราะในวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์จะมีการสอบขับรถภาคปฏิบัติประจำ เพราะอย่างนั้นเลยไม่สามารถเลือกเรียนในช่วงตอนบ่ายเหมือนเมื่อวันเสาร์ได้(จากตอนที่ 1) ผลกรรมจึงลงเอยได้ไปเรียนแบบง่วง ๆ นอนไม่เต็มอิ่ม
ครั้นมาถึงจุดนัดรับส่ง ณ สถานที่เดิมผู้เขียนนึกว่าจะได้นั่งเฉย ๆ เหมือนกับตอนขาไปในวันแรกที่เรียนแต่ไฉนเลยเหตุการณ์กลับตาลปัตรเป็นอีกหนที่ต้องขับไปถึงสนามซ้อมเอง ซ้ำร้ายรถที่ใช้ขับก็ไม่ใช่เกียร์ออโต้แบบขากลับจากเมื่อวานอีก
ความที่ไม่มั่นใจแถมยังยังสะลึมสะลืองัวเงียผู้เขียนคงไม่ต้องสาธยายให้มากนักว่ามันจะเสียวขนาดไหนในความรู้สึกของมือใหม่บนท้องถนน
โชคดีที่ดวงยังพอมีบ้างที่เส้นทางขาไปมีรถน้อยลงค่อนข้างเยอะต่างจากตอนบ่ายของวันวาน กระนั้นความโชคดีก็มีเพียงแค่นั้น เพราะวันนี้ผู้เขียนรู้สึกตงิดใจถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ หลังพวงมาลัย
โดยตลอดตั้งแต่เริ่มขับมาครูฝึกช่วยคุมพวงมาลัยไว้มีเพียงทางตรงยาว ๆ เท่านั้นที่จะปล่อยมือให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เขียน
และเมื่อมาถึงที่โรงเรียนแบบงง ๆ ไม่เชื่อฝีเท้าของตัวเองก็ได้เวลาสแกนนิ้วยื่นบัตรประชาชนสะสมเวลาเรียนเช่นเคย หลังจากเข้าห้องน้ำเตรียมตัวเตรียมใจเสร็จก็ถึงคราวลงไปอาบแสงอาทิตย์กับรถประจำกาย
ด้วยการซ้อมเดินหน้าถอยหลังและเข้าข้างทางคล้ายเมื่อวานแทนที่จะทำได้ดีกว่าเดิมกลายเป็นว่าแม้แต่เลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายผู้เขียนก็ทำไม่ได้
ดังนั้นประโยคที่ครูฝึกพูดให้ผู้เขียนฟังจึงไม่ใช่คำที่นุ่มนวลชวนเข้าหูเท่าไหร่ เช่น เป็นผู้มีพรสวรรค์น้อย ไม่ก็ถ้าขับเกียร์ธรรมดาไม่ได้จะให้ไปเรียนออโต้แทน
แน่นอนที่ในใจผู้เขียนจะไม่เห็นด้วย เพราะอะไรนั้นหรือเพราะคำตอบของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่พวงมาลัยของรถที่ใช้ขับยังไงละ
รูปแบบนี้คือล้อตั้งตรง ถ้าพวงมาลัยตรงล้อจะเบี้ยวแทน
ความที่พวงมาลัยเบี้ยวแบบรับรู้ได้ขณะขับทางตรงแบบช้า ๆ เลยทำให้ประสาทสัมผัสของผู้เขียนผิดเพี้ยนไปค่อนข้างมาก ทั้งนี้จะให้รถตรงไปแบบปกติพวงมาลัยจำเป็นต้องเอียงนิด ๆ
ครั้นตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่าและได้อธิบายให้ครูฝึกฟังแทนที่จะได้รับการยอมรับว่ารถที่ใช้ขับห่วยดันโดนตอกหน้าบอก “ฮึ่ยยย ทำไม่ได้ก็แปลว่าทำไม่ได้ไม่ต้องไปโทษอย่างอื่น”
พอได้ยินคำตอบที่ครูฝึกให้มาผู้เขียนก็เลิกล้มอยากจะเสวนาร่วมด้วย เพราะคนทำนองนี้ไม่ว่าจะอธิบายอะไรให้ฟังคงไม่แคล้วยึดติดกับความคิดตัวเองมากกว่าจะรับฟังคำพูดของคนอื่น
สรุปถ้าแก้ไขตัวรถไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่พรสวรรค์น้อย ๆ ของผู้เขียนแล้วที่ต้องปรับตัวเรียนรู้การขับแบบพวงมาลัยเบี้ยว ๆ ให้ชิน
หลังจากขับมาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ได้ฤกษ์เวลาเรียนท่าใหม่ที่ต้องขับรถไปจอดในซองทางซ้ายมือ ด้วยคำพูดแนะนำเพียงหนึ่งครั้งการจอดรถเลยสมบูรณ์แบบในหนเดียว
เพราะตอนที่วนกลับมาผู้เขียนก็จำไม่ได้แล้วว่าต้องขับถอยหลังเข้าซองแบบไหน และเหตุนั้นคำกล่าวที่บอกสอนแล้วไม่จำจึงวนเวียนพอ ๆ กับจำนวนครั้งที่ใช้ถอยรถเข้าซอง
