16 พ.ค. 2020 เวลา 02:30 • กีฬา
[ #การเมืองกับเรื่องทรยศ ]
ภาพหัวหมูที่แฟนบอลบาร์เซโลน่าโยนให้ หลุยส์ ฟิโก้ ในเอล กลาสิโก้เมื่อปี 2002 กลายเป็นโมเมนต์แห่งความทรงจำมาจนทุกวันนี้
หัวหมูเป็นตัวแทนของความหลอกลวง เพราะ ฟิโก้ หักหลังกองเชียร์บาร์ซ่า ย้ายไปเรอัล มาดริดในปี 2000 ท่ามกลางเสียงก่นด่าแช่งชักหักกระดูก มันคือพลังความแค้นที่รุนแรงมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
ฟิโก้ เปิดใจภายหลังว่าสาเหตุที่ยอมถูกประทับตราที่หน้าผากเป็นคนทรยศ ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากจะก้าวหน้าในเส้นทางนี้ ทั้งความสำเร็จและเงินรายได้ก้อนโตรออยู่ ใครจะกล้าปฏิเสธได้ลง
ตลอด 5 ปีที่รับใช้บาร์ซ่า เขาเค้นฟอร์มตอบแทนอย่างคุ้มค่าแล้ว แชมป์ลาลีกากับโกปา เดล เรย์อย่างละ 2 สมัย คัพ วินเนอร์ส คัพกับยูฟ่า ซูเปอร์ คัพอีกอย่างละหนึ่ง
แล้วเรอัล มาดริดคือหนึ่งในสโมสรที่อยากจะย้ายมาเล่นด้วย เขาทำตามกฎทุกอย่าง ไม่ได้แหกกติกาเลย ส่วนมารยาทนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก สองทีมนี้จะเป็นอริกันก็ว่าไป ไม่ต้องการอยู่กลางเขาควายแห่งความขัดแย้ง
สรุปคือ ฟิโก้ อยากย้าย มาดริดอยากได้ ต่อให้บาร์ซ่าไม่อยากขายก็ไม่อาจต้านทานอยู่
อีกทั้งเงื่อนไขต่างๆในใบสัญญาที่ ฟิโก้ เซ็นไว้กับบาร์เซโลน่ามีจุดอ่อนที่ทำให้สามารถเล็ดรอดหลุดออกมาด้วย
อย่างไรก็ตามเบื้องหลัง "อภิมหาดีล" ที่เขย่าโลกฟุตบอลอย่างรุนแรงในต้นทศวรรษ 21 นี้ ต้องยกความชอบให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรผู้วางหมากเดินเกมมาอย่างดี
ว่ากันตามตรงถ้าไม่มี เปเรซ แทบเป็นไปไม่ได้เลยจะได้เห็น ฟิโก้ ในยูนิฟอร์มของราชันชุดขาว
แม้จะดูแพรวพราว เต็มไปด้วยเหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย อีกทั้งเขี้ยวลากดินมากๆ แต่ เปเรซ ก็ได้รับความนับถือจากแฟนๆ ในแง่ยกระดับสโมสรให้กลับมาผงาดเป็นเบอร์หนึ่งอย่างแท้จริง
โปรเจคต์กาลาคติกอสที่วางเอาไว้ ไม่ใช่แค่มโนกันในความฝันเท่านั้น เขาทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่แปลกที่กองเชียร์ไม่น้อยจะรัก เปเรซ มากกว่านักเตะซูเปอร์สตาร์บางคน
ความฝันอย่างหนึ่งของ เปเรซ นอกเหนือจากประสบความสำเร็จในธุรกิจก่อสร้างที่ลงทุนแล้ว ยังอยากโดดลงเวทีการเมืองด้วย เป็นการปูทางไปสู่อำนาจและเงินตราตามประสาของคนมักใหญ่ใฝ่สูง
เขาเคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง Union of the Democratic Centre ตั้งแต่ปี 1979 ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อพรรค Democratic Reformist Party ในปี 1986 แต่ไม่สมหวังตามที่ตั้งเป้าไว้นัก
กระนั้นด้วยความที่เป็นแฟนบอลเข้าเส้นของเรอัล มาดริดและเป็นถึงระดับโซซิโอ คือมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกประธานสโมสร รวมทั้งร่วมประชุมสามัญ เปเรซ เลยคิดการณ์ไกลว่าอยากจะเก้าอี้นี้เลยซะเอง
