Nanobots จะถูกฝังอยู่ในร่างกายของเราภายในปี 2030
Nanorobotics เป็นสาขาที่เกิดขึ้นใหม่เป็นการออกแบบ และสร้างหุ่นยนต์ที่มีขนาดนาโนเมตร(10−9 meters) หรือมีขนาดตั้งแต่ 0.1 ถึง 10 ไมโครเมตรและทำจากส่วนประกอบระดับนาโนหรือโมเลกุล หนึ่งนาโนเมตรมีขนาดเป็น 10 เท่าของอะตอมเดี่ยว และเล็กกว่าความกว้างของ DNA 10 เท่า
ในอีก 10 ปี Nanobot ที่อยู่ในเลือดของเราอาจป้องกันเราจากโรค และแม้แต่การใช้ในการส่งความคิดของเราไปบน Wireless cloud
Nanotbot จะเดินทางอยู่ภายในตัวเราในระดับโมเลกุล เพื่อปกป้องระบบชีวภาพของเรา และทำให้เรามีชีวิตที่ดี และยืนยาวขึ้น อนาคตที่ว่านี้อยู่ใกล้กว่าที่เราคิดมาก
ในสมัยก่อนเราคงรู้สึกว่าคำว่า Nano ค่อนข้างเป็นสิ่งแปลกใหม่ เป็นเรื่องไกลตัว จนมาถึงปัจจุบันที่เราเริ่มได้ยินเทคโนโลยีนี้บ่อยขึ้น หรือแม้แต่คำว่าปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยี Nano มีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ และมีการใช้การนำไปใช้จริงแล้ว
นักวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต และ Ray Kurzwell ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ Google
ได้คาดการณ์ว่า Nanobots จะต้องถูกใส่เข้าไปในร่างกายของเราสักวัน และในอนาคตอันใกล้นี้ ถือเป็น Modern technology ที่่จะอยู่รอบตัวเรา
-- การฉีด Nanobots เข้าไปในกระแสเลือด --
1.ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง
จากบทความของ IFL Science DNA Nanobots ได้ถูกทดสอบในสัตว์เพื่อค้นหา และทำลายเซลล์มะเร็ง Nanotbots จะถูกตั้งโปรแกรมก่อน และจะมีความสามารถในการเคลื่อนผ่านกระแสเลือด และฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าไปในเส้นเลือดรอบๆเนื้องอกเพื่อตัดการจ่ายเลือด
เทคโนโลยีนี้ยังอยู๋ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาอีกมาก และถ้าทำสำเร็จการใช้ Nanobots จะสามารถปฏิวัติการรักษามะเร็ง และในการวิจัยเซลล์อื่นๆ ซึ่งจะทำให้เหนือกว่ารูปแบบการรักษาปัจจุบันอย่างเทียบไม่ติด
2.ใช้ในการส่งยาเข้าร่างกาย
จริงๆแล้วการตรวจหา และรักษาโรคมะเร็งเป็นการด้านหนึ่งของการใช้ Nanobots เท่านั้น แต่ Nanobots ยังมีบทบาทสำคัญในอนาคตของการแพทย์ นักวิจัยเชื่อว่าสามารถใช้ Nanobots ในการขนส่งยาเข้าร่างกายด้วยความแม่นยำระดับสูง สิ่งที่จะทำให้สามารถจัดส่งยาเข้าไปในจุดที่ต้องการได้ และช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ปริมาณยาที่มากเกินความจำเป็น
3.ใช้ในการ Monitor ความผิดปกติของร่างกาย
และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า Nanobots สามารถใช้ในการลดคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดดำ และแก้ปัญหาเรื่องโภชนาการได้ พร้อมกับการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อื่นๆทั้งหมด Nanobots สามารถช่วยให้มนุษย์เข้าถึงสถานะการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นได้
ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน ScienceMag นักวิทยาศาสตร์จาก Wyss Institute for Biologically Inspired Engineering และ Department of Genetics ที่ Harvard Medical School กล่าวว่า
“จากการวิจัยของเรา Nanobots ที่บรรจุชิ้นส่วนแอนติบอดี้รวมกันถูกใช้ในการกระตุ้นการส่งสัญญาของเซลล์สองประเภทในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นแบบของเราสามารถทำให้เกิดไอเดียในการออกแบบใหม่ๆด้วยการคัดเลือกที่แตกต่างกัน และจำนวนที่ใช้งานทางชีวภาพสำหรับเซลล์เป้าหมาย”
ในทางทฤษฎี Nanobots สามารถใช้เพื่อตรวจสอบร่างกายของเราตลอดเวลา( เหมือนใส่อุปกรณ์คอย Monitor ในร่างกายตลอด) เพื่อหาโรค และอาการผิดปกติต่างๆ และส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์เพื่อเก็บข้อมูลนำไปวิเคราะห์ และให้แพทย์ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ด้วยวิธีการนี้อาจจะทำให้โรคเล็กๆน้อยๆ อย่างหวัด ไม่นับเป็นโรคอีกต่อไป
4.ใช้ในการถ่ายทอดความคิดและเก็บบนคลาวด์
และอีกหนึ่งไอเดีย Nanobots สามารถถ่ายทอดความคิดเราขึ้นสู่คลาวด์ได้ แต่ต้องยอมรับว่าแนวคิดนี้ค่อนข้างจะเป็นจริงยากที่สุด เนื่องจากต้องมีการพัฒนาของด้านประสาทวิทยา และNanorobotics พร้อมกับอาสาสมัครที่ให้ทดลองจำนวนมาก(แต่ใครจะยอมให้เล่นกันสมองตัวเองง่ายๆละ?)
