9 ต.ค. 2020 เวลา 12:30 • ประวัติศาสตร์
วิถีแห่งอำนาจของพระเจ้าปราสาททอง
ในบรรดาพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุทธยา พระเจ้าปราสาททองเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพระราชประวัติน่าสนใจที่สุดพระองค์หนึ่ง เพราะทรงเป็น “ขุนนาง” ที่สามารถยกสถานะตนเองขึ้นเป็น “กษัตริย์” ได้สำเร็จเป็นพระองค์แรก
วิถีแห่งอำนาจของพระองค์ไม่ได้ราบรื่น เมื่อทรงพระเยาว์ทรงมีชีวิตที่โลดโผน ผ่านช่วงเวลาที่ตกต่ำมาหลายครั้ง แต่ทรงใช้พระปรีชาทางอุบายมารยา เสริมสร้างฐานอำนาจและเครือข่ายพันธมิตรในราชสำนัก ใช้ความเด็ดขาดปราบปรามศัตรูทางการเมือง จนนำพาพระองค์ขึ้นไปประทับอยู่ใต้เบื้องเศวตฉัตรได้สำเร็จ
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์นำข้าราชการไพร่พลบุกเข้าพระราชวังกลางดึก ประกาศยึดอำนาจจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช ต่อมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ภาพจิตรกรรมจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร วาดในสมัยรัชกาลที่ ๕) ที่มาภาพ : https://www.silpa-mag.com/history/article_14199
อ้างอิงจากหลักฐานชั้นต้นที่เขียนในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองคือจดหมายเหตุของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ประจำกรุงสยามในเวลานั้น ระบุว่า พระเจ้าปราสาททองเป็นบุตรของออกญาศรีธรรมาธิราช พระเชษฐาของพระราชมารดาพระเจ้าทรงธรรม จึงนับได้ว่าพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นราชินิกุล มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าทรงธรรม
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. ๑๖๒๙ (พ.ศ. ๒๑๗๒) ในขณะมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา เมื่อพิจารณาจากที่คนโบราณนิยมนับอายุแบบย่างปี จึงคำนวณปีพระราชสมภพได้ประมาณ พ.ศ. ๒๑๔๓ รัชกาลสมเด็จพระนเรศ
พิจารณาจากตำแหน่งออกญาศรีธรรมาธิราชของพระบิดา ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าเป็นตำแหน่งของจางวางหรือที่ปรึกษาราชการผู้ใหญ่ในกรมวัง สันนิษฐานว่าวงศ์ตระกูลของพระองค์น่าจะรับราชการสืบต่อกันมานานแล้ว เพราะตำแหน่งระดับสูงในกรมวังต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในราชประเพณีเป็นอย่างดีและวิชาความรู้ราชการในสมัยโบราณนิยมสืบทอดในวงศ์ตระกูล จึงทำให้บุตรมักได้รับราชการกรมเดียวกับบิดา และคงได้ถวายสตรีในตระกูลให้เกี่ยวดองกับพระราชวงศ์ในราชสำนัก ดังที่น้องสาวของออกญาศรีธรรมาธิราชได้เป็นสนมองค์หนึ่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ และมีโอรสคือพระเจ้าทรงธรรม
พระเจ้าทรงธรรมโปรดออกญาศรีธรรมาธิราชที่เป็นพระปิตุลาของพระองค์มาก และเข้าใจว่าเพราะเป็นเครือญาติใกล้ชิด จึงทำให้พระเจ้าปราสาททองทรงได้รับการชุบเลี้ยงในราชสำนักมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเริ่มต้นด้วยการถวายตัวเป็นมหาดเล็กของพระเจ้าทรงธรรม สันนิษฐานว่าน่าจะตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมยังไม่ได้เสวยราชสมบัติ