จนในที่สุดความเดือดดาลของผู้เขียนก็ทะลุจุดที่หน้าไร้รอยยิ้มได้แต่ด่าครูฝึกอยู่ในใจว่าไอ้ที่ขับได้จะบอกวิธีทำไม และไอ้ท่าที่ขับไม่ได้ทำไมไม่บอกอีกรอบฟะ
กระทั่งความเคยชินเริ่มสำแดงผลผู้เขียนเริ่มจำหลักได้ว่าต้องใช้วิธีใดถึงจะนำรถกระบะเข้าซองได้
ขอบคุณภาพจาก https://windygallery.wordpress.com/2014/05/01/ฝึกถอยรถเข้าซอง/
ขั้นแรกต้องให้รถชิดด้านซ้ายไม่ควรให้ระยะห่างมีมากเกินไปเพราะจากที่ลองมายิ่งรถห่างจากซองซ้ายมือเท่าไหร่การจอดให้สมบูรณ์จะทำได้ยากขึ้น โดยตำแหน่งของกระจกข้างรถด้านซ้ายจะต้องเลยเสาต้นที่สองข้างหน้ามาหน่อยหนึ่ง(ครูบางคนจะบอกว่าให้หลังรถพอดีกับเสาต้นแรกแต่ผู้เขียนแนะนำเสาต้นที่สองเพราะง่ายต่อการกะระยะมากกว่าและไม่จำเป็นต้องมองกระจกข้างเพื่อดูหลังรถ)
ขั้นที่สองหลังจากจัดตำแหน่งเหมาะสมให้หักพวงมาลัยไปด้านซ้ายจนสุดแล้วถอยหลังจนเห็นเสาต้นที่สาม จุดนี้ต้องมองให้ดี ๆ และนับในใจเสมอห้ามให้ตัวรถเลยไปจากเสาต้นที่สามเป็นอันขาด ต้องให้ตัวรถและเสาอยู่แนวเดียวกัน
ขั้นที่สามเมื่อรถและเสาอยู่พอดีกันก็หมุนพวงมาลัยคืนตั้งล้อตรงเหมือนเดิมแล้วค่อย ๆ ถอยรถช้า ๆ จนล้อหลังทับเส้นจอด
ขั้นที่สี่ให้หักพวงมาลัยไปด้านขวาจนสุดเช่นกันแล้วค่อย ๆ ถอยหลัง พยายามถอยช้า ๆ ไม่ต้องรีบซึ่งถ้าจอดสมบูรณ์แบบการเข้าซองด้านซ้ายจะจบลงตรงนี้โดยอย่าลืมตั้งล้อให้ตรงด้วย แต่ในกรณียังไม่พอดีอาจต้องมีการเดินหน้าเลี้ยวซ้ายขับให้ชิดกับช่องก่อน
ขั้นสุดท้ายที่หลายคนเผลอทำพลาดคือการขับรถออกไปโดยที่ด้านหน้ารถมีพื้นที่ไม่พอในการเลี้ยว โดยกรณีนี้แค่ถอยหลังก่อนก็พอโดยต้องมองกระจกกะระยะดี ๆ ระวังตกม้าตายเพราะขับชนเสาก่อนออกจากซอง
11 โมงกว่า ๆ ช่วงที่แอร์ในรถไม่ช่วยให้คลายร้อนอีกต่อไปผู้เขียนก็ได้โอกาสเลิกขับรถซะที โดยเวลาที่เหลือได้ใช้ผลาญไปกับการทำแบบทดสอบ 50 ข้ออีกรอบ
หนนี้คะแนนร่วงจากเดิมมาอีกหน่อยอยู่ที่ 34 คะแนนเพราะครูฝึกให้ลองทำขณะมีเสียงรบกวนจนสมาธิของผู้เขียนจดจ่ออยู่ที่รอบข้างมากกว่าหน้าจอที่คอมพิวเตอร์แสดงคำถาม
ภายหลังจากจบชั่วโมงเรียนการสอนและสแกนนิ้วออก ช่วงเวลาที่ได้นั่งรถกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนร่วมทางอีก 3 คน นอกจากวันอาทิตย์นี้จะขุ่นมัวในด้านอารมณ์แล้วยังมีจุดเสียวที่นักเรียนป้ายใหม่มอบความตื่นเต้นให้ก่อนจะได้ลงจากรถด้วยลีลาการขับที่ผู้โดยสารพากันพร้อมเพรียงหวาดเสียวหัวใจ
โปรดติดตามตอนต่อไป
ความคิดเห็น
Lucky review
ตามอ่านครบทุกตอน เขียนเล่าเรื่องได้ดีมากค่ะ
28 พ.ย. 2020 เวลา 04:46
พู่กันแต้มเลือด
(//∇//)เขินเลยจ้ะ ขอบคุณที่อ่านนะ
28 พ.ย. 2020 เวลา 08:39
สาวเมืองลิง 🐒
ก้าวหน้าแฮะ คะแนนลดนี่😂
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:29
พู่กันแต้มเลือด
สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ให้ทำตอนมีเสียงรบกวนก็แบบนี้แหละครับ ฮา
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:32
เรื่องเล่า คนเลี้ยงปลา
ทุกวันนี้พี่ยังเป็นแค่ขับ เรื่องจอดงูๆปลาๆ อยู่เลย 😁
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:10
พู่กันแต้มเลือด
สรุปจอดทับปลาและงูตายไปหลายตัว
25 พ.ย. 2020 เวลา 15:13