--- จุดกำเนิดของ Nanotechnology ---
ในการประชุมประจำปีของสมาคมฟิสิกส์แห่งอเมริกา (American Physical Society) ณ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1959 Richard Feynman ได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “ข้างล่างยังมีที่ว่างอีกเยอะ” (There’s Plenty of Room at the Bottom: An Invitation to a New Field of Physics)
การบรรยายของเขาในครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในวารสาร Engineering and Science ของ Caltech ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1960 เนื้อหาของคำบรรยายกล่าวถึงศักยภาพของสิ่งที่เล็กลงไปอีกในวิชาฟิสิกส์ และมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ครั้งยิ่งใหญ่ สิ่งที่ Feynma ได้กล่าวถึงในวันนั้นเมื่อเกือบห้าสิบปีที่แล้ว ได้กลายมาเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันเรียกขานกันว่า “นาโนเทคโนโลยี”
ตัวอย่างคำพูดอมตะที่ Feynma ได้กล่าวไว้ในครั้งนั้น
“สิ่งที่ผมต้องการจะพูดในวันนี้คือ ปัญหาของการทำและควบคุมสิ่งที่อยู่ในมาตราขนาดเล็ก พอผมเริ่มพูดเรื่องนี้ สองหูของผมก็อื้ออึงไปด้วยข่าวสารที่ผู้คนพยายามกรอกหูผมเกี่ยวกับการย่อระบบให้เล็กลง และผลงานด้านนี้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว พวกเขาบอกผมเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมีขนาดเท่ากับเล็บบนนิ้วก้อยของคุณ หรืออุปกรณ์ที่มีขายในท้องตลาดซึ่งคุณสามารถใช้เขียนบทสวดมนต์ลงบนหัวเข็มหมุดได้ แต่ขอให้ผมบอกคุณว่า เมื่อเทียบกับระดับความเล็กที่ผมคิดสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้น ไม่มีความหมายเลย มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้นั่นคือโลกขนาดเล็กที่อยู่เบื้องล่างต่อไปอีก ในปี ค.ศ.2000 เมื่อหวนกลับมาดูวันนี้ พวกเขาก็คงจะสงสัยว่า ทำไมจึงไม่มีใครลงมือคิด หรือทำอะไร อย่างจริงจังเลยในเรื่องนี้ จนถึงปี ค.ศ.1960”
1
จนกระทั่งในปี 1981 กล้องจุลทรรศน์ได้รับการพัฒนาที่ทำสามารถมองเห็นอะตอมแต่ละตัวได้ และการที่นักวิจัยถ่ายภาพอะตอมแต่ละตัวทำให้เกิดความคิดที่ว่านาโนเทคโนโลยีเป็นไปได้
--- อนาคตของ Nanotechnology ---
นักวิจัยบางคนคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในพัฒนาจนสามารถใช้ในการแพทย์ได้อย่างเต็มที่ และเริ่มใช้ Nanobots สำหรับการผ่าตัดบางประเภท อย่างไรก็ตาม Nanotechnology ยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุน การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยนั้นมีราคาแพงกว่าวิธีการดั้งเดิมอยู่แล้ว และ Nanorobotics เองก็มีราคาแพงพอ ๆ กัน - อย่างน้อยก็ในระยะสั้นถึงกลาง
ความคิดเห็น
Nattapat Jant
ขอแบบในหนัง มีเนื้อร้าย nanobot ก็ไปกำจัดให้ มีอวัยวะเสียหาย nanobot ก็ไปซ่อมแซม แบบนี้มนุษย์คงเข้าสู่ยุคอมตะในที่สุด เมื่อไม่ตาย มีแต่คนเกิดไม่มีคนตายทีนี้มนุษย์จะไปอยู่ใหน บนโลกไม่พอแน่ถ้ามนุษย์เป็นอมตะ ควรคิดให้ดีก่อนเข้าสู่ยุคอมตะ อีเราก็เพ้อไปเรื่อย
27 พ.ย. 2020 เวลา 19:33