25 ก.พ. เวลา 08:38 • ปรัชญา
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 2/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
4
2. พระปัญญาคุณ
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของเจ้าชายสิทธัตถะด้วยพระปัญญาคุณที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างให้คนทั้งโลก
หลวงพ่อชา สอนว่าคนเราต้องประกอบด้วยความอยาก แต่ให้อยากด้วยปัญญาสร้างความฝันให้เป็นจริง
แต่คนมักอยากได้อะไรง่ายๆ เหมือนกดปุ่มเปิดไฟแล้วไฟสว่างทันที ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นคำสอน
เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่าธรรมเกิดเพราะเหตุที่ถึงพร้อมปัจจัย เงื่อนไขและเวลา
บางคนไม่มีปัญญาทำฝันให้เป็นจริง เพราะหลงไปติดกับดักเหตุผล
บางคนอยากได้ อะไรง่ายๆ นอกคำสอนของพระพุทธเจ้า
กับดักเหตุผล Rational Traps
Social Truth, Personal Truth
การต้องอ้างเหตุผลให้เชื่อสิ่งใด“ว่าดีหรือชั่ว”แสดงว่าสิ่งนั้นไม่จริง Not Real
เพราะความดีและความชั่วนั้นคือคนละด้านของเหรียญเดียวกัน
1
ที่เหตุ คือตัวเรามองเห็นด้านไหน Personal Truth และคนส่วนใหญ่มองเห็นด้านไหน Social Truth ซึ่งเป็น"ความจริงที่ปรากฏ"ให้คนในสังคมเชื่อชั่วคราว
เพราะเมื่อแต่ละคนได้ข้อมูลเหตุผลใหม่ คนส่วนมากเกิดเปลี่ยนมุมมองไปอีกด้าน สังคมก็เปลี่ยนความเชื่อ"ความจริงที่ปรากฏ"
แท้จริงผลเกิดจากเหตุไม่ใช่เหตุผล
เพราะเหตุคือการมีส่วนร่วมของเราและบริบทแวดล้อมที่ส่งผลถึงทำให้เกิดความถึงพร้อมในด้านดีหรือร้ายเกิดขึ้นมา
จงมุ่งมั่นคุณธรรมนำการเดินทีละก้าว เพื่อกำหนดเหตุที่จะประกอบกันให้ถึงพร้อมเกิดเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมาย
Universal Truth
สรรพสิ่งเกิดจากความว่าง Space ที่สมดุลและไร้ขอบเขตที่เวลาสร้าง Begin ให้ถึงพร้อมเกิดรูปแบบและรูปแบบนั้นก็พร้อมจะกลับเป็นความว่างเสมอเพียงรอเวลาให้ความถึงพร้อมในการเกิดสิ่งนั้นหมดลง End
เหมือนสายรุ้งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการที่แสงหักเหแล้วเกิดการกระจายตัวออกมาเป็นแถบแสงสีต่างๆซึ่งเมื่อการหักเหของแสงกลับสู่สภาวะปกติ สายรุ้งนั้นก็หายไป
ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีอะไรหายไปไหน เพราะเป็นผลของความถึงพร้อมพอดีให้สิ่งนั้นปรากฏขึ้นแล้วดับไปเมื่อถึงเวลา Time ที่ความถึงพร้อมหมดลง
Principal of Causality เพราะความบังเอิญไม่มีอยู่จริง “สรรพสิ่งเกิดมาแต่เหตุที่เป็นพลวัตคือการมีส่วนร่วมของสิ่งที่เข้ากันเสริมกันต่อยอดจนถึงพร้อมเกิดรูปแบบใหม่ขึ้นมา เหมือนปัญญาที่ผุดขึ้นมาเอง
หลวงพ่อชา บอกว่าเอาไม้ใผ่สองซี่มาสีกันจนความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อความร้อนเพิ่มถึงจุดติดไฟ จะเกิดไฟขึ้นมา
1
คนทำดีจึงได้ดีและคนทำชั่วจึงได้ชั่วเสมอเมื่อความถึงพร้อมมาถึง เหมือนคนทำอาหารมีหน้าที่จัดเตรียมและปรุงให้มันพอดี แล้วความอร่อยจะเกิดขึ้นมาเอง
คนจึงมีหน้าที่เพียงปรุงแต่งเหตุให้ได้สัดส่วนที่พอดีเพื่อความถึงพร้อมที่ต้องการ
หลวงพ่อชา สอนว่าแท้จริงทุกเหตุผลเราสามารถถามหาเหตุผลก่อนหน้าได้แบบไม่รู้จบ
