7 เหตุผลทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รวย!
คนไทยมีประมาณ 67 ล้านคน และปัญหาใหญ่คือ “ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้” ข้อมูลระบุว่า สังคมไทยผู้ที่มีรายได้มากที่สุดแตกต่างจากผู้ที่มีรายได้น้อยสุดกว่า 20 เท่า โดยมีกลุ่มคนชนชั้นกลางอยู่ประมาณ 35% สะท้อนถึงการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มบน
1
และการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงไปสู่คนกลุ่มล่าง โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 2562 ระบุว่ามีคนจนจำนวน 4.3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนคนจน 6.24 % ของประชากรทั้งประเทศขณะที่ครัวเรือนยากจนมีรายได้เดือนละ 3,016 บาทต่อคน ในปี 2562
ภาพจาก bit.ly/3fuW1If
www.ThaiFranchiseCenter.com มองว่าปัญหาความยากจนคือปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยยังแก้ไขไม่ได้ คำว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” ยังคงเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ ซึ่งคำว่า “คนจน” ตามนิยามโดยธนาคารโลกที่ใช้เกณฑ์ผู้มีรายได้เฉลี่ยต่ำว่า 1.9 เหรียญสหรัฐต่อวัน หรือวันละราว 60 บาท
หากใช้เกณฑ์ดังกล่าวประเทศไทยจะมีคนจนเพียง 0.04 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้นสวนทางทุกวันนี้ค่าแรงขั้นต่ำคนไทยอยู่ที่ประมาณ 350 บาท/วัน นั้นหมายความว่าหากยึดเอารายได้นี้เป็นเกณฑ์ทำงานทุกวันใน 1 เดือนจะมีรายได้ 10,500 บาท
1
ซึ่งรายได้แค่นี้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต และบางคนไม่ได้ทำงานทุกวันดังนั้นรายได้จึงไม่ถึง 10,000 บาท ตรงนี้คือนิยามของคนที่ “มีรายได้น้อย” และถึงขั้น “ยากจน”
 
7 สาเหตุความยากจนของคนไทย
 
เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากจน ทุกคนก็อยากเกิดมาเป็นคนรวย หรือหากแม้ไม่ถึงกับรวย ก็ขอให้มีกินมีใช้ไม่ขัดสน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าความจริงกับความฝันบางทีมันก็สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง และหากมาลองวิเคราะห์สาเหตุว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความยากจน พบว่ามีปัจจัย 7 ประการได้แก่
 
1.โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ
1
ภาพจาก bit.ly/2UZ6v9d
คำว่า “จน” เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ ต่อให้ภาครัฐขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะเมื่อประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าก็ดันขยับตามขึ้นไปด้วย แทนที่รายได้เราจะเพิ่มขึ้นสุดท้ายก็เท่าเดิม
ยกตัวอย่างค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท ทำงาน 30 วัน ไม่หยุดรายได้ 10,500 บาท ต้องจ่ายอะไรบ้าง ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร จิปาถะต่างๆ เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนบางทีเกือบ 10,000 บาท ยังไม่รวมคนที่มีครอบครัว มีลูกต้องดูแล ไม่รวมค่าป่วย ค่ารักษาพยาบาลแบบฉุกเฉิน
1
ดังนั้นโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ (ปิรามิดยอดแคบ ฐานกว้าง) นี่แหละคือปัญหาอย่างหนึ่งที่อาจไม่ใช่แค่ปัญหาในเมืองไทยแต่เป็นปัญหาของความยากจนของคนในอีกหลายประเทศทั่วโลก
 
2.การศึกษา
ภาพจาก pixabay.com/
คุณภาพของการศึกษายังมีส่วนกำหนดระดับของปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูงมักจะมีความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้น้อย เช่น ประเทศฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสวีเดน และที่สำคัญหลักสูตรการศึกษาของเมืองไทยไม่เอื้อให้เราคิดเป็นทำเป็น
แต่ส่วนใหญ่ออกแนวนกแก้วนกขุนทอง สอนให้ท่องจำ จนกลายเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้คนไทยส่วนใหญ่คิดอะไรนอกกรอบไม่เป็น การอยู่แต่ในกรอบแคบๆ เดิมๆ ก็ทำให้มีโอกาสในการพัฒนาได้น้อย หากมีการพัฒนาด้านการศึกษาให้คนไทยมากขึ้น ปัญหาความยากจนก็อาจลดลงได้มากขึ้น
 