ใน พ.ศ. ๒๑๕๓ สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคพระราชโอรสเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นเวลาสั้นๆ ก็ถูกพระเจ้าทรงธรรมแย่งชิงราชสมบัติแล้วขึ้นครองราชย์สืบต่อในปีเดียวกัน จึงน่าจะเป็นเหตุให้วงศ์ตระกูลของพระเจ้าปราสาททองมีความก้าวหน้าขึ้นตามไปด้วย ฟาน ฟลีต บันทึกว่า เมื่อพระเจ้าปราสาททองทรงมีพระชนม์ ๑๓ พรรษา (ประมาณ พ.ศ. ๒๑๕๕) จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ออกหมื่นศรี” (Omonsij) มีตำแหน่งเป็นมหาดเล็กระดับหัวหน้า ต่อมาเมื่อมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา (ประมาณ พ.ศ. ๒๑๕๘) จึงได้เลื่อนเป็น “พระหมื่นศรีสรรักษ์” (Pramon Sijfarapha) ตำแหน่งหัวหมื่นมหาดเล็ก ศักดินา ๑๐๐๐ ไร่
1
ในวัยเยาว์ พระองค์เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นและกล้าหาญ แต่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายประการเช่นชอบเมาสุราหรือลักขโมยจนถูกจับได้บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ถูกพระเจ้าทรงธรรมลงพระราชอาญาหลายครั้ง แต่พระราชมารดาของพระเจ้าทรงธรรมกับออกญาศรีธรรมาธิราชได้กราบทูลของพระราชทานอภัยโทษ เป็นเหตุให้ได้รับการปล่อยตัวและกลับมาเป็นที่โปรดปรานอยู่เสมอ
เมื่อพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา (ประมาณ พ.ศ. ๒๑๖๐) พระหมื่นศรีสรรักษ์ได้ทำความผิดหนักคือโจมตีขบวนของออกญาเกี่ยวข้าว (Oija Kheeukhau) ผู้เป็นพระยาแรกนาในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นเหตุให้ถูกลงพระราชอาญาฟันที่ขาสามเสี่ยงแล้วจำห้าประการอยู่เป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่ง Tjau Croa Maha-dijtjan (เจ้าครอก/เจ้าขรัวมหา...จันทร์) พระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศได้กราบทูลของพระราชทานอภัยโทษให้
ฟาน ฟลีต อ้างว่า พระหมื่นศรีสรรักษ์มีความแค้น จึงคิดแผนลอบปลงพระชนม์พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมคือ พระองค์ทอง และ พระศรีสิน โดยร่วมคิดการกับสหายอีก ๔ คน (ต่อมาล้วนมีตำแหน่งระดับสูงในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง) แต่แผนการรั่วไหลจึงถูกจับได้ พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกพระเจ้าทรงธรรมที่ทรงพระพิโรธอย่างมากใช้พระแสงดาบญี่ปุ่นฟันเป็นแผลที่ไหล่และหลัง แล้วจึงถูกคุมขังพร้อมกับพรรคพวกนานกว่า ๓ ปี
ผ่านมาถึง พ.ศ. ๒๑๖๔ สมเด็จพระศรีไชยเชษฐาแห่งกรุงกัมพูชาทรงแยกตัวเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุทธยาด้วยการสนับสนุนจากญวน กรุงศรีอยุทธยาจึงยกกองทัพเข้าไปทำสงครามตีกรุงกัมพูชาสองทาง ทางบกพระเจ้าทรงธรรมเสด็จไปด้วยพระองค์เอง ทางเรือมีออกญาอุปราชและออกญาพระคลังเป็นแม่ทัพ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ซึ่งต้องโทษอยู่ได้ขอร้องให้ออกญาอุปราชและออกญาพระคลังกราบทูลอาสาไปราชการสงครามเพื่อไถ่โทษ จึงได้รับการปล่อยตัวและได้เข้าร่วมในทัพเรือยกเข้าไปทางปากน้ำเมืองพุทไธมาศใน พ.ศ. ๒๑๖๕ กรุงศรีอยุทธยาไม่ได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนั้น แต่พระหมื่นศรีสรรักษ์ได้พิสูจน์ตนเองในสงครามจนเป็นที่ยอมรับของเหล่าแม่ทัพนายกอง เป็นเหตุให้กลับมาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าทรงธรรมอีกครั้ง และได้กลับเข้ารับราชการใหม่มีตำแหน่งเป็น “Sompa Moon” (ไม่ทราบว่าคือตำแหน่งใด)
อย่างไรก็ตาม ฟาน ฟลีตอ้างว่าพระหมื่นศรีสรรักษ์กลับทำความผิดซ้ำด้วยการล่อลวงหม่อมห้ามของพระอนุชา เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงธรรมทรงพระพิโรธมากถึงขั้นจะรับสั่งให้ประหารชีวิต แต่เนื่องจากมีข้าราชสำนักจำนวนมากกราบทูลขอร้อง พระหมื่นศรีสรรักษ์จึงต้องโทษจำคุกอยู่อีก ๓ ปี จนกระทั่งพระราชมารดาของพระเจ้าทรงธรรมและออกญาศรีธรรมาธิราชได้กราบทูลขอ จึงได้รับการปล่อยตัวในที่สุด
