19 ธ.ค. 2019 เวลา 12:24 • ประวัติศาสตร์
กรณีของเมซุต โอซิล กับการพูดถึงประเทศจีน และชาวอุยกูร์ จนเป็นดราม่าสะเทือนโลก เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจในแบ็กกราวน์เสียก่อน ถึงจะมองภาพรวมได้ชัดขึ้น
3
เรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร ใครผิด ใครถูก เราจะไปไล่เรียงเหตุการณ์กันตั้งแต่แรก
ประเทศจีน มีขนาด 9.5 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ขนาดของจีนใหญ่เป็น 19 เท่าของประเทศไทย
ด้วยความที่แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล นั่นทำให้ในประเทศนี้ ไม่ได้มีแต่คนจีน เชื้อสายฮั่น ที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่จีนยังมีหลายๆชาติพันธุ์รวมตัวกันอยู่ในแผ่นดินเดียว
ที่จีน มีประชากร เชื้อสายฮั่น มีประมาณ 92% ของคนทั้งประเทศ (ราวๆ 1,200 ล้านคน) แต่คนชาติพันธุ์อื่นๆ มากกว่า 50 เชื้อสาย รวมๆแล้วก็มากถึง 100 ล้านคนเหมือนกัน
1
หนึ่งในชาติพันธุ์ที่สร้างปัญหาให้กับจีนมากที่สุด ณ เวลานี้ คือ "อุยกูร์" ที่อาศัยอยู่ในแคว้นซินเจียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยซินเจียงมีพรมแดนติดกับ คาซัคสถาน,คีร์กิซสถาน,ทาจิกิสถาน, รัสเซีย และมองโกเลีย
1
อุยกูร์ เป็นชาติพันธุ์ที่นับถืออิสลาม และมีวิถีชีวิตแตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม คือจะไปดูคล้ายคลึงกับพวกคาซัคสถานมากกว่าชาวจีน
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการตีเส้นแบ่งอาณาเขตของประเทศ ซินเจียงได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศจีน นั่นทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ ต้องกลายเป็นพลเมืองของจีนไปด้วย
2
ในช่วงแรก ชาวอุยกูร์ กับ ชาวจีนฮั่น ก็อยู่ร่วมกันได้ โดยเฉพาะยุคที่มีการค้าขายบริเวณเส้นทางสายไหม ซินเจียงแห่งนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่างจีน กับเอเชียกลาง และเอเชียใต้
1
ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นปกติไม่มีอะไรน่ากังวล ซินเจียง เป็นเมืองที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก สามารถปลูกพืชพันธุ์งอกงาม ทั้งเมล่อน มะเขือเทศ องุ่น ยางพารา โดยผลผลิตมีปริมาณมาก จนสามารถถูกส่งต่อไปถึงชาวจีนทั่วประเทศ
นอกจากนั้นในเวลาต่อมายังมีค้นพบ น้ำมันดิบจำนวน 2 แสนล้านตัน แก๊สธรรมชาติ 10.3 ล้านล้านคิวบิคเมตร ภายในอาณาเขตของซินเจียงอีกต่างหาก
1
ดังนั้นแม้จะมีศาสนา และวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน แต่ก็ดูเผินๆว่าทั้งชาวอุยกูร์ และชาวจีนฮั่น ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้หมด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีชาวอุยกูร์ บางส่วนที่ต้องการเป็นอิสระ แยกตัวมาจีน เนื่องจาก คิดว่าซินเจียงเป็นแผ่นดินของตัวเองแต่แรก นี่คือบ้านของพวกเขา วัฒนธรรมของพวกเขา เป็นจีนต่างหากที่เข้ามาทีหลัง
ในศตวรรษที่ 18 เมื่ออังกฤษเข้ายึดอินเดียเป็นอาณานิคม เป็นแรงกดดันให้จีนต้องระวัง ว่าอังกฤษจะรุกคืบเข้ามาทางฝั่งตะวันตกได้ ดังนั้นจีนต้องแสดงความเป็นเจ้าของแคว้นที่อยู่ติดชายแดนอย่างซินเจียงแบบชัดเจน