เพราะความจริงแท้ Universal Truth เป็นพลวัต Dynamic ไม่ใช่ความจริงที่สมมติ Static ว่าสิ่งอื่นๆที่อยู่นอกกรอบพิจารณานั้นอยู่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
1
หลวงพ่อชาสอนนั่งสมาธิว่า ให้หายใจไปตามปกติ อย่าไปบังคับให้มันสั้น หรือบังคับให้มันยาว คืออย่าให้มีความกดดัน ให้เป็นสภาวะของการรู้ที่ปล่อยวางซึ่งเป็นธรรมชาติเดิม Sanity ที่ทุกคนมีอยู่แล้วเพียงแค่ปลุกมันขึ้นมาเท่านั้น
อย่าเป็นเหมือนสุนัขที่นอนหิวท้องร้องจ้อกๆทั้งๆที่นอนทับกองข้าวเปลือกอยู่
1
เช่น คนแบกโลก อยากจะเบา แต่ยังอยากแบกโลกคืออารมณ์ไว้อยู่ เพราะความต้องการมันขัดกับธรรมชาติ คือหลงคิดเอาความอยากของตัวเป็นใหญ่ ชีวิตจึงเป็นทุกข์เพราะแบกโลกไว้ไม่ยอมวาง
หลวงพ่อชาท่านสอนวิธีแก้ไขให้ยอมวาง โดยให้คาถาว่า “ไม่แน่”
เช่น บางคนชอบกินแกงฟักทองเห็นว่าอร่อย แต่เมื่อให้กินทุกวันจะร้องว่ามันไม่อร่อยแล้ว
เพราะเหตุความชอบหรือไม่ชอบนั้นไม่มีเหตุผลที่ตายตัว แต่ขึ้นกับความถึงพร้อมของสภาวะในบริบทแวดล้อมขณะนั้นๆว่าจะเทไปทางไหน
คนเรายึดติดชอบหรือไม่ชอบก็ยึดติดอยู่นั่นแหละ
เหมือนนักมวยถูกเขาชกจนเมาหมัด ให้เอาใหม่เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นมา ให้ชกมันก่อนเลยว่า อันนี้ก็“ไม่แน่” นานเข้าเมื่อเห็นชัดว่ามันไม่แน่ ก็วางได้และเบาทันที
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของเจ้าชายสิทธัตถะด้วยพระปัญญาคุณที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างให้คนทั้งโลก
1
พระปัญญาคุณ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง วิชชาที่ 8
MINDS POWER
เจ้าชายสิทธัตถะ ศึกษาจนสำเร็จ วิชชา 7 ประการ
คือเปลี่ยนจากไม่รู้ เป็นรู้
1
1. วิปัสสนาญาณ
ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักทุกข์)
2. มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักเหตุเกิดแห่งทุกข์)
3. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิได้
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักความดับทุกข์)
1
4. ทิพโสต หูทิพย์
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักทางถึงความดับทุกข์)
5. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักอดีต)
6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักอนาคต)
ว่าปรัชชาการคือรับอาษามาตาย
7. ทิพจักขุ ตาทิพย์
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักทั้งอดีตและอนาคต)
เมื่อสำเร็จวิชชาที่ 7 แล้ว อาจารย์บอกว่าไม่มีอาจารย์สอนวิชาที่เกินกว่านี้แล้ว จะต้องศึกษาต่อด้วยพระองค์เอง
เจ้าชายสิทธัตถะ ศึกษาต่อด้วยความมุ่งมั่น ยอมอดอาหาร เอาชีวิตเข้าแลก เมื่อนางสุชาดา มาพบและป้อนอาหารและน้ำ เธอให้ข้อคิดว่า "ถ้าสิ้นชีวิตไปก่อนแล้วจะแสวงหาทางหลุดพ้นได้อย่างไร?"
2
เจ้าชายสิทธัตถะ จึงคิดได้ว่าคำเตือนของเธอนั้นถูกแล้ว แม้เธอเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาก็เห็นความจริงนี้ได้ ในขณะที่นักบวชอื่นๆ ไม่เห็นว่าทางที่สุดโต่ง นั้นอันตราย
เจ้าชายสิทธัตถะ กลับมาเดินทางสายกลาง แล้วปฏิบัติวิชชาที่แปด จนบรรลุนิพพาน
8.อาสวักขยญาณ
รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
(คือเปลี่ยนจากไม่รู้เป็น รู้จักปฏิจจสมุปบาท)
โลกปัจจุบัน
Full 5G: Internet of Things with AI Age.