3.ติดเหล้า-ติดหวย-ติดพนัน
ภาพจาก pixabay.com/
ปัญหาความยากจนส่วนหนึ่งมาจาก “ตัวเราเอง” บางคนรายได้น้อยทำงานได้วันละ 350 แต่ตกเย็นกินเหล้า กินเบียร์ เดี๋ยวนี้ราคาเหล้าเบียร์ก็ไม่ธรรมดา เบียร์1ขวดราคากว่า 60 บาท ส่วนเหล้าไม่ต้องพูดถึงแพงถึงหลักร้อยแล้วแต่ยี่ห้อ คนที่ต้องกินเหล้าก็มีเหตุผลว่า “จน” “เครียด” ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี หรือแม้แต่คนที่เล่นหวย ทั้งใต้ดินบนดิน แต่ละเดือนเสียค่าหวยเดือนละ 500 – 1,000 หรือบางทีก็มากกว่านั้น ไม่นับรวมคนที่ติดการพนัน ไม่ว่าจะบอล ไพ่ หรืออะไรก็ตามแต่
1
ความหวังของคนที่เล่นหวย เล่นพนัน ก็เผื่อฟลุ๊คจะได้มีเงินก้อนใหญ่เอาไว้ใช้ แต่การเล่นพนันมีโอกาสที่จะ “จน” มากกว่า “รวย” หลายคนก็รู้ดีแต่ยังเลิกไม่ได้ ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน หรือ CGS ระบุว่าในปี 2562 นี้ ตัวเลขคนไทยที่เล่นการพนันอยู่ที่ 57% หรือประมาณ 30.42 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1.49 ล้านคน และในนี้มีกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ถึง 7.2 แสนคน
 
4.ความคิดที่ยึดติดกับ “ความเชื่อ”
1
ภาพจาก bit.ly/377pZ0V
คนไทยมี “ความเชื่อ” ในสิ่งลี้ลับ อำนาจที่มองไม่เห็น จนบางทีเข้าขั้น “งมงาย” การที่คนไทยบางส่วนมีรายได้น้อย ไม่มีเงินเก็บ ก็เพราะ “ความเชื่อ” เช่นการขูดเลขขอหวยกับต้นไม้ การกราบไหว้สัตว์ที่มีผิดปกติ การบูชาบวงสรวงร่างทรงต่างๆ
แม้สิ่งเหล่านี้วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด แต่ “ความเชื่อ” ที่งมงายมากเกินไปก็ทำให้ “ความคิด” เราหยุดชะงัก หลายคนแทนที่จะคิดทำธุรกิจ หาไอเดียลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่ม กลับงมงายกับการหาเลขเด็ด ทรงเจ้าต่างๆ กระบวนที่ก่อให้เกิดรายได้ในระหว่างนี้จึงลดลง เป็นเหตุผลที่แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่ก็เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีรายได้น้อยลง
 
5.การผูกขาดของระบบนายทุน
 
เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ กับการผูกขาดทางธุรกิจที่บางทีไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ลืมตาอ้าปาก คนเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ เงินน้อย ทุนน้อย สายป่านไม่ยาว ไม่อาจสู้กับพวกนายทุนเงินหนา ประสบการณ์เยอะ หนทางรอดของคนตัวเล็กคือต้องพยายามแตกไอเดียที่แตกต่างเพื่อให้ไม่เหมือนใครและเป็นจุดขายให้กับตัวเอง
1
หลายคนที่ลงทุนแบบตรงๆ ทื่อๆ ไม่มีพลิกแพลง เล่นไปตามเกมส์ธุรกิจส่วนใหญ่มักไปไม่รอด เพราะอำนาจในการซื้อจะไหลไปอยู่ที่กลุ่มนายทุนมากกว่า ปัญหาเรื่องนี้ก็ทำให้โอกาสเกิดใหม่ของคนธรรมดาที่จะแจ้งเกิดในเวทีธุรกิจมีน้อย แถมบางคนลงทุนผิดพลาดจากคนธรรมดากลายเป็นคนจนหมดเนื้อหมดตัวเลยก็มี
 
6.ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ภาพจาก pixabay.com/
คนส่วนใหญ่อยากลงทุนแต่ก็ “ไม่มีเงินทุน” แม้หลายธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้เรากู้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องมีหลักประกัน บางครั้งต่อให้เรามีโปรเจคดีแค่ไหน แต่หากไม่มีเงินทุนก็ยากที่จะสานต่อ บางคนพูดถึงว่าให้ทำแบบ start-up แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่เราจะได้ทุนจาก venture capital หรือ angel investor เพราะกลุ่มเงินทุนเหล่านี้ก็เป็นธุรกิจหนึ่งเช่นกัน หากไอเดียที่เรานำเสนอดูไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ก็กลายเป็นแค่โปรเจคในกระดาษธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนให้อย่างเด็ดขาด
 
7.โครงสร้างด้านสวัสดิการทางสังคม
ภาพจาก pixabay.com/
หลายประเทศที่เรามองว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนาเขามีสวัสดิการทางสังคมที่ชัดเจน เช่น บางประเทศมีการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี มีเงินเลี้ยงดูยามแก่ชรา เป็นต้น แต่สำหรับประเทศไทย สวัสดิการที่เห็นหากไม่ใช่ข้าราชการก็เห็นจะมีแต่ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ต้องไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลของรัฐ การรักษาส่วนใหญ่ก็บอกว่าไม่มีคุณภาพมากนัก แต่จะให้ไปเสียเงินรักษาแพงๆ คนรายได้น้อยก็ไม่มีทางทำได้ ก็ต้องทนใช้สิทธิที่ว่านี้กันไป
หรือแม้แต่คนทำงานที่บอกว่ามีประกันสังคมดูแล มีเงินเก็บสะสมยามแก่ชรา ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลาจะสามารถเบิกจ่ายได้จริงหรือเปล่า คำว่าสวัสดิการทางสังคมจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีน้อยมาก การดูแลจากภาครัฐไปยังประชาชน “ทุกคน” ไม่ทั่วถึง คนส่วนใหญ่จึงต้องปากกัดตีนถีบหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งไว้ดูแลตัวเองในยามฉุกเฉิน
ซึ่งหากสวัสดิการทางสังคมมีความชัดเจน เราก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ รายได้ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นเงินเก็บได้มากขึ้น แต่เราก็เข้าใจดีว่าหากต้องการสวัสดิการที่ดีก็อาจต้องมีการจ่ายภาษีที่มากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วเขามีการจ่ายภาษีในอัตราที่สูงแต่ผลตอบแทนที่ประชาชนในประเทศนั้นได้รับก็ถือว่าคุ้มค่ามากเช่นกัน
 
ทั้งนี้ผลสำรวจ Gallop World Poll ระบุว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จํานวนคนที่ตอบว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลงมีมากขึ้น เกือบ 40% ตอบว่าไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย และกว่า 40% ตอบว่ามีเงินไม่พอซื้ออาหาร เทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนลดลงและเป็นประเทศเดียวที่อัตราความยากจนเพิ่มสูงขึ้น
แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับปัจจุบันจะมีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแต่จนแล้วจนรอด คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลัง คนจนก็ยังมีอยู่และดูเหมือนจะมีเพิ่มมากขึ้นในระยะหลังด้วย
 
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ https://www.thaifranchisecenter.com/document/
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter
 
อัพเดทและติดตามข่าวสารได้ที่
Line : @thaifranchise
Twitter : @thaifranchise
อ่านเพิ่มเติม
https://www.thaifranchisecenter.com/document/show.php?docuID=6483
ความคิดเห็น
Lert
ขอเสนอเพิ่มอีกข้อครับ โอกาสในการเข้าถึงความรู้ ข้อมูล ทุนสนับสนุน และการรับบริการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียม
27 พ.ย. 2020 เวลา 02:38
Ohmkun-ShiNoHaRa
ขอบคุณครับ
26 พ.ย. 2020 เวลา 16:49