ช่วงดังกล่าว รามอน เมนโดซ่า คือหัวเรือใหญ่ ซึ่งถือว่าได้สร้างบารมีแผ่อิทธิพลไว้ไม่น้อย การจะโค่นอำนาจลงได้เป็นเรื่องยากมากๆ ต้องวางแผนอย่างดี
ต่อให้ไม่ต้องประกาศออกมาก็พอจะทำนายได้เลยว่า เจ้าพ่อแห่งมาดริดต้องลงป้องกันเก้าอี้ในวาระเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งหากได้อีกจะเกาะเก้าอี้เหนียวแน่นสมัยที่ 4 ยาวๆ
นอกจากมีผลงานที่เป็นรูปธรรมเด่นชัด นำราชันชุดขาวครองความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องในยุคของตัวเอง เมนโดซ่า ยังได้รับแรงสนับสนุนจากบรรดาสมาชิกนับหมื่นคนที่มีสิทธิ์หย่อนบัตร
อย่างไรก็ตามมีโซซิโอหรือสมาชิกระดับสูงบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขแดงในบัญชี อันเกิดจากการกู้ยืมสถาบันการเงินต่างๆ น่าจะเฉียด 100 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าสูงมากในช่วงกลางทศวรรษ 90
สะสมหนี้มหาศาลมันผิดหลักการทำธุรกิจ ซึ่งนโยบายหรือแคมเปญที่ เมนโดซ่า ชูเอาไว้คือความสำเร็จต้องมาพร้อมดอกผลที่งอกเงย ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่โตพรวดพราด
เปเรซ เห็นว่านี่คือจุดเปราะของ เมนโดซ่า ซึ่งสามารถนำมาโจมตีโยกคลอนขาเก้าอี้ได้ เลยค่อยๆคิดค้นหาวิธีที่จะเอาชนะ
แม้จะเป็นแค่เวทีเล็กๆ แต่การเลือกตั้งในระดับสโมสรเช่นนี้ ไม่ต่างจากสังเวียนใหญ่แบบการเมืองระดับประเทศหรอก ตัวแปรชี้ขาดมีหลากหลายปัจจัย
แน่นอนตอนแถลงทิศทางระหว่างหาคะแนนเสียง เมนโดซ่า ไม่ปริปากพูดเรื่องหนี้อีนุงตุงนังเลย ถือว่าเข้าทาง เปเรซ ที่จะใช้ปมนี้เป็นหมัดเด็ดซัดเข้าที่ปลายคางให้ร่วง
ขณะเดียวกันการประโคมว่าจะดึงผู้เล่นชั้นนำเข้ามาเพื่อก้าวไปสู่แชมป์ยุโรป แต่สโมสรยังเป็นหนี้อีกบานเบอะถือเป็นความย้อนแย้งอย่างเห็นได้ชัด
ฉะนั้นคำพูดของ เมนโดซ่า ดูขาดความน่าเชื่อถือ สมาชิกอาจเกิดความลังเลใจได้ง่ายๆ
ต้องยอมรับว่า เปเรซ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง คือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ ถูกยอมรับโดยผู้คนในวงการ เขาจึงมีเครดิตพอตัว
แล้วเมื่อชูประเด็นปลดหนี้ รวมทั้งสร้างกำไรให้มาดริด เปลี่ยนตัวเลขแดงเป็นเขียว ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือ
แต่อย่างว่าประสบการณ์ความเจนจัดในการเลือกตั้ง อีกทั้งไร้เสียงสนับสนุนที่ชัดเจน ทำให้ผลออกมา เปเรซ แพ้หลุดลุ่ย ทว่าเขาไม่ได้ซีเรียสเท่าไรนัก ถือเป็นการชิมลางและไม่ได้ย่อท้อเลย
หลังจาก เมนโดซ่า ครองความเป็นใหญ่สมัย 4 ได้ไม่นานเท่าไร ก็หลบให้ ลอเรนโซ่ ซานซ์ มือขวาคู่บุญเข้ามาแทน โดยอ้างเรื่องปัญหาสุขภาพ แต่วงในรู้กันว่าเป็นสัญญาใจ
มาดริดผงาดยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสำเร็จในปี 2000 ท่ามกลางความปลาบปลื้มยินดีของเหล่ามาดริดิสต้าทั้งหลาย คำมั่นสัญญาของ เมนโดซ่า เป็นจริงขึ้น
