ผลออกแล้ว !! ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac มีทั้ง 100% 78% และ 50.4% ซึ่งมีรายละเอียดที่ชัดเจนแล้ว
จากข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ที่ทำการทดลองกับอาสาสมัครในบราซิลนั้น
วันนี้ ได้มีการแจ้งรายละเอียดการทดลองวิจัยอย่างเป็นทางการแล้ว แต่อาจต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดการศึกษาทดลองที่บราซิล ในประเด็นดังนี้
1) วิธีการฉีด ว่าฉีด 2 เข็ม ห่างกันกี่วัน
2) อาสาสมัครเป็นประชากรกลุ่มใด มีโอกาสติดเชื้อ หรือติดโรคมากน้อยเพียงใด
3) การแจ้งตัวเลขประสิทธิภาพการป้องกัน เป็นการป้องกันแบบใด ในระหว่าง
 
3.1) ป้องกันการติดเชื้อ
3.2) ป้องกันการเป็นโรค คืออาจติดเชื้อได้ แต่ไม่มีอาการ
3.3) ป้องกันอาการรุนแรงจนอาจเสียชีวิต คือ ติดเชื้อและเป็นโรคได้ แต่จะไม่ป่วยรุนแรงและไม่เสียชีวิต
รายละเอียดสำคัญดังกล่าว และตัวเลขการวิจัยเพิ่มเติมที่ครบถ้วน จะทำให้เราเข้าใจบริบททั้งหมดเรื่องประสิทธิภาพวัคซีนตัวนี้
และต้องทราบให้ครบในวัคซีนตัวอื่นๆ ที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบ ทั้ง วัคซีนของ Pfizer Moderna และ AstraZeneca ด้วย
เฉพาะรายละเอียดวัคซีนของ Sinovac พบว่า
1
A. ตัวเลขประสิทธิภาพการป้องกัน
1) ป้องกันการเป็นโรคที่รุนแรง ได้ผล 100% หมายความว่า วัคซีนป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโควิดที่ระดับรุนแรง(Severe)ได้ 100% ครบถ้วน
2) ป้องกันการเป็นโรค ได้ผล 78%( จริงๆคือ 77.96%) คือ ป้องกันการป่วยที่มีอาการ ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อชนิดที่ไม่ป่วยหรือไม่มีอาการ
เป็นประสิทธิภาพในการป้องกันอาสาสมัครทั้งกลุ่มที่มีอาการเพียงเล็กน้อย (Mild) รวมปานกลางและรุนแรงด้วย เป็นการป้องกันการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีประโยชน์คือ
ลดภาระของบุคลากรและระบบสาธารณสุข
3
3) ป้องกันการติดเชื้อ ได้ผล 50.4% คือการป้องกันการติดเชื้อทุกรูปแบบ รวมทั้งที่มีอาการน้อยมากด้วย (Very mild)
2
B. กลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลอง
การวิจัยนี้มีลักษณะเฉพาะคือ การทดลองใช้
อาสาสมัครลักษณะเฉพาะ เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก คือ บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด จำนวน 13,000 คน
1
แตกต่างจากการทดลองของบริษัทไฟเซอร์
และโมเดิร์นนา ที่ทดลองในกลุ่มประชากรทั่วไป อาสาสมัครจึงมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสไวรัสน้อยกว่าของบริษัท Sinovac
ซึ่งจะส่งผลกระทบกับตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนได้ คือในกรณีกลุ่มเสี่ยงมากหรือบุคลากรทางการแพทย์ จะต้องสัมผัสผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา และผู้ป่วยก็จะมีปริมาณไวรัสในตัวเองสูงด้วย
โอกาสที่จะทำให้บุคลากรติดเชื้อ ก็จะมีสูงกว่าอาสาสมัครที่เป็นประชาชนทั่วไป ที่จะไปสัมผัสผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เพราะปริมาณไวรัสน้อยกว่า
1
C. ตารางการฉีดที่แตกต่างกัน
วัคซีน Sinovac นั้นใช้ตารางฉีดห่างกันสองสัปดาห์(14วัน) แล้วติดตามผลว่า ป้องกันได้กี่คน
1
ในขณะที่ของไฟเซอร์และโมเดิร์นนา ฉีดห่างกัน 21 วันและ 28 วัน ตามลำดับ
จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับภูมิต้านทานของวัคซีนในการทดลองของสองบริษัทสหรัฐฯขึ้นสูงกว่า (จากการฉีดเข็มสอง ห่างจากเข็มหนึ่งเป็นระยะเวลานานกว่า) จึงป้องกันได้มากกว่า