จากที่เมื่อก่อน มีการให้คนในท้องที่ปกครองกันเอง จีนก็เกิดความหวาดกลัว ว่ากลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนอยู่แล้ว อาจจะใช้ความสับสนในช่วงเวลานี้ สร้างความปั่นป่วน แยกซินเจียงออกไปร่วมกับประเทศที่กำลังล่าอาณานิคม ดังนั้นจึงมีการส่งขุนนางจากส่วนกลาง ไปปกครอง
ความขัดแย้งในซินเจียง ระหว่างชาวอุยกูร์ กับ ชาวจีนมีมาเรื่อยๆ จนในปี 1912 จีนถูกโค่นล้มระบอบกษัตริย์ ทำให้ชาวอุยกูร์ในซินเจียงเคลื่อนไหว เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช และประกาศตั้งสาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก ในปี 1933 โดยมีธงชาติเป็นของตัวเองด้วย
1
แต่หลังจากจีน ประกาศปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี 1949 กองทัพก็เข้ายึดซินเจียงอีกครั้ง และคราวนี้ ใช้นโยบายควบคุมชาวอุยกูร์อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดความคิดแยกประเทศอีก
มีงานวิจัยที่ระบุว่า จีนต้องแสดงความเด็ดขาดด้วยการทำลายศาสนสถาน เผาอัลกุรอ่าน และสังหารชาวอุยกูร์ที่ต่อต้าน และสร้างค่ายกักกันชาวอุยกูร์นับล้านคน เพื่อเป้าหมายเดียวคือการรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่น
แต่หลังจากเติ้งเสี่ยวผิง ขึ้นเป็นผู้นำจีน ในปี 1983 ได้มีการยกเลิกกฎอันเข้มงวดที่ใช้งานตั้งแต่ปี 1949 มีการให้อิสระกับผู้นับถือศาสนาอื่นๆมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รอยแผลจากความเด็ดขาดที่สั่งสมมานาน กลายเป็นปมในใจของทางอุยกูร์ จนทำให้ชาวอุยกูร์บางส่วน ยังคงรู้สึกต่อต้านจีน
ความโกรธแค้นจีน ยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ สำหรับชาวอุยกูร์ มีบางกลุ่มแสดงเจตจำนงต้องการเป็นรัฐอิสระอีกครั้ง เหมือนที่เคยทำได้มาก่อนในปี 1933
1
ยิ่งในปี 1990 พวกเขาเห็นประเทศใกล้เคียงอย่างคาซัคสถาน และ ทาจิกิสถาน ได้แยกประเทศออกมาหลังโซเวียตล่มสลาย จึงยิ่งคิดว่า ซินเจียง กับอุยกูร์ ก็แยกออกมาแบบนั้นได้เช่นกัน
แต่แน่นอน ด้วยความที่จีนเป็นประเทศมหาอำนาจและ รัฐบาลทหารก็มีพลังเด็ดขาดมาก ทำให้ความคิดเรื่องแยกประเทศของอุยกูร์ไม่สามารถทำได้ และเมื่อกลุ่มที่คิดแยกประเทศใช้วิธีบนดินไม่ได้ ก็ทำให้นำมาสู่ยุทธวิธีใต้ดิน คือการก่อการร้าย
1
สถานการณ์ในตอนนี้ จึงแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝั่งจีน ที่แน่นอนว่า ไม่มีทางยอมให้ส่วนหนึ่งในประเทศของตัวเอง แยกตัวออกไป เนื่องจากถือคติจีนเป็นหนึ่งเดียวจะให้ใครมาแบ่งแยกไม่ได้
รัฐบาลจีน เคยแถลงการณ์ว่า "ซินเจียงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน อย่างไม่อาจแบ่งแยกได้ นี่คือแผนปฏิบัติการของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และกลุ่มต่อต้านชาติจีน ที่พยายามแบ่งแยกจีนออกเป็นส่วนๆ"
ขณะที่ฝั่งอุยกูร์ มองว่าตัวเองถูกรัฐบาลเลือกปฏิบัติมานานหลายปี และมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตและการนับถือศาสนา นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนให้ชาวฮั่นหลายล้านคน มาตั้งรกรากในซินเจียงเพื่อกลืนกิน และลดทอน กลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์อีกต่างหาก