ทว่าเมื่อมองไปที่ตัวเลขหนี้สินกลับแดงเถือกมากกว่าเดิมกว่าเท่าตัว ยิ่งเพิ่มความหนักใจให้สมาชิก หวั่นว่าถ้าเรื้อรังไปเรื่อยๆ การจะทุ่มซื้อผู้เล่นเพื่อรักษาสถานะในระดับสูง คงเป็นไปไม่ได้
เปเรซ ซึ่งกรำศึกมาหนึ่งเที่ยว เห็นจุดอ่อนเดิมๆไม่พอ เขายังดึงจุดแข็งของคู่แข่งมาใช้เพิ่มอีกต่างหาก นั่นคือสู้ด้วยการประกาศจะซื้อแข้งซูเปอร์สตาร์มาร่วม หากได้เก้าอี้ประธานจริง
แล้วซูเปอร์สตาร์ของ เปเรซ ไม่ธรรมดามากๆเพราะคือ หลุยส์ ฟิโก้
ประกาศออกไปปุ๊บ สร้างความเกรียวกราวได้ขึ้นมาทันที เปเรซ ไม่ได้พูดพล่อยๆลอยไร้หลัก ยืนกรานว่าหากทำไม่สำเร็จ จะกำเงิน 90 ล้านยูโร มาจ่ายค่าสมาชิกรายปีให้กับพวกที่ลงคะแนนเสียง
ความได้เปรียบของ เปเรซ อยู่ตรงที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ มีหลักทรัพย์หลายร้อยล้านยูโร อีกทั้งรับประกันในแง่การบริหารเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ อันหมายถึงผลประกอบการ
นโยบายนี้ได้รับความสนใจจากโซซิโออย่างมาก หลายคนเบื่อแบบเก่าๆ ใช้แต่เงินซื้อสตาร์ดัง ต่อให้ได้แชมป์ทว่าสร้างหนี้พอกพูนขึ้นทุกวัน อนาคตอาจล่มจมได้
การเลือกตั้งในปี 2000 จึงได้รับความสนใจอย่างมาก สื่อสายมาดริดจับตาอย่างใกล้ชิดก่อน เปเรซ พลิกกลับมาเฉือนชนะได้สำเร็จ
พอได้ก้าวขึ้นบัลลังก์แล้ว เปเรซ ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ด้วยการรุกคืบหา ฟิโก้ โดยเขารู้วิธีเจาะเข้าไป เพราะนักเตะมีค่าฉีกสัญญา 62 ล้านยูโร ซึ่งมาดริดพร้อมจ่ายอย่างไม่อิดออด
เปเรซ โน้มน้าวดาวเตะโปรตุกีสด้วยความสำเร็จอันยั่งยืน การดึงซูเปอร์สตาร์มาอย่างต่อเนื่องและค่าจ้างที่มากกว่าตอนได้รับจากบาร์เซโลน่า
อีกทั้งการ์ดคอยคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่ง เพราะเชื่อว่าช่วงแรกที่ย้ายมาอาจกังวลเรื่องความปลอดภัย เลยจัดให้อย่างเต็มสูบ
เบื้องหลังการมาของ ฟิโก้ จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ซึ่งกลายเป็นต่อยอดนำไปสู่โปรเจคต์กาลาคติกอสของ เปเรซ ที่ยั่งยืนมาจนทุกวันนี้
รวมทั้งเพิ่มน้ำหนักด้วยว่าลองถ้ามาดริดอยากได้นักเตะคนไหน โอกาสพลาดหลุดมือน้อยมากไล่ตั้งแต่ ซีเนดีน ซีดาน , โรนัลโด้ R9 , เดวิด เบ็คแฮม หรือ ไมเคิ่ล โอเว่น ในช่วงเทอมแรกที่นั่งเก้าอี้
มาสู่เทอมสองหลังเว้นวรรคให้ รามอน กัลเดร่อน เสียบช่วงสั้นๆ นโยบายยังคงเดิมผู้เล่นอย่าง กาก้า , คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , คาริม เบนเซม่า , ชาบี อลอนโซ่ , เมซุต โอซิล หรือ อังเคล ดิ มาเรีย
อย่างไรก็ตามคงไม่เกินเลยไปนักหากเราจะบอกว่า ฟิโก้ คือนักเตะจุดประกายของการกำเนิดกาลาคติกอส
การเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรในครั้งนั้น มีผลลากยาวมาจนปัจจุบันนี้เลยทีเดียว
.
ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..
.
และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณครับ
โฆษณา