9 ต.ค. 2020 เวลา 13:53 • ประวัติศาสตร์
วันนี้นึกมุกเก่าๆ ที่ว่า...อเมริกาจะเป็นเจ้าโลกได้อย่างไร? ได้ล่ะ...
ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแม้ว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันในสหรัฐอเมริกาจะเกิน 1.8 ล้านรายและมีผู้เสียชีวิตเกิน 100,000 ราย หรือแม้แต่ข่าวดีที่ประธานธิปดีทรัมป์ที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังคงเพิ่มขึ้นและดัชนีหุ้นหลัก3 ดัชนีได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 4%
กล่าวได้ว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในโลก! กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่มีเวลาที่จะคิดเกี่ยวกับคำถามได้ดีไปกว่าช่วงเวลาเช่นนี้
แล้วสหรัฐอเมริกากลายเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกได้อย่างไร?
.......เรามาดูกัน......
สหรัฐอเมริกาไม่เพียง แต่เป็นอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน แต่ยังเป็นประเทศมหาอำนาจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วย เช่นเดียวกับสามัญสำนึกพื้นฐาน ทุกคนรู้ก็คือ
ทุกประเทศบนโลกรวมกันไม่สามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้
อย่างไรก็ตามกรุงโรมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นภายในวันเดียวและสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เกิดมาอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะแซงอังกฤษขึ้นเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลกในปี 1900
แต่เยอรมนี (อันดับสามของ GDP) ก็ยังไม่ให้ความสนใจ นั่นสิ...ทำไม?
กลจักรไอน้ำ....ในสมัยก่อนบูมทางเทคโนโลยี่
เนื่องจากแม้ว่า GDP ของสหรัฐอเมริกาจะสูงกว่าสหราชอาณาจักร แต่ชื่อเสียงในระดับนานาชาติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการล่าอาณานิคม ...
และความแข็งแกร่งทางทหารของจักรวรรดิก็ยังคงเป็นที่หนึ่งของโลก
และเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในสายตาของเยอรมนี!
ดังนั้นประเด็นหลักของโลกในตอนท้ายของศตวรรษที่ 19
คือการต่อสู้เพื่อความเป็นเจ้าโลกระหว่างอังกฤษและเยอรมนี
และโดยพื้นฐานกับสหรัฐอเมริกาแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ
แล้วสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการเป็น1ได้อย่างไร?
แน่นอน....ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา
แต่อาศัยการเติบโตอย่างรวดเร็วของเยอรมนี
ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง
การตั้งรกรากของโลกโดยพื้นฐานแลัวไม่มีอาณานิคมให้ยึด
ดังนั้นเยอรมันและบริเตนผู้เป็นเจ้าโลกเก่าจึงต่อสู้เพื่อแย่งอาณานิคม
และสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็เกิดขึ้น ...
ประวัติศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้...
เช่นเดียวกับเด็กอนุบาล......
อังกฤษและเยอรมนีต่อสู้เพื่อแย่งมาม่าคนละห่อ ...
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญคือแม้ว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
จะไม่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
แต่สหรัฐฯก็กลับกลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!
ในฐานะคุณสมบัติเหมาะสมสหรัฐอเมริกา
ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปในอเมริกาไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด
และพยายามอย่างเต็มที่
ที่จะขายอาวุธให้ทั้งสองฝ่าย! (และต้องเข้าร่วมสงครามในที่สุด)
ด้วยเหตุนี้เพียง 2 ปีหลังจากเริ่มสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
มูลค่าผลผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของสหรัฐฯ
เพิ่มขึ้นจาก 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 62.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และเปลี่ยนจากประเทศลูกหนี้เป็นประเทศเจ้าหนี้ในบัดดล! ว่ะ555
ในขณะเดียวกันแม้ว่าอังกฤษจะชนะเยอรมนีในที่สุด
แม้ว่าพวกเขาจะชนะ แต่ก็ยังแพ้!
ดังนั้นหลังจากที่อังกฤษและเยอรมันพลิกคว่ำ
สหรัฐฯยังจำเป็นต้องเยียบคันเร่งเพื่อแซงทางโค้งหรือไม่?
ป่าววววววว....สหรัฐฯไม่ได้ทำอะไรเลย
เพียงแค่ล้มตัวลงนอนและกลายเป็นเจ้านายของโลก!
อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เป็นเพียงผู้นำโลกธรรมดา
ไม่ใช่ผู้นำทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน
แล้วสหรัฐอเมริกากลายเป็นเจ้าโลกในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร?