ส่วนการรายงานเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน พบว่าเกิดขึ้นน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นเพียงปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอาการก็ไม่รุนแรง ส่วนผลข้างเคียงชนิดรุนแรงก็ไม่พบเลย
1
การทดลองฉีดในอาสาสมัครของวัคซีน Sinovac เท่าที่รายงานมาแล้วในสามประเทศได้แก่
1
บราซิล ประสิทธิภาพ 78%
ตุรกี ประสิทธิภาพ 91.25 %
อินโดนีเซีย ประสิทธิภาพ 65 %
แม้จะกำหนดให้ฉีดวัคซีนตัวเดียวกัน ขนาดเท่ากัน และระยะห่าง 2 สัปดาห์เหมือนกัน
แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งเป็นไปตามลักษณะสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงแตกต่างกันของทั้งสามประเทศดังกล่าว
จึงทำให้มีตัวเลขประสิทธิภาพของการป้องกันโรค ในการศึกษาทดลองของประเทศต่างๆ แตกต่างกัน
ความสำคัญของวัคซีนโควิด-19 คือ การป้องกันการเสียชีวิตจากอาการป่วยที่รุนแรง
วัคซีน Sinovac ที่วิจัยทดลองที่บราซิล พบมีอาการติดโควิดอย่างรุนแรงเจ็ดราย ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่มีผู้ที่มีอาการรุนแรงเลย
ส่วนที่ตุรกีก็ทำนองเดียวกัน มีผู้ป่วยรุนแรงหกราย ทั้งหมดเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนทั้งสิ้น
กล่าวคือผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน Sinovac ไม่มีผู้ใดติดโควิดแล้วป่วยรุนแรงเลยแม้แต่รายเดียว คิดเป็น 100% ที่ป้องกันความรุนแรงได้
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ตารางกำหนดการฉีด ในการทดลองที่บราซิลครั้งนี้ ได้มีการแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกมา 1394 คน จากอาสาสมัคร 13,000 คน ซึ่งเป็นส่วนน้อย มาฉีดแบบกำหนดเป็น ห่างกันสามสัปดาห์หรือ 21 วัน
พบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของการฉีดวัคซีนแบบนี้ สูงกว่าฉีดห่างกัน 14 วัน ถึง 20%
1
ซึ่งทางบริษัทและสถาบันวิจัยที่บราซิล ได้ทำการคาดคะเนว่า ถ้าวัคซีนของบริษัทฉีด 21 วันหรือ 28 วัน น่าจะมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมากกว่า
50.4 %
2
และมีการยกข้อมูล มาเปรียบเทียบกับการทดลองวัคซีนโรคเอดส์ว่า เมื่อทดลองในประเทศที่มีประชากรเสี่ยงสูงเป็นจำนวนมาก วัคซีนก็จะป้องกันโดยมีประสิทธิภาพได้น้อยลง
1
เมื่อไปทดลองในประเทศที่ประชากรเสี่ยงต่ำ ก็จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้สูงขึ้น
โดยทางบริษัท Sinovac ได้ยกตัวเลขของบริษัทไฟเซอร์และ โมเดิร์นนา ที่มีกลุ่มยาหลอกหรือไม่ได้ฉีดวัคซีน ติดเชื้อ 7.29% และ 3.34% ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยการติดเชื้อของประชาชนสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
เป็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า กลุ่มประชากรที่ทดลองวัคซีนของสองบริษัทดังกล่าว เป็นกลุ่มประชากรที่ติดเชื้อค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว
ในขณะที่กลุ่มประชากรที่ฉีดวัคซีนของบริษัท Sinovac ในบราซิล เป็นกลุ่มที่มีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยสูงกว่าสามและหกเท่าตามลำดับ
โดยสรุป
1) วัคซีนของบริษัท Sinovac ประเทศจีน ใช้เทคโนโลยีเชื้อตาย(Inactivated) ซึ่งเคยผลิตวัคซีนให้กับมนุษย์เรามาหลายชนิดหลายสิบปีแล้ว เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ เป็นต้น จึงมีความปลอดภัยในระดับสูงจากเรื่องเทคโนโลยี
2) วัคซีน Sinovac เก็บที่อุณหภูมิตู้เย็นธรรมดาคือ 2-8 องศาเซลเซียส ทำให้สะดวกในการขนส่งและกระจายวัคซีนออกไปฉีดทั่วประเทศ