ปัจจุบันแม้จะลดทอนความเข้มงวดเรื่องศาสนาลงแล้ว แต่ก็ยังมีกฎหลายอย่าง ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ ที่สำคัญคือชาวอุยกูร์ รู้สึกกดดัน กับการถูกเลือกปฏิบัติและกลายเป็นชนกลุ่มน้อยแม้จะอยู่ในประเทศตัวเอง
เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ต่างเห็นไม่ตรงกัน มันนำมาสู่การขัดแย้ง
ความขัดแย้งจุดเล็กๆ ค่อยๆเพิ่มความรุนแรงทีละนิด และกลายเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่
ที่ซินเจียง มีการก่อจลาจลครั้งใหญ่ในปี 2009 จนรัฐบาลจีนต้องใช้กำลังสลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150 คน
ทางอุยกูร์ ก็เอาคืน โดยมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายไปใช้มีดไล่ฟันผู้คนที่สถานีรถไฟคุนหมิง มีผู้เสียชีวิตถึง 29 คน และ มีคนร้ายขับรถยนต์ที่ไฟลุกท่วม พุ่งชนนักท่องเที่ยวที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปักกิ่ง มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ศพ
กลุ่มหัวรุนแรงอุยกูร์ก่อการร้าย รัฐบาลจีนปราบปราม พอรัฐบาลสังหารชาวอุยกูร์ ก็มีญาติพี่น้องต้องการสะสางความแค้น วนลูปไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
ต่างคนต่างมีเรื่องที่เคยทำผิดต่อกัน ต่างคนต่างรุนแรงใส่กัน มันจึงกลายเป็นปัญหาที่คาราคาซังไม่จบจนถึงวันนี้
ประเด็นของเมซุต โอซิล ที่เชื่อมโยงกับอุยกูร์นั้น น่าสนใจ
เพราะโอซิลนั้น 1 เป็นมุสลิมเหมือนกัน และ 2 โอซิลนั้นเป็นเยอรมันเชื้อสายตุรกี
ภาษาที่ชาวอุยกูร์ใช้นั้น มีรากฐานมาจากกลุ่มภาษาเตอร์กิค ซึ่่งเป็นสายเดียวกับภาษาตุรกี ดังนั้นตัวโอซิลจึงมีความผูกพันบางอย่างกับอุยกูร์มากเป็นพิเศษ
ประเด็นดราม่าของเรื่องนี้ เกิดขึ้น ในวันที่ 13 ธันวาคม 2019 เมื่อโอซิล โพสต์ลงในไอจี และ ทวิตเตอร์ ซึ่งมีคนตามหลายสิบล้านว่า
"เตอร์กิสถานตะวันออก คือรอยแผลอันเจ็บปวดของโลกมุสลิม นั่นเพราะพวกเขาโดนกีดกันจากศาสนาของตัวเอง พวกเขาโดนเผาอัลกุรอ่าน พวกเขาโดนสั่งปิดมัสยิด พวกเขาโดนสั่งปิดโรงเรียนสอนศาสนา แม้แต่ผู้สอนศาสนาก็ยังโดนสังหาร ชาวเตอร์กิสถานตะวันออก ถูกบีบบังคับให้แยกจากคนที่รักไปอยู่ในแคมป์ ส่วนผู้หญิงก็โดนบังคับให้แต่งงานกับชายชาวจีน"
"แต่โลกมุสลิมกลับเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรเลย ทำไมโลกมุสลิมถึงทอดทิ้งพวกเขาอย่างนั้น ถามว่าเราไม่รู้หรอ ว่าการเงียบเฉยปล่อยให้เตอร์กิสถานตะวันออกโดนทำร้าย มันก็ไม่ต่างจากเราเป็นคนไปทำร้ายเองหรอก"
2
หลังจากโอซิล โพสต์ มีคนแชร์นับแสน ซึ่งสร้างอิมแพ็กต์อย่างมากกับหลายๆฝ่าย เช่นฝ่ายโลกมุสลิมก็ตื่นตัวกันมากขึ้น มีชาวอุยกูร์จำนวนมากเข้าไปรีทวีตขอบคุณโอซิลกันเยอะทีเดียว
แต่แน่นอน ฝั่งจีนย่อมไม่พอใจ ที่เหมือนโอซิลเข้าไปก้าวก่ายเรื่องภายในของรัฐ มีการกล่าวหาจีน ว่าไปเผาอัลกุรอ่านของชาวบ้าน และเทกไซด์เข้าข้าง อุยกูร์ ที่กำลังมีปัญหาโดยตรงกับจีน
