มีบัญชีอยู่แล้ว?
สาเหตุที่ฉากข่มขืนในละครไทยยังเป็นที่นิยม ?
ประเด็นเรื่องละครที่ทำพล็อตแนวๆข่มขืนนี้มีคนถกเถียง และเป็นปัญหาทุกๆปี อุตสาหกรรมละครไทยก็ยังวนเวียนอยู่ในวัฎจักรเดิมๆ คือ ทำออกมาแล้วก็ถูกด่า พอถูกด่าแล้วไม่นานก็เงียบ เงียบไปสักพัก เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่ออกมาอีกอยู่ดี แล้วก็โดนด่าอีก วนไปแบบนี้มาหลายปี โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังๆมานี้ เห็นทุกปี เรื่องปัญหาด้านทัศนคติและวิธีคิดของกลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมละครไทย
ผมเข้าใจว่าจริงๆจะเหมารวมว่าเป็นอุตสาหกรรมละครไทยทั้งหมดก็คงไม่ถูก เพราะมันก็มีหลายๆกลุ่ม บางกลุ่ม บางช่อง บางค่ายก็เน้นทำละครแบบ Drama และ Thriller เอาใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ และวัยรุ่นโดยถอด Model มาจากแถบเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือญี่ปุ่นให้เห็นอยู่บ้าง อันนี้ก็น่าชื่นชม (หลายๆเรื่องนั้นผมเองก็ดู แต่จะไม่กล่าวถึงในโพสต์นี้)
ทีนี้เรามาพูดถึงปัญหากันดีกว่า เท่าที่ผมดูกระแสในโลกออนไลน์มาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงบ่ายวันนี้ เข้าใจว่าหลายๆคนส่วนใหญ่มักพุ่งไปที่ตัวแปรเรื่องทัศนคติ และแนวคิด วิสัยทัศน์ของ ‘คนทำละคร’ เป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ผิด ถ้าไม่มีคนทำละครป้อนเข้าไปให้มัน Flow ก็คงจะไม่มีคนดู Logic นี้ไม่มีอะไรผิดนะครับ ผมก็คิดอย่างนี้ แต่ถ้าลองถอยมาดูในภาพที่ใหญ่กว่านั้นจริงๆ ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่นั้น
1
ใช่ครับ ในมุมหนึ่งปัญหาหลักเลย มันมาจากในอดีตที่ผู้จัดละคร และคนแต่งบท แต่งนิยายชอบเอาอะไรแบบนี้มาปั้นขึ้นจอแก้วกัน เพราะสมัยก่อนค่านิยมด้านเพศ และวัฒนธรรมของไทยมันค่อนข้าง Conservative ก็เลยทำให้ผู้จัดสมัยนั้นมีความ Conservative ไปด้วย ก็เลยทำละครแนวนั้นป้อนตลาดเรื่อยมา
แต่ถึงแม้พอยุคสมัยเปลี่ยนไป มันก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะสามารถหยุดทำละครลักษณะนั้นได้ง่ายๆนะครับ ในมิติของปรากฏการณ์ทางสังคม หรือ การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมผ่านสื่อมันเกิดขึ้นไปแล้ว มันเหมือน Propaganda น่ะครับ เมื่อกระบวนการมัน Run ไปแล้ว ถึงแม้ตัวเครื่องจักรที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์นั้นมันอยากหยุดทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะหยุดง่ายๆ (และถึงหยุดได้ก็ไม่ได้แปลว่าผลกระทบ Effect อะไรต่างๆที่เกิดจากการกระทำในอดีตมันจะหายไปในบัดดล)
ปัจจุบันคนต่างจังหวัดเขาก็ยังดูละครพวกนี้อยู่ ช่อง Free tv อะไรพวกนี้ละครไม่ว่าจะน้ำเน่าอย่างไร บ้าๆบอๆ ไร้สาระอย่างไร มันก็ถือเป็นความบันเทิงของคนที่เขาหาเช้ากินค่ำอยู่ดี ซึ่งคนกลุ่มนี้ในต่างจังหวัดก็มีเยอะแยะ เป็นฐานลูกค้า เป็นฐานคนดู แฟนคลับอย่างดี คือมันมี Demand อยู่ ในแง่ของผู้จัดละคร พอเห็นว่ามันยังมีช่องทางที่จะขายของได้ จะให้หยุดไปเฉยๆมันก็เหมือนให้เขาทุบหม้อข้าวหม้อแกงตัวเองทิ้ง (พูดง่ายๆก็คือ ละครน้ำเน่า คือ Cash cow ทั้งนั้น)
ถึงทีมสร้างละครสมัยนี้หลายๆกลุ่มเขาอยากจะเปลี่ยนแนวการทำละคร มันก็ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนง่ายๆนะครับ มันมีปัจจัย และตัวแปรที่ประกอบอยู่มากมาย มันเหมือนคำถามและปัญหาเดียวกับเรื่องที่ว่า “ทำไมอุตสาหกรรมหนังไทยถึงไปได้ไกลสุดแค่หนังตลก กับหนังผีมุดโอ่ง?” นั่นแหละ คือ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา และมันเปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ กระบวนการ socialization และกระบวนการเรียนรู้ในอดีตที่เป็นผลมาจากการฉายค่านิยม วัฒนธรรมเก่าๆของไทยผ่านละครน้ำเน่ามันติดตลาด ติดตา ติดหู ติดใจคนจนเกิดเป็นวงจรพาณิชย์ที่บีบให้คนจัดละครต้องทำละครแนวนี้ออกมาป้อนจนไม่รู้จบไปแล้วน่ะ
ผมคิดว่าทางแก้ หรือทางออกของปัญหาเหล่านี้ คือ เราจะบอกให้ผู้จัดละครเลิกทำละครแบบนี้ทีเดียวจบ มันคงไม่ได้ผล เพราะสุดท้ายมันก็จะมีคนพลาด หรือแหลมทำออกมาอีกอยู่ดี เพราะมันยังมี Demand มีคนอยากดู มีคนชอบดู มีคนวัย Gen X ขึ้นไปที่เห็นการดูละครเป็นงานอดิเรกฆ่าเวลายังชอบดูอยู่
แต่จะให้ขับเคลื่อน รณรงค์ถึงขั้นออกกฎหมายแบนละครลักษณะนี้ไปเลยก็คงจะทำได้ยาก และมันก็ไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนระดับชาติอะไรขนาดนั้นในมิติของการเมือง ไม่น่าจะมี ส.ส.พรรคไหนจะอยากเอาประเด็นนี้มาหาเสียงให้เสียเวลา ทางแก้ของมันผมมองว่าน่าจะต้องใช้หลายกลไก และภาคส่วนช่วยกันมากกว่า หลักๆเลยคือ ต้องให้คนวัย Gen Y และ Z ลงไปช่วยหันมาสนับสนุนละครทางเลือก ละครแนวๆใหม่ ของพวกทีมสร้างที่ทันสมัยมากขึ้นก่อน
แล้วก็ต้องทำงานทางความคิด รณรงค์ และพยายามเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้ได้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ในกลุ่มชุมชนเมือง Urban area ในจังหวัดต่างๆน่าจะมี awareness กันอยู่บ้างพอควรแล้ว พูดง่ายๆก็คือทุกวันนี้มันดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมากแล้ว ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันมี Social media ช่วยดัน อีก 10 ปี ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้น่าจะดีขึ้น แต่อาจจะต้องให้รัฐบาลไทย และกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทกับวัฒนธรรม Pop และอุตสาหกรรมหนังและละครมากขึ้น ถ้าอยากจะให้มันได้ผลดีๆน่ะนะ
    Chalit Pichayapinyo
    ผช หล่อ ๆ ผญ ชอบ