กิ กิ..นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับการต่อสู้ส่วนตัว
แต่เป็นความพยายามร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโลกสวย ...
ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นสงครามโลกที่เปิดตัว สงครามโลกครั้งที่สองล่ะ?
สงครามโลกครั้งที่สอง พ่ายแพ้ให้กับเยอรมนี
และเป็นครั้งที่สองที่จะส่งชัยชนะให้กับสหราชอาณาจักร ...
นี่ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นคำจำกัดความของสงครามโลกครั้งที่สอง
ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์มันคือ "ความต่อเนื่องของสงครามโลกครั้งที่ 1"
ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีของเยอรมันนั้นยอดเยี่ยมเกินไป
ในฐานะประเทศที่พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เยอรมนีสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วจากซากปรักหักพัง
ด้วยเทคโนโลยีอันทรงพลัง
และกลายเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปอย่างรวดเร็ว!
กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่มีความแน่นอนอย่างแน่นอน
เยอรมนีจะเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1
ในอีก 20 ปีต่อมา? ยิ่งไปกว่านั้นเยอรมนียังมี....ฮิตเลอร์ ......
บรรพบุรุษของฮิตเลอร์มี 18 รุ่น ก่อนการเริ่มต้น
แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า
ฮิตเลอร์เป็น "อัจฉริยะ" ได้
หลังจากเข้ามามีอำนาจเศรษฐกิจเทคโนโลยีและการทหารของเยอรมนี ...
อย่างไรก็ตามฮิตเลอร์เป็นอัจฉริยะและเป็นคนบ้า(เหมือนผู้เขียน)
เข่นฆ่าชาวยิวอย่างเมามัน
มียาพิษก็ต้องมียาแก้พิษ....
ดังนั้นพระเจ้าและฮิตเลอร์จึงสร้างเรื่องตลกร้าย
ให้นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
ไปเกิดในครอบครัวชาวยิวชาติเยอรมัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไอน์สไตน์คืออัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้
"มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เกิดบนโลกในรอบพันปี"
เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่
ที่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโลก
ด้วยพลังของเขาเอง
เขาเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่มอบให้กับเยอรมนี ...
อีกครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง ที่...
ไม่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา(เข้าสู่สงครามแค่ในปี พ.ศ. 2484 เท่านั้น)
และสหรัฐอเมริกาก็เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย!
อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ
หลังจากที่ไอน์สไตน์ แอบหนีไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา
เขาเขียนจดหมาย ถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์
จดหมายฉบับนี้จากไอน์สไตน์
มีส่วนโดยตรงต่อการเปิดตัวโครงการแมนฮัตตัน
ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ...
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้มีเพียงไอน์สไตน์คนเดียวที่อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา!!!
"ไอน์สไตน์" ไม่ใช่คน ๆ เดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่
เพราะฮิตเลอร์เข่นฆ่าชาวยิว
ในตอนที่เข้ามามีอำนาจครั้งแรกเท่านั้น ต่อมาด้วยการขยายอำนาจ
ทำให้รายชื่อผู้สังหารกลับมีความยาวเป็นหางว่าวและครอบคลุมมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์จากประเทศใดก็ตาม ที่กองทัพนาซีเยอรมันจะสังหาร
ได้วิ่งหนีและอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา
ท้ายที่สุดฮิตเลอร์กล้าที่จะต่อสู้กับทุกคน
นั่นคือเขาไม่กลัวที่จะต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา ...
ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่มีฮิตเลอร์ ยังมีฮิเดกิ โทโจ อีกด้วย!
ฮิตเลอร์อยู่ในซีกโลกตะวันตกและฮิเดกิ โทโจ ในซีกโลกตะวันออก
สองคนนี้ได้ผลักไสไล่ส่งนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกไปยังสหรัฐอเมริกา
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับการระเบิดทางเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง? อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
สหรัฐอเมริกายังคงอยู่ห่างจากการเป็น
"เจ้าโลกแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" เพียงก้าวเดียว ...
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกากลายเป็นอันดับหนึ่ง
ในด้านการทหาร เศรษฐกิจและเทคโนโลยี
แต่ก็ไม่ได้เป็นที่แน่นอนสำหรับการควบคุมโลก
เนื่องจากหลังจากคลื่นของอุตสาหกรรมได้พัดไปทั่วโลก
น้ำมัน....กลายเป็นทรัพยากรหลัก
ทรัพยากรประเภทนี้อยู่ในมือของศัตรูตัวฉกาจของอเมริกา
นั่นคือ...อิหร่าน! ยิ่งไปกว่านั้นไม่เหมือนกับเยอรมนี ญี่ปุ่น
หรือสหภาพโซเวียต
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านไม่มีที่ว่างในการเจรจาหาข้อยุติ
ท้ายที่สุดผลประโยชน์สามารถต่อรองและคืนดีกันได้
มันไม่ใช่ความเชื่อทางศาสนา
หลายคนลืมไปแล้วว่าจริงๆแล้วสหรัฐอเมริกา
เป็นประเทศคริสเตียน
ดังนั้นแม้ในห้าพันปีขึ้นไปบนโลกนี้
มีใครเห็นว่าศาสนาคริสต์และศาสนา XXX
จะสงบสุขและเป็นมิตรกันบ้างไหม?(ขนาดชายแดนใต้ยังระอุ)
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าเศร้าไปกว่าการควบคุม
ทรัพยากรน้ำมันของอิหร่านก็คือ
นี้เคยเป็นพลังควบคุมทางเทคโนโลยี!
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ชนชั้นสูงระดับ "ราชาแห่งตะวันออกกลาง" ของอิหร่าน
ได้ตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับโลกที่ศิวิไลซ์
และเริ่มไม่พอใจกับระบอบการปกครองที่งมงาย
ดังนั้นกษัตริย์ Pahlavi จึงเริ่มการปฏิวัติและเศรษฐกิจก็ระเบิดในทันที!
รายได้ประชาชาติของอิหร่านเพิ่มขึ้นจาก 160 ดอลลาร์สหรัฐใ
นช่วงต้นทศวรรษ 1960 เป็น 2250 ดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 1970 กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก!
ดาราชาวอิหร่านสมัยโน้นนนนนนนน
อย่าเข้าใจผิด
ไม่มีประเทศใดสามารถกลายเป็นประเทศที่ทรงพลังด้วยทรัพยากร
ดังนั้นความแข็งแกร่งของอิหร่านจึงมาจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในเวลานั้นอุตสาหกรรมหนักของอิหร่าน เช่นการแพทย์ อุตสาหกรรมเคมี
พลังงานไฟฟ้า รถยนต์และการผลิตเครื่องจักร ล้วนสร้างความเสียหาย!
หรือเรียกง่ายๆว่าในปี 1970 มหาวิทยาลัยแพทย์เตหะราน,
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ, มหาวิทยาลัย Tabatabay ในอิหร่าน
ล้วนดึงดูดนักศึกษาต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก!
ไม่เพียง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำมันหลัก
แต่ยังเป็นประเทศที่ร่ำรวยอันดับ 9 ของโลก
หรือมีอำนาจทางเทคโนโลยีอีกด้วย
แล้วสหรัฐฯล่ะทำอะไรกับอิหร่านได้บ้าง?
ถ้าคุณยังเอาชนะอิหร่านไม่ได้
คุณจะควบคุมตะวันออกกลางไม่ได้
ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมตะวันออกกลาง
คุณก็จะไม่มี petrodollars(เป็นการใช้จ่ายระหว่างประเทศ
หรือการลงทุนในรายได้ของประเทศจากการส่งออกปิโตรเลียม)
และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้น้ำมันเพื่อบีบประเทศต่างๆทั่วโลก ...
แล้วท้ายที่สุดแล้วสหรัฐฯต้องพึ่งพาอะไรในการเอาชนะอิหร่าน?
555..อเมริกันไม่ได้ทำมัน ต้องขอบคุณโคไมนีนักสู้อันดับหนึ่งของโลก!
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2522
โคไมนีนักสู้ต่อต้านอเมริกันเดินทางกลับไปยังอิหร่าน
และโค่นล้มกษัตริย์ปาห์ลาวีประกาศให้อิหร่านกลับสู่
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
และดำเนินการตามกฎหมายศาสนาที่เข้มงวด
ในไม่ช้า...ประเทศที่ร่ำรวยอันดับ9 ของโลก
ก็กลับไปเป็นทาสโดยไม่มี ตะวันออกกลาง
ซึ่งมันกลายเป็น "ราชาแห่งตะวันออกกลาง"
ที่ได้ตกอยู่ในความมืดมิดไม่รู้จบ!
ผมยังไม่ได้บอกว่านักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านหนีไปสหรัฐอเมริกา
เพียงแค่พูดว่าอิหร่านกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย
เพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา
เมื่อมาถึงจุดนี้สหรัฐอเมริกาทุกประเทศบนโลก
ต้องฟังสหรัฐอเมริกามิฉะนั้นพวกเขาจะ............
