7 มี.ค. เวลา 05:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ
คนเรานั้นลืมง่าย เมื่อหุ้นใดถูกลากขึ้นไปสูงๆสัก 1000% พอย่อลงมา 30% ก็มักจะคิดว่ามันลงเยอะแล้ว / โดย BottomLiner
ผมพยายามหา template การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น และนี่คือส่วนหนึ่งจากที่สังเกตได้มาหลาย cycle ย่อยแล้ว กับอีก 1 cycle ใหญ่ รวมถึงศึกษาอดีตย้อนหลังไป ค้นพบว่าจะสมัยที่เรียกว่าหุ้นได้ south sea bubble ดูจะเหมาะเป็นจุดเริ่มต้น จนถึงปัจจุบันมันก็เดิมๆ คือ มันเป็นผลพวงของ พฤติกรรมมนุษย์ และวