21 ก.พ. เวลา 03:56 • ไลฟ์สไตล์
สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่า ไม่ควรหนีเลย
คือปัญหาและความทุกข์
เพราะแค่เราคิดจะหนีมัน
เท่ากับว่าเรายินยอมให้สมองรับเอาปัญหานั้นมาก่อทุกข์
1
เมื่อเราเปลี่ยนคำว่าปัญหา เป็น ชาเลนจ์
หรือความท้าทาย เราจะรู้สึกว่าความหมายมันเบาบางลง
และที่สำคัญในหลายสถานการณ์
มันก็ทำให้เรารู้สึกไม่กดดัน
ซึ่งความกดดันนี่เอง ที่เป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้ไอเดียที่เราควรมีสลายหายไปเร็วยิ่งขึ้น
3
การแก้ปัญหาที่ผมมักใช้เป็นประจำในการมองจากเปลือกนอกของปัญหาแล้วค่อยๆ
ไล่เข้าไปถึงสาเหตุ แกนหลักของปัญหา
คือวิธีที่เรียกว่า Reverse Engineering
หรือ หลักการคิดแบบวิศวกรรมย้อนกลับ
2
วิธีนี้ผมได้เรียนรู้มาจากการทำงาน
เป็นวิธีที่ผมและทีมงานใช้แก้ปัญหา
เครื่องจักร Breakdown
ซึ่งเป็นการแก้จากปัญหา
แล้ว นำมาพัฒนาอุปกรณ์นั้นๆให้ดีขึ้น
หรือในอุตสาหกรรมการผลิต ก็มักจะศึกษาทุกกระบวนการ การผลิตของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว แยกชิ้นส่วนแล้วค้นหาว่ามันทำงานได้อย่างไร สุดท้ายก็นำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า
เช่นเดียวกับการแก้ปัญหา
ด้วยความที่อ่านหนังสือบุคคลที่ประสบความสำเร็จ
ในเป้าหมายที่เขาเหล่านั้นตั้งไว้
จะเจอปัญหาระหว่างทาง
เมื่อรู้ปัญหาของเขาเหล่านั้นแล้ว
ก็กลับมาถามตัวเองว่า
ถ้าเป็นเรา เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง
1
ส่วนใหญ่ผมจะนึกจินตนาการเหตุการณ์นั้นว่าเกิดกับตัวผมก่อน เช่น ครั้งหนึ่งที่ Steve Jobs โดนไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองร่วมก่อตั้ง
ผมก็มักจะเอามานึกว่าแล้วถ้าเป็นผม
ผมจะแก้ปัญหานี้ยังไง
เมื่อได้คำตอบแล้วจึงอ่านต่อ
2
เมื่อมีไอเดียของผมแล้ว จึงอ่านไปต่อแล้วก็พบว่า
การแก้ปัญหาบางอย่างใกล้เคียงกันทีเดียว
และไอเดียบางอย่างที่ Jobs ใช้แก้นั้นก็มาเติมเต็มส่วนที่ผมมองข้ามไป
3
เมื่อเรามีหลักในใจแล้วว่าถ้าเจอปัญหาประมาณนี้
เราจะใช้การแก้ไขปัญหาแบบนี้
2
แน่นอนว่าปัญหาที่เข้ามาล้วนมี Pattern ที่ต่างกันออกไป แต่เมื่อมองเข้าไปในแกนหลักของปัญหาแล้วล้วนมาจากสิ่งที่ต่างกันไม่มาก
เมื่อเราพอมีไอเดียในการแก้ไขด้วย Pattern นั้น
เราจะแก้ปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น
1
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ
"ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม"
2
ผมเขียนกรณีที่จะเกิดขึ้นได้
หากผมตัดสินใจทำสิ่งนี้
และถ้าผมไม่ตัดสินใจทำสิ่งนี้
ถ้าทำหรือไม่ทำจะเกิดปัญหาอะไร
1
หลีกเลี่ยงได้ไหม
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จะแก้ปัญหาอย่างไร
เมื่อเราเรียนรู้ปัญหาของคนอื่นมาบ้างแล้วเราจะมองได้กว้างยิ่งขึ้น เหมือนมีคู่มืออยู่กับตัว
ที่สำคัญคือพลังงานสมองจะไม่ถูกใช้ไปกับความกลัวและกังวลจากปัญหานั้น
1
เจอปัญหา > เขียนปัญหา > แจกแจงปัญหาแบ่งเป็นกลุ่ม > หาปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา > เลือกเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหา > ลงมือแก้ปัญหา > สรุปปัญหา > พัฒนาเพื่อให้สิ่งนั้นดีขึ้น
8
เมื่อมองปัญหา เป็น ชาเลนจ์
ความรู้สึกในการลงมือทำจะต่างก็ไม่มากก็น้อย
1
ไม่ว่าอยากทำอะไร "เริ่มซักที"
1
    Feel it
    เรียนรู้จากการ Overhaul ใช่มั้ยครับ😂