เราทราบกันไปแล้วว่า จีนเอาจริงเสมอ ถ้ามีใครมาแตะเรื่องปัญหาในประเทศ จะดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการแบน และไม่ให้มาร่วมทำการค้าที่ประเทศจีน
3
ซึ่งจีนคือตลาดใหญ่ของวงการกีฬาโลกปัจจุบัน ลองคิดดูว่า ถ้าอยู่ๆ ประชากร 1400 ล้านคน ถูกตัดขาดการเข้าถึงทีมกีฬาของคุณ รายได้จะสูญไปมากแค่ไหน
1
จริงๆ ต้นสังกัดของโอซิล สโมสรอาร์เซน่อลนั้น รู้เรื่องอย่างรวดเร็ว และพยายามแก้เกมก่อนแล้ว โดยการออกตัวว่า "จากคอมเมนต์ของเมซุต โอซิล ในโซเชียลมีเดีย สโมสรอาร์เซน่อลต้องแถลงให้ชัดเจน ว่าเนื้อหานั้น ถูกตีพิมพ์โดยมุมมองของโอซิลเท่านั้น ในฐานะสโมสรฟุตบอล อาร์เซน่อลไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองของชาติใดๆ"
คือจากเคสที่ผ่านมา อาร์เซน่อลย่อมรู้ว่า จีน แบนจริง แต่ก็หวังว่าการแถลงครั้งนี้ จะทำให้จีนได้ตระหนักว่าถ้าแบน ก็แบนโอซิลคนเดียว อย่ามาแบนทั้งทีมเลย
อย่างไรก็ตาม มันสายเกินไปแล้ว เพราะทางการจีน สั่งแบนห้ามช่อง CCTV ฉายเกมของอาร์เซน่อล ที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม โดยสล็อตเวลาถ่ายทอดสด รัฐบาลก็ให้เอาเกมระหว่างสเปอร์ส กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่แข่งจบก่อนหน้านั้น เอามาฉายเทปแทน
1
นอกจากนั้น ยังมีแผนการที่จะแบนเกมของอาร์เซน่อล ทุกนัดที่เหลืออยู่ตลอดฤดูกาลนี้
1
ขณะที่ตัวโอซิลเอง ชื่อของเขา Mesut Ozil ถูกลบข้อมูลออกจากเสิร์ชเอ็นจิ้นทั้งหมด คือเสิร์ชไปก็ไม่เจอข้อมูลโอซิลอีกแล้ว รวมถึงกลุ่มแฟนคลับ Ozil in China ราวๆ 3 หมื่นคน ใน Weibo ก็โดนสั่งปิดด้วย
ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้น กระทรวงต่างประเทศของจีนต้องออกมาแถลงเลยทีเดียว โดยเกิง ฉ่วงโฆษกกระทรวงกล่าวว่า "ผมไม่รู้ว่า คุณเมซุต โอซิล เคยมาที่ซินเจียงสักครั้งหรือไม่ เพราะมันดูเหมือนเขาไม่เห็นความจริง และดูจะเข้าใจผิด ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ผิดพลาด และคำเท็จที่ถูกปั้นขึ้นมา"
2
"เรายินดีต้อนรับคุณโอซิล ให้มาเยี่ยมเยือนซินเจียง เพื่อเยี่ยมชมรอบเมือง ซึ่งถ้าเขามีสติขึ้นมาเมื่อไหร่ ผมคิดว่า เขาจะได้เห็นซินเจียงในมุมที่ต่างออกไป"
การที่รัฐบาลลงมาแถลงเรื่องนี้ด้วยความจริงจัง ก็พอเห็นได้อยู่ว่า มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โอซิลมีฐานแฟนๆอยู่หลายสิบล้าน การที่เขาโพสต์ออกไปแบบนั้น รัฐบาลจีนก็หวั่นใจว่า ภาพลักษณ์ของประเทศในประชาคมโลกจะดูเลวร้ายลง
1
แต่โอซิลก็หาได้แคร์ไม่ นอกจากไม่ได้ตอบรัฐบาลจีนกลับแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ลบทั้งในไอจี และทวิตเตอร์อีกต่างหาก
เขามีแฟนคลับหนาแน่นทั่วโลกอยู่แล้ว ทั้งชาวยุโรป และชาวมุสลิม ต่อให้โดนตัดรายได้จากจีน ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของเขานัก คือจะมาห้ามปรามในสิ่งที่เขาอยากจะพูดได้อย่างไรกัน
ประเด็นนี้ ตอบไม่ได้ว่าใครผิด หรือถูก แต่ที่แน่ๆความเห็นในสังคมแบ่งเป็นสองฝ่าย
1
ฝ่ายแรก มองว่าโอซิลไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่อง การเมืองของประเทศอื่น และการเสนอความเห็นของเขา ยิ่งทำให้บรรยากาศในซินเจียงจะมีความมาคุมากยิ่งขึ้น นั่นเพราะกลุ่มอุยกูร์ เหมือนมีเซเล็บระดับโลกให้ท้าย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวโอซิลอาจไม่แคร์ แต่ต้นสังกัดอย่างอาร์เซน่อลนี่ล่ะ ที่ได้ผลกระทบเต็มๆ เพราะการถูกห้ามขยายตลาดในจีน ก็เท่ากับว่าสโมสรกำลังเสียรายได้ก้อนใหญ่ไปโดยปริยาย
ถ้าปีหน้าไม่ได้เล่นแชมเปี้ยนส์ลีก รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว ยิ่งต้องเสียรายได้ก้อนโตอีก ยิ่งทำให้ทีมปืนใหญ่พบกับความลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก
โอซิลก็อยู่กับทีมมานาน และน่าจะเข้าใจความเขี้ยวของจีนดี ดังนั้นการโพสต์แบบนี้ เหมือนเขาไม่คิดอ่านให้รอบด้านเลย ไม่แคร์สโมสรที่เขาสังกัดอยู่เลย ว่าจะโดนอะไรบ้าง
แน่นอนจีนถือคติ คุณมีสิทธิ์โพสต์ของคุณ เรามีสิทธิ์แบนของเรา ถ้าไม่สนความรู้สึก เราก็แบน ซึ่งอย่างเคสนี้ ก็ไม่รู้ว่าอาร์เซน่อลจะปลดธงแบนได้เมื่อไหร่
1
แต่ฝ่ายที่ 2 มองว่าสิ่งที่โอซิลทำ มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพ คนทุกคนมีสิทธิจะพูดจะทำอะไรก็ได้ คุณจะมีสิทธิ์อะไรมาห้ามคนไม่ให้พูดเรื่องการเมือง
ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ทวีตให้กำลังใจโอซิล โดยระบุว่า "รัฐบาลจีนใช้วิธีแบนโอซิล และ ไม่ให้ชาวจีนเข้าถึงเกมของอาร์เซน่อลทั้งฤดูกาล แต่ความจริงก็คือความจริง พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถซ่อนสิ่งที่พวกเขากระทำกับชาวอุยกูร์ได้"
1
และชาวอิสลามจำนวนมากในโลกออนไลน์ต่างก็เข้ามาสดุดีโอซิล ที่แสดงความเห็นใจพี่น้องชาวมุสลิมด้วยกันแม้จะอยู่ต่างแดนกันก็ตาม
ซึ่งตอนนี้ ถ้าพูดถึงไอคอนนักกีฬาอันดับ 1 ของชาวมุสลิม ชื่อของโอซิลนี่ถือว่าเป็นตัวท็อปเลยทีเดียว
โดนจีนเกลียดประเทศเดียว แต่เป็นที่รักของแฟนมุสลิมทั่วโลกบางทีอาจจะเป็นการแลกที่คุ้มค่าสำหรับโอซิลก็ได้
ประเด็นนี้จึงมีความซับซ้อนพอสมควร ประเด็นแรกคือ รัฐบาลจีน กับ อุยกูร์ ถามว่าใครถูกใครผิด มันก็ไม่สามารถตอบได้ ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง
แล้วโอซิลผิดไหม? ถ้าคุณเป็นคนจีน ก็คงเสียความรู้สึกที่เขาเข้ามาก้าวก่ายเรื่องภายในของประเทศ โอซิลจะไปรู้เรื่องประวัติศาสตร์อะไรล่ะ ว่าเขาขัดแย้งกันมาขนาดไหน ทำแบบนี้เป็นการบอกว่าจีนคือผู้ร้ายเลยนะ แบบที่ประชาคมมุสลิมโลกต้องช่วยกันเอาชนะตัวร้ายอย่างจีนให้ได้
แต่ถ้าเป็นคนประเทศอื่น อาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าจีนโดนวิจารณ์แล้วไม่เห็นด้วย ก็อธิบายมาสิ ไม่เห็นต้องฟาดงวงฟาดงา ด้วยการไล่แบนเลย
1
เรื่องนี้สำหรับโอซิล อย่างที่บอก ว่าเขาหาได้แคร์ไม่ ดราม่าอะไรเขาผ่านมาหมดแล้ว จะมีดราม่าเพิ่มอีกสักเรื่องเขารับมือได้สบาย
แต่คนที่ซวยที่สุดในเรื่องนี้ คือใครรู้ไหมครับ
3
สโมสรยังไงล่ะ
โค้ชก็ยังหาไม่ได้ นักเตะก็สร้างเรื่องให้ปวดหัว ฟอร์มในสนามก็ย่ำแย่ แถมโดนตัดทางหารายได้ไปอีก อยู่ๆก็โดนแบนเฉยเลย ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรเลย
1
โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เจ้าปืนใหญ่อาร์เซน่อล ผู้น่าสงสาร
#OZIL
โฆษณา