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มันเป็นชัยชนะอย่างฮาๆของเยอรมนีและญี่ปุ่น
ที่ได้กวาดต้อนผู้มีความสามารถออกไปในสงครามโลกครั้งที่ 2
และศัตรูตัวฉกาจเพียงคนเดียวที่อิหร่านล้มลง
และหลีกทางให้ตะวันออกกลาง ...
สหรัฐอเมริกากลายเป็นเจ้าโลกแห่งประวัติศาสตร์
โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
อย่างไรก็ตามเมื่อมีความโชคดีมากเกินไป
ก็ไม่ใช่ความโชคดี
แต่...สหรัฐอเมริกาต้องมีความสามารถเหนือมนุษย์!
หรืออะไรสักอย่างนึง....
นั่นสิ.....แล้วสหรัฐอเมริกามีความสามารถอะไร?
เมื่อมองไปที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์คุณจะพบว่า
ความสามารถที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ
ไม่ใช่การทำอะไรบางอย่าง
กล่าวอีกนัยหนึ่งแม้ว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง จะไม่ทำอะไรเลย
แต่วันหนึ่งประเทศนั้นจะถูกยกขึ้นสู่บัลลังก์แห่งความเป็นเจ้าโลก
เพราะ นี่เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นเจ้าโลก
ดังนั้นไม่สำคัญว่าคุณจะแซงทางโค้งหรือแซงมุม
เพราะประวัติศาสตร์ของมนุษย์พิสูจน์มาแล้ว
นับครั้งไม่ถ้วนว่า แข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่แข่งบุณแข่งวาสนา..ไม่ได้!!!
วันนี้ผมจึงขอนำบันทึกอดีตสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18
มาเล่าสูกันฟัง เพราะเข้ากับเรื่องอเมริกาจะเป็นเจ้าโลกได้อย่างไร?กันดีกว่า
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์)
ท่านทรงงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนามาโดยลำดับ
ชีวิตสมณะเริ่มจากสามเณรเปรียญ 3 ประโยค มาเป็นพระมหาเปรียญ 4 ประโยค
เป็นพระครูฐานานุกรม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ปลัดซ้ายสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ จนกระทั่งดำรงสมณศักดิ์ชั้นธรรมที่พระธรรมปาโมกข์
เมื่อมีสมณศักดิ์ชั้นธรรม ซึ่งตัวท่านเองว่าใหญ่แล้ว
ดังนั้นเจ้าคณะรองหรือสมเด็จนั้นไกลเกินฝัน
ซึ่งตัวท่านเองบันทึกว่าคงจะอีกนานปี ชีวิตนี้คงหมดหวัง
ดังที่ปรากฏในนิพนธ์รางวัลในชีวิต ตอนหนึ่ง
ที่เล่าลำดับที่นั่งพระเถระในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ว่าตัวท่านนั้นอยู่ลำดับที่ 11 อันดับสุดท้ายของแถวหน้า
ท่านลิขิตว่า ลองนึกดูเล่นๆ ว่ากว่าจะเลื่อนลำดับถึงตะลุ่มมุก
คงอีกนานปี ชีวิตนี้คงไม่มีหวัง (ภาชนะที่ใสอาหารถวายสมเด็จพระราชาคณะ
ใช้ตะลุ่มมุก ส่วนพระเถระระดับรองใช้ถาดธรรมดา)
แต่มีเหตุให้ใกล้ตะลุ่มมุกเข้าไปทุกที
เมื่อได้รับสถาปนาเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เจ้าคณะรอง
เพราะผู้อาวุโสมรณภาพไปบ้าง มีเหตุอื่นบ้าง
ในที่สุดได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เมื่อผู้ครองตำแหน่งเดิม (สมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทัย)
ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในปี 2506
การที่ได้รับการสถาปนาชั้นสุพรรณบัฏ แม้จะมีรองสมเด็จ 2 รูป (ในขณะนั้น)
แต่เพราะอาวุโสโดยสมณศักดิ์
ดังนั้นวันที่สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15
ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2506
ท่านจึงได้รับสุพรรณบัฏเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เสียในคราวเดียวกันซะนี้
นี่คือ..... แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งวาสนานั่น....ไม่ได้

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    เฉิดฉาย
    เคยอ่านเรื่องไอน์สไตน์ หนีไปอเมริกาช่วงฮิตเลอร์เรืองอำนาจ