มีบัญชีอยู่แล้ว?
พรรคเพื่อไทยเตรียมแย่งฐานเสียงจากพรรคก้าวไกล !!
นั่งดู Live ของพรรคเพื่อไทยวันนี้ เห็นเขาเปิดตัวโครงการ The Change Maker แล้วก็ คิด เพื่อ ไทย โดยจะเน้นจัดค่ายฝึกอบรมเยาวชน เปิดเวทีให้เด็กๆเขาขึ้นมาแสดงความคิดเห็น ระดมไอเดีย แล้วก็ลงพื้นที่ร่วมกับนักการเมืองในพรรค
1
Move นี้ของพรรคเพื่อไทย ผมว่าน่าจะเป็น Move ที่แสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนของพรรคในช่วงนี้ได้ดี แต่เดิมพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นพรรคที่เคย identify ตัวเองว่าเป็นพรรครากหญ้า ดึงดูดฐานเสียงจากต่างจังหวัด ฐานเสียงจากคนภาคเหนือ ภาคอีสานเป็นหลัก
ซึ่งแค่ constituencies เหล่านั้นก็มากเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาชนะเลือกตั้งแล้ว แต่ในปัจจุบัน เรียกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พอเจอปรากฏการณ์พรรคอนาคตใหม่เข้าไป ที่เน้นหาเสียงแบบออนไลน์ ทำแคมเปญกับวัยรุ่น กับเด็ก กับพวก First jobbers เน้นขายความฝัน ขายอุดมการณ์
กลายเป็นว่าพรรครวมคนหน้าใหม่ และมือใหม่อย่างอนาคตใหม่ตีโค้งมาเป็นพรรคอันดับต้นๆได้ในการเลือกตั้งครั้งแรก ละไหนจะม็อบ และการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาเมื่อปี 2020 อีก เยาวชน และวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้นกำลังมีอิทธิพลและมีบทบาทมากขึ้นในสมการของการเลือกตั้ง/การเมืองระดับชาติ
ตรงนี้ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยก็คงรู้สึกได้ และ realized มาสักพัก ไม่ว่าจะม็อบ Free Youth หรือม็อบราษฎร แต่ละครั้ง จัดม็อบทีข่าวต่างประเทศทยอยทำข่าวกันตลอด สื่อออสเตรเลีย SBS อะไรพวกนี้ยังถึงขั้นตามมาทำสารคดีชีวิตแกนนำม็อบเลย ละไหนจะของสื่อตะวันตกอื่นๆอีก
เยาวชน และวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้นนี้กลายเป็นเหมือน Faction ใหม่ Faction นึงในการเมืองไทยไปแล้วในช่วงนี้ เป็นเหมือนทรัพยากรที่มีค่า พรรคเพื่อไทยคงมองแบบนี้ (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ) เลยพยายามออกแคมเปญอะไรอย่างพวก Hackathon หรือพวก Policy Lab ทำ Symposium อะไรพวกนี้ขึ้นมา
คือพูดง่ายๆคือ เขาน่าพยายามจะสร้าง ecology ให้พรรคการเมืองของตัวเองนั่นแหละ ทำค่ายเตรียมเยาวชน เตรียมป้อนคนเข้าพรรค เปิดคอร์ส เปิดเวทีให้เด็กมาโชว์ของ พอโชว์เสร็จแล้วก็ชักชวนเด็กมาเป็น Icon สร้างหรือปั้นเด็กให้เป็น Icon เป็นปีกใหม่ เป็นขั้วใหม่ให้มันน่าว้าวนั่นแหละ
1
ละก็อย่างที่เคยมีหลายๆคนค่อนขอดพรรคเพื่อไทยเอาไว้ ว่าคำที่อธิบายความเป็นเพื่อไทยได้ดีที่สุดในภาษาวัยรุ่นคือ 'สู้ไปกราบไป' มันแสดงให้เห็นถึง strategic culture และหมุดหมายของพรรคได้ค่อนข้างดี ว่าเขามีจุดยืนอย่างไร เขาเล่นการเมืองแบบคำนึงถึงผลระยะยาว และความเป็นไปได้มากกว่าพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล
เขาพยายามไม่แตกหัก ไม่เกม Break the glass-ceiling อะไรแบบนั้น เพราะเขาอาจจะรู้ว่ามีอะไรอันตรายรอเขาอยู่เขาก็ไม่เล่น ทีนี้ไอ้วิธีคิดแบบนี้มันก็เลยมีโอกาสทำให้พรรคที่ชอบหักล้างขนบ หักล้างความเชื่อเดิมๆแบบพรรคอนาคตใหม่ และสาวกผู้ติดตามเขามองพรรคเพื่อไทยในแง่ร้าย-ลบ
1
ซึ่งถ้าตามความเคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆก็จะเห็นว่ากองเชียร์พรรคเพื่อไทย กับพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล นั้นเขาเขม่นกันอยู่หลายครั้ง ฝั่งหนึ่งก็มองอีกฝั่งว่าไม่แน่จริง อีกฝั่งก็มองอีกฝั่งหนึ่งว่ามีแต่ลูกบ้าที่เพ้อฝัน อะไรแบบนี้ มันก็เป็นจุดที่สะท้อนถึง เอ่อ จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ จะว่าเกลียดกันก็ไม่ถูก เพราะเขาก็ไม่ได้เกลียดกัน เหมือนเขามีแนวทางคนละแนวมากกว่า
แต่บังเอิญการมีแนวทางคนละแนวนี้ มันก็นำพาไปทั้ง 2 พรรคนี้ต้องแข่งขันกันไปด้วยในเวลาเดียวกัน คือเป็นฝ่ายค้าน เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านที่พยายามจะต้านรัฐบาล ต้านอิทธิพลของ ทหาร-คสช. นี้ก็เรื่องนึงนะครับ
1
แต่ถ้าเรามองในมุมของยุทธศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์ของฝั่งฝ่ายค้านนั้น พรรคเพื่อไทยก็เหมือน Hegemon ที่เป็นเจ้าถิ่นเดิม เคยเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งมาก่อนหลายครั้ง พอมาเจอหน้าใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ตีคู่มา ก็คล้ายๆว่าเจอ Rising/revisionist power นั้นแหละ สุดท้ายมันก็จะเกิดการแข่งกัน แบบ Thucydides trap ที่ Rising/revisionist power กับ Hegemon จะต้องมาแข่งกันแย่งกันเป็นที่ 1 ไปเรื่อยๆ
การตั้งโครงการ The Change Maker นี้ก็คงมีลักษณะ pattern แบบเดียวกัน คือ พยายามจะแย่งตีตลาดพรรคอนาคตใหม่ โดยหวังว่าถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถเปลี่ยนตัวเองให้ดู attractive กับคนรุ่นใหม่ ก็น่าจะมีหวังสร้างชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นปรากฏการณ์ได้อีกครั้ง โดยรวมฐานเสียงคนวัยรุ่นเมืองกรุงเข้ากับฐานเสียงกลุ่มเหนือ+อีสานเดิม (ส่วนจะสำเร็จไหมนั้นก็อีกเรื่อง อันนี้ต้องดู developments ไปเรื่อยๆ)