3) เรื่องประสิทธิภาพที่มีตัวเลขแตกต่างกัน
ก็เป็นการแถลงตัวเลขที่ลงรายละเอียดว่า
3.1) ถ้าป้องกันอาการรุนแรงได้ 100%
3.2) ป้องกันอาการเล็กน้อยได้ 78%
3.3) ป้องกันการติดเชื้อได้ 50%
1
ซึ่งทางบริษัทพยายามอธิบายถึงสาเหตุ ที่ตัวเลขค่อนข้างน้อยว่า มาจากตารางการฉีดที่กำหนดไว้ 14 วันอาจจะสั้นเกินไป เมื่อฉีดเป็น 21 วัน ประสิทธิภาพจะสูงเพิ่มขึ้นอีก 20%
และทางบริษัทยังพยายามยกตัวเลขเทียบเคียงว่าการทดลองในกลุ่มประชากรเสี่ยงสูง คือบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าประชาชนทั่วไป สามถึงหกเท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครของบริษัทในสหรัฐฯ อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันวัคซีนมีตัวเลขที่แตกต่างกัน
ผู้เขียนคิดว่า ทางบริษัท Sinovac ควรจะเร่งทำการทดลองฉีดวัคซีน
ในอาสาสมัครที่เป็นกลุ่มประชากรทั่วไป ไม่ใช่ฉีดเฉพาะในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ อาจได้ตัวเลขประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
และฉีดด้วยตารางกำหนด 21 วันหรือ 28 วัน ให้เหมือนกับบริษัทไฟเซอร์และโมเดิร์นนา
แล้วนำตัวเลข สถิติข้อมูลการศึกษาวิจัย มาแถลงอีกครั้ง ก็จะทำความชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น และจึงจะนำมาเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆได้ครับ
แต่เฉพาะข้อมูลวัคซีนของ Sinovac สามารถอธิบายและเข้าใจได้
ส่วนผู้ใดจะคิดเห็นเป็นประการใด จะฉีดวัคซีนตัวใด ก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละคน ที่ย่อมจะแตกต่างกันได้ครับ
2
Reference
ความคิดเห็น
pskorat2346
..พึ่งตนเองรอบด้าน..คือเข็มมุ่งของจีนเพื่อประชาชนของเขา1400ล้านคน..ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ.. ..จากไม่มี สู่มี ..จากน้อย สู่มาก ..จากเล็ก สู่ใหญ่ ..รุเก่า รับใหม่...ดูเพิ่มเติม
15 ม.ค. เวลา 02:05
ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย
เราประมาทประเทศจีนไม่ได้เลยนะครับ แน่นอน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายอย่างของจีนก็มีคุณภาพที่น่าเป็นห่วง แต่หลายชนิดก็ดีมาก พัฒนาการดังกล่าวก็คล้ายกับผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในอดีตมีปัญหาเรื่องคุณภาพมาก ถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีคนสงสัยในเรื่องคุณภาพแล้ว ของจีนในอนาคต ก็คงเป็นทำนองเดียวกันครับ
15 ม.ค. เวลา 02:11
Dynamic man
50 %จะพอหรือไม่ กับพลังระบาด ระดับโควิด คงต้องรอดูผล แต่ในส่วนของการ ทดลองกับ บุคคลากรทางการแพทย์ ผมว่ามันผลมันจะผิดพลาดได้เลยทีเดียวนะครับ กล่าวคือ เพราะ คนที่ทำงานมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อโรค ย่อมมี ภูมิคุ้มกัน ที่มากกว่าคนปกติ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ จากการ ปรับตัวของ ร่างกาย ซึ่งมันอาจพิสูจน์ไม่ได้เลยว่า วัคซีนหรือตัวผู้อาสา กันแน่ที่ต่อสู้กับไวรัส เพราะฉะนั้น การทดลองกับคนทั่วไปจึงมีภาษี ดีกว่าครับ แต่ก็ขอเชียร์ให้สำเร็จ เพราะโลกเราไม่มีพื้นที่ให้การ ต่อสู้ ทางวัคซีนชาตินิยม...ดูเพิ่มเติม
14 ม.ค. เวลา 08:40
pskorat2346
ผมเคยได้ยินมาว่า..ในบางครั้งบางเรื่อง เบื้องหลังหมอยาใหญ่คือบริษัทยายักษ์ !!
15 ม.ค. เวลา 02:07
Danai
ได้ทราบแบบนี้แล้ว ก็ยังคิดว่า ประสิทธิภาพก็โอเคพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของ การป้องกัน อาการรุนแรง ได้ 100% อันนี้ชอบมาก
14 ม.ค. เวลา 02:31
14 ม.ค. เวลา 07:39