หลังจากนั้น พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทรงใช้ความมุ่งมั่นและสติปัญญารับราชการถวายงานพระเจ้าทรงธรรมอย่างเรียบร้อย จนในที่สุดพระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “ออกญาศรีวรวงศ์” (Oija Sijworra Wongh) มีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการราชสำนัก (the superintendent of the Court) สันนิษฐานว่าคือเสนาบดีกรมวังหรือจางวางมหาดเล็ก
ใน พ.ศ. ๒๑๗๑ พระเจ้าทรงธรรมทรงพระประชวรหนักจนเสด็จสวรรคตในขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๓๘ พรรษา ก่อนสวรรคต ทรงหยั่งเสียงว่าผู้ใดควรรับราชสมบัติสืบต่อระหว่าง สมเด็จพระเชษฐาธิราช พระราชโอรสองค์ใหญ่พระชนม์ ๑๕ พรรษา กับพระศรีสิน พระอนุชาพระชนม์ ๒๖ พรรษาที่ได้รับการสนับสนุนจากออกญากลาโหมและขุนนางฝ่ายทหารหลายคน
สุดท้าย โดยพระราชประสงค์ของพระองค์เองประกอบกับการชี้นำของออกญาศรีวรวงศ์ จึงโปรดให้สมเด็จพระเชษฐาธิราชรับราชสมบัติสืบต่อ และทรงฝากฝังออกญาศรีวรวงศ์ให้ทำนุบำรุงพระโอรสของพระองค์
ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดะ นางามาซะ)
ออกญาศรีวรวงศ์เตรียมการจุกช่องล้อมวงรักษาพระราชวังอย่างแน่นหนา พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากออกญาเสนาภิมุข (ยามาดะ นางามาสะ) เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นที่สนับสนุนสมเด็จพระเชษฐาธิราช ให้นำทหารอาสาญี่ปุ่นเข้ามารักษาพระราชวัง และตระเตรียมกำลังทหารประจำไว้ทั้งในและนอกพระนคร เมื่อพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต ออกญาศรีวรวงศ์จึงกวาดล้างขุนนางที่สนับสนุนพระศรีสินและที่วางตัวเป็นกลางจำนวนมาก ดำเนินการริบทรัพย์สินและจัดสรรตำแหน่งราชการใหม่ให้แก่ผู้ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันเพื่อสร้างฐานอำนาจให้มั่นคง โดยออกญาศรีวรวงศ์ได้เลื่อนเป็น “เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์” (ดัตช์เรียก Oija Calahom) เป็นสมุหพระกลาโหมแทนออกญากลาโหมคนเก่าที่ถูกประหาร
หลังจากนั้นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ปราบปรามขั้วอำนาจของพระศรีสินที่ก่อกบฏที่เมืองเพชรบุรีได้สำเร็จ ทำให้สามารถควบคุมอำนาจในราชสำนักได้แทบทั้งหมด
ฟาน ฟลีต บันทึกว่า สมเด็จพระเชษฐาธิราช ยุวกษัตริย์พระองค์ใหม่ ไม่ทรงสนพระทัยราชกิจ โปรดให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ดูแลราชการแผ่นดินแทน ส่วนพระองค์โปรดแต่การเพลิดเพลินในกามคุณและประพฤติตนแหลวแหลก เมื่อกบฏพระศรีสินถูกปราบทำให้ทรงหยิ่งผยองและทระนงตนมากขึ้น ทรงโหดร้ายจนเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป จนเป็นที่เอือมระอาของขุนนางทั้งหลาย
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ใช้พระอัธยาศัยอันเลวร้ายของสมเด็จพระเชษฐาธิราชให้เป็นประโยชน์ โดยการปฏิบัติในทางตรงกันข้าม
เมื่อมีการประชุมขุนนาง เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จะกล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของสมเด็จพระเชษฐาธิราช และความยากลำบากของตนเองในการดูแลบ้านเมืองเสมอ อย่างไรก็ตามได้แสดงออกว่าตนเองเคารพพระราชประสงค์สุดท้ายของพระเจ้าทรงธรรม จึงตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาพระเกียรติยศและทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง
นอกจากนี้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ยังปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพอ่อนน้อมและมีไมตรีจิต จึงทำให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นที่รักใคร่ของข้าราชการและราษฎรจำนวนมาก
อีกด้านหนึ่ง ฟาน ฟลีต บันทึกว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ใช้อุบายทำให้สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงระแวงขุนนางเก่าแก่ที่มีอิทธิพลหลายคน จนทำให้ขุนนางเหล่านั้นถูกประหาร ถูกเนรเทศ หรือถูกริบราชบาตร เช่นเดียวกับในอดีต เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้จัดสรรตำแหน่งราชการที่ว่างรวมถึงทรัพย์สมบัติที่ริบมาได้ให้พรรคพวกของตน
อำนาจบารมีเหล่าทำให้ผู้คนทั้งรักใคร่และเกรงกลัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์กลายเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนักที่ผู้คนต่างพยายามเข้าหาทำตัวให้เป็นที่โปรดปราน หรือนำของกำนัลมามอบให้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าร่วมงานฉลองหรือพระราชพิธีทางต่างๆ มีหลายคนที่เริ่มกล่าวถึงเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ในเวลานั้นว่าเปรียบเสมือน “พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง”
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ยกไพร่พลโจมตีพระราชวัง (ภาพวาดจาก ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา พ.ศ. 2533)
จุดแตกหักระหว่างเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์กับสมเด็จพระเชษฐาธิราชเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๗๒ เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จัดงานฉลองอัฐิของออกญาศรีธรรมาธิราชผู้เป็นบิดาพร้อมกับงานศพน้องชาย (พระราชพงศาวดารที่ชำระสมัยรัตนโกสินทร์ระบุว่าเป็นงานศพพระมารดา แต่ขัดแย้งกับหลักฐานร่วมสมัยที่ระบุว่าพระมารดายังมีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อครองราชย์แล้ว) ที่วัดกุฎธาราม เนื่องด้วยบารมีของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ทำให้มีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วยนอนค้างแรมอยู่จำนวนมาก เป็นเหตุให้งานศพครั้งนั้นยิ่งใหญ่ผิดจากงานศพขุนนางในอดีตหลายเท่า
สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงระแวงเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ว่าจะคิดกบฏอยู่เนื่องจากทรงถูกยุยงจากพระราชมารดาและข้าหลวงเดิมของพระองค์ วันหนึ่งเมื่อเสด็จออกขุนนางแล้วพบว่าขุนนางไม่มาเข้าเฝ้าเนื่องจากไปช่วยงานศพจำนวนมากเป็นเหตุให้ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เตรียมกองทหารไว้ในพระราชวัง แล้วโปรดให้ขุนมหามนตรีไปนำตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์มาเข้าเฝ้าเพื่อจับกุม
แต่จมื่นสรรเพชญ์ภักดีได้ลอบส่งหนังสือลับเป็นรหัสไปเตือนเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ว่า “พระโองการจะให้หาเข้ามาดูมวย บัดนี้เตรียมไว้พร้อมอยู่แล้วเมื่อเจ้าคุณจะเข้ามานั้นให้คาดเชือกเข้ามาทีเดียว” ทำให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงษ์รู้แผนการล่วงหน้า
เมื่อขุนมหามนตรีไปพบเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงประกาศต่อข้าราชการทั้งปวงว่า “เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้น แลเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตแล้วถ้าเรารักราชสมบัติ ท่านทั้งปวงเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ”
ขุนนางทั้งปวงต่างก้มกราบแล้วตอบว่า “ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้น ที่ผู้ใดจะขัดแข็งนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว”
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์กล่าวว่า “ท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เราคิดว่าเป็นลูกเจ้าข้าวแดงจึงเป็นต้นคิดอ่านปลูกแต่งปรึกษา มิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้วยังหามีความดีไม่ ฟังแต่คำคนยุยง กลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอีกเล่า ท่านทั้งปวงไปข้างหน้าจงเร่งคิดเถิด”
เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นว่าขุนนางทั้งปวงยังดูมีท่าทีเป็นกลางอยู่ไม่ปลงใจ จึงใช้จิตวิทยาชักจูงขุนนางทั้งหลายให้เข้าร่วมกับตน โดยร้องสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ไปคุมขังทำให้ขุนนางทั้งปวงจึงตกใจ
แล้วกล่าวกดดันว่า “บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่าเราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกบฏ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งจะมาช่วยเราโดยสุจริตนั้น จะมิพลอยเป็นกบฏด้วยหรือ” ขุนนางทั้งหลายจึงขอเอาเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นที่คุ้มครองจากความตายทั้งสิ้น
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฏแล้วเราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด”
ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วตอบว่า “ถ้าท้าวพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน”
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงได้ขุนนางส่วนใหญ่เป็นฐานอำนาจ นอกจากนี้ยังตกลงเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับออกญากำแพง ขุนนางแขกมัวร์ผู้ทรงอิทธิพล รวมถึงดึงทหารอาสาญี่ปุ่นมาเป็นพันธมิตร จึงสามารถก่อรัฐประหารบุกยึดพระราชวังหลวงได้สำเร็จโดยไม่ยากเย็น สมเด็จพระเชษฐาธิราชเสด็จหนีออกจากพระราชวังแต่ถูกจับกลับมาสำเร็จโทษ หลังจากเสวยสมบัติเพียง ๑ ปี ๗ เดือน
.
ฝ่ายเสนาพฤฒามาตย์ราชปุโรหิตทั้งหลายจึงนำเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ อัญเชิญให้รับราชสมบัติ แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ปฏิเสธ กล่าวว่า “เราทำการทั้งนี้จะชิงเอาสมบัติหามิได้ เพราะภัยมาถึงตัวแล้วก็จำเป็นพระอาทิตย์วงศ์ซึ่งเป็นพระราชบุตรพระมหากษัตริย์นั้นยังมีอยู่ ควรจะยกพระอาทิตยวงศ์ขึ้นผ่านสมบัติโดยพระราชประเพณีจึงจะชอบ”
1
ด้วยเหตุนี้จึงราชาภิเษกสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ พระราชโอรสองค์รองของพระเจ้าทรงธรรมที่มีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน
เนื่องจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ยังทรงพระเยาว์มาก ข้าราชการทั้งหลายจึงสนับสนุนให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและเป็นพระอภิบาลของสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ เป็นเหตุให้อำนาจทั้งหมดในราชสำนักตกอยู่ในมือของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์
.
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้กำจัดหอกข้างแคร่ที่เหลืออยู่ เริ่มจากพันธมิตรทางการเมืองคือออกญากำแพงที่มีอิทธิพลและความทะเยอทะยานมากเกินไป ถูกตั้งข้อหากบฏแล้วถูกประหารชีวิตพร้อมทั้งริบราชบาตร
เช่นเดียวกับการกวาดล้างขุนนางในอดีต ทรัพย์สินของออกญากำแพงถูกเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์นำไปใช้สร้างไมตรีกับมิตรสหายกลุ่มใหม่ และใช้เพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างตนกับขุนนางอื่นที่อยู่ฝ่ายตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
หอกข้างแคร่อีกคนหนึ่งคือออกญาเสนาภิมุข ที่เคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง แต่มีท่าทีภักดีต่อพระราชวงศ์ของพระเจ้าทรงธรรมอย่างมาก นอกจากนี้ยังบัญชาการทหารอาสาญี่ปุ่นที่มีความสามารถทางการรบสูง ทำให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ไม่ไว้วางใจ จึงเลื่อนออกญาเสนาภิมุขเป็นออกญานคร เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และออกคำสั่งให้นำทหารอาสาญี่ปุ่นทั้งหมดลงไปปราบกบฏเมืองปาตานี
แม้ออกญาเสนาภิมุขจะไม่เต็มใจ แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ใช้วาทศิลป์และแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนจนยอมเชื่อใจปฏิบัติตาม ทหารอาสาญี่ปุ่นจึงถูก “เนรเทศ” ออกไปจากศูนย์กลางอำนาจที่กรุงศรีอยุทธยา หลังจากนั้นไม่นานออกญานครคนใหม่ก็ถูกลอบวางพิษจนสิ้นชีพ
.
ฟาน ฟลีตบันทึกว่าในช่วงที่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งที่ได้รับ พิจารณาราชการด้วยความสุขุมรอบคอบ สมเหตุสมผล และยุติธรรม ประกอบกับอำนาจบารมีที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางจำนวนมาก และถูกมองว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินยิ่งกว่าสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ที่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่พระราชพงศาวดารบรรยายว่า “มิได้รู้ที่จะว่าราชการสิ่งใดมีแต่เที่ยวประพาสจับแพะแกะเล่น เจ้าพนักงานต้องนำเครื่องทรงแลเครื่องเสวยตามไปถวายทุกแห่ง แต่ทำดังนี้เป็นนิรันดร”
สุดท้ายขุนนางทั้งหลายจึงปรึกษากันถอดถอนสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ลงจากเศวตฉัตรแล้วจับไปสำเร็จโทษ หลังจากเสวยราชสมบัติเพียง ๓๘ วัน (พระราชพงศาวดารที่ชำระสมัยรัตนโกสินทร์ระบุว่าครองราชย์ ๖ เดือน และยังไม่ถูกสำเร็จโทษ ภายหลังถูกเนรเทศไปนอกวังแล้วก่อกบฏ จึงถูกประหารชีวิต)
เหล่าขุนนางนำเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ อัญเชิญให้รับราชสมบัติ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะที่มีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา ทรงพระนามว่าในหลักฐานร่วมสมัยว่า “พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช” (Pra Onghsrij d'Harma Raatsja Thijraaja) ในหลักฐานอื่นๆ นิยมออกพระนามว่า “พระเจ้าปราสาททอง”
พระเจ้าปราสาททองทรงได้ราชสมบัติโดยรูปแบบที่เรียกว่า “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” คือได้เป็นพระมหากษัตริย์จากการตกลงยินยอมของชนทั้งหลาย ในทางปฏิบัติคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มขุนนางที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางการเมืองที่ทรงสร้างไว้ตลอดวิถีแห่งอำนาจของพระองค์
บรรณานุกรม
- กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๕๑). พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ฉบับตัวเขียน สอบทานกับฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๐. กรุงเทพฯ: สมาคมประวัติศาสตร์.
- จุลจอมเกล้า, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๔๗๙). พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวิจารณ์เรื่องพระราชพงศาวดารกับเรื่องราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์
- ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยารวม ๓ เรื่อง. (๒๕๕๓). กรุงเทพฯ: แสงดาว.
- “พงศาวดารเขมร” (๒๔๕๗). ใน ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย.
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ, คำให้การชาวกรุงเก่า, คำให้การขุนหลวงหาวัด. (๒๕๕๓). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
- เรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนรัชต์), พันตรี หลวง. (๒๕๕๐). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา.
- วันวลิต. (๒๕๔๗). พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒ (วนาศรี สามนเสน, ผู้แปล). (พิมพ์ครั้งที่ ๓). กรุงเทพฯ : มติชน.
- Baker, C., na Pombejra, Dhiravat, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books.
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
โฆษณา