แม้ว่ายุค 4G ,5G Smart Phone ทำให้ทุกคนสามารถมีวิชชา 1-7
แต่คนก็ยังไม่ใส่ใจวิชชาที่ 8 ของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนเรื่องอนัตตาว่าไม่มีตัวตน คือยังเสียดายตัวตน
หลวงพ่อชา ท่านสอนโดนยกตัวอย่างเรื่อง การทำใจให้เป็นบุญคือมีความภูมิใจและเป็นกุศลคือมีความฉลาดว่า
คนทำบุญแต่ไม่ได้บุญเพราะประมาทไม่ละบาปคือการรักษาศีลซึ่งถือน้ำหนักเป็น 50% และเป็นส่วนหนึ่งของวิชชาที่ 8.อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไปจากใจ
ให้ใจไปถึงความสงบด้วยใจเป็นบุญเป็นกุศลซึ่งมีองค์ประกอบหลักวิธีปฏิบัติเพื่อล้างใจถึงสิบวิธีคือ
1. ทาน
2. ศีล
3. ภาวนา
4. อ่อนน้อม
5. ขวนขวายช่วยกิจผู้อื่น
6. มอบความดีให้ผู้อื่น
7. ยินดีในความดีของผู้อื่น
8. ศึกษาธรรม
9. สอนธรรม
10. ทำปัญญาให้แจ้ง
สามข้อท้ายปุถุชนมักมองว่าเป็นหน้าที่ของพระคล้ายกรณีคำสอนเรื่องอนัตตา ท่านพุทธทาสเห็นว่าจำเป็นต่อปุถุชนมากกว่าพระเสียอีกด้วยเพราะโยมอยู่กับสังคมจึงเสี่ยงเป็นทุกข์มากกว่าพระ
ทำนองเดียวกัน
ข้อ 8. ศึกษาธรรมศึกษาในระดับเกิดประโยชน์ ล้างความยึดถือ ขจัดความคับแคบของจิตใจ
ข้อ 9. สอนธรรม ต้องผ่านข้อ 8 และทำให้รู้ชัดเจนพอสอนคนอื่นได้
ข้อ 10.ทำปัญญาให้แจ้ง ในแต่ละเรื่องเห็นชัดจนจิตไม่ส่งออกนอกจึงหมดมานะเก้า ทำให้ใจไปถึงความสงบซึ่งไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความทุกข์ แต่เป็นความสงบจากความสุข สงบจากความทุกข์ สงบจากความดีใจ เสียใจ
ชีวิตแท้จริงดังเกรียวคลื่นที่มีจุดวิกฤตทั้งด้านบนและด้านล่าง การดำรงชีวิตจริงในปัจจุบันขณะสู่อนาคตที่มหัศจรรย์และเต็มไปด้วยกับดักซึ่งเราจะต้องตื่นรู้จักป้องกันจุดอ่อนเพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ล่า
1
ในโลก Abuse World ชีวิตแท้จริงดังเกรียวคลื่นที่มีจุดวิกฤตทั้งด้านบนและด้านล่าง
ปัจจุบันการใช้ชีวิต
บน Vuca World นั้นไม่ง่ายเลย
การใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนแบบคาดไม่ถึง Vuca (Volatile Uncertainty Complex Ambitious) World ในปัจจุบันอันซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ผูกปมยุ่งเหยิงเกินหยั่งถึงนั้น ลำบากยิ่งนัก
จนเกิดกระแสที่คนประมาณ 30% ของโลกคิดว่าจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่เพื่อแก้ปัญหา Abuse World เพราะ Abuse Technology, Abuse Economy, Abuse Law, Abuse Media
1
ด้วยคนคำนวณ ไม่สู้ฟ้าลิขิต
คนจึงต้องคิดแบบองค์รวม ไม่ใช่คิดเห็นแก่ตัว แต่ให้เห็นว่าเราเป็นเพียงส่วนเล็กไปในภาพใหญ่ของจักรวาลอันไร้ขอบเขต เท่านั้น เราจึงไม่สามารถทำให้ได้ตามใจ
ข้าวปลาคือของจริง
เพราะทุกคนต้องกินทุกวัน
ถ้าไม่มีกินก็คือนรกบนดิน พม่าพวกที่ตาสว่างลุกขึ้นสู้ล้วนเพื่อรักษาชามข้าวตัวเองทั้งนั้น จุดที่เปลี่ยนใจให้สู้นั้น คือจุดด้วยภาวะเศรษฐกิจ
ในโลก Abuse World ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างๆ มีข้อยกเว้น ต่างๆ ทำให้ไม่เป็นตามทฤษฎี และทฤษฎีดีลำดับที่สอง The theory of the second best. บอกว่าผลจะเกิดด้านดีหรือด้านร้าย ก็ได้ ประมาณว่าหาข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้
1
ส่งผลที่เกิดจริงนั้นไม่ขึ้นกับเหตุผล หรือความชอบธรรมที่ควรจะเป็น แต่ผลชี้ขาดขึ้นกับความถึงพร้อมว่าจะเทไปด้านไหน และด้านที่มีน้ำหนักมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะ
และในสังคมชาติคือที่รวมของประชาชน
สังคมจึงยืนอยู่บนฐานประชาชนฝ่ายข้างมาก
ประเด็นชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะครองเสียงข้างมากจึงต้องดูว่า "อะไรทำให้ประชาชนเลือกข้าง" ซึ่งแน่นอนว่า"ไม่ใช่การใช้เหตุผล" เหตุเพราะ องค์ประกอบต่างๆถูกบิดเบือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลสื่อบิดเบือนชัดจนคนต้องเลือกเสพสื่ออย่างระมัดระวังแบบสุดขีด
อาจารย์ Covid-19 ยื่นข้อเสนอที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ ทุกคนต้องปรับตัวสู่ New Normal เหตุเพราะมันเป็นความเสี่ยงต่อชีวิต
ตัวอย่างตำรวจพม่า ย้ายไปอยู่ข้างประชาชนนั้นเพราะตำรวจพม่าถูกทหารพม่าเอาเปรียบ
ตัวอย่างคนรุ่นใหม่และเด็กฮ่องกงลุกขึ้นประท้วงนั้นเพราะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง
ถึงตรงนี้ พอจะสรุปได้ว่าทุกคนล้วนสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตน เช่น อนาคตของตัวเอง หรือสู้เพื่อปลดแอกเพื่อลดภาระให้ตัวเองสบายขึ้น
ตัวอย่าง แบบสุดขีดด้านสุขภาพที่คนป่วยต้องทำทุกอย่าง เพื่อรักษาชีวิต เช่น กู้เงินมาซื้อวัคซีน หรือใช้รักษาตัวเองให้หายป่วยก่อนคิดเรื่องอื่น
ตัวอย่าง แบบสุดขีดในด้านเศรษฐกิจที่คนจน ไม่มีจะกิน บางคนถึงกับยอมทำผิดกฎหมาย เช่น ขโมยนมผงมาเลี้ยงลูก เพราะปัญหาไม่มีจะกินนั้นคือการเผชิญนรกบนดิน
ตัวอย่าง แบบสุดขีดในด้านเศรษฐกิจที่คนได้เปรียบ ย่อมต้องพยายามรักษาระบบที่ตัวเองได้เปรียบเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าระบบนั้นมีเหตุผลความชอบธรรมมากหรือน้อยเพียงใด เพราะเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
บริหารพลังชีวิตและเวลาเพื่อก้าวให้ถึงเป้าหมาย
มุ่งพัฒนาองค์ประกอบของความสำเร็จโดยใช้ความคิดของตัวเอง
มุ่งมั่นคุณธรรมสร้างเหตุเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
1. คนคือคอมพิวเตอร์มีชีวิตที่ต้องใช้พลังชีวิตขับเคลื่อน
2. พลังชีวิตอยู่บนกายที่สุขภาพแข็งแรงเท่านั้น
3. Do Compassion เพื่อสุขภาพแข็งแรง
4. ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเป็นอาหารให้ใจมีพลัง
5. More Intelligence พัฒนาเครื่องรับรู้ให้ละเอียดรับรู้มิติได้มากขึ้นด้วยการหาประสบการณ์ทางอ้อม
6. ใฝ่หาความรู้จาก ผู้รู้ Coach เพื่อไปได้ไกลกว่าที่คิด
7. ปิด Media พลังลบและเลือกรับเฉพาะข้อมูลเป้าหมาย
8. ลงทุนพัฒนาความถนัดเป็นพรสวรรค์เพื่อได้เป็นผู้นำ
9. จินตนาการให้สุดขีดเพื่อจูงใจให้มุ่งมั่นและเป็นโจทย์ให้จิตนอกสำนึกมีงานทำ ไม่ว่างคิดคำนึง
หลวงพ่อชา สอนว่าเรื่องจิตไม้เลื้อยว่า เลื้อยไปหาสิ่งที่อยู่ใกล้ก่อน ปัจจุบัน Smart Phone เป็นยิ่งกว่าอยู่ใกล้ชิดคือเป็นปัจจัยที่ห้า ออกจากบ้านถ้าลืมอย่างอื่นไม่เป็นไรแต่ถ้าลืมโทรศัพท์ต้องกลับมาเอา เพื่อติดต่อกับคนอื่นได้และคนที่มี Smart phone สามารถเป็นผู้รายงานข่าวได้เท่าเทียมกันบน New World ใบนี้
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 3/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
3. พระมหากรุณาธิคุณ
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าด้วยพระกรุณาธิคุณ สั่งสอน และทำสวนธรรมไว้ให้แล้ว เราคนมีบุญ เพียงเข้าไปรับและปฏิบัติ เพื่อออกจากกับดักอวิชชา แล้วบรรลุตามเท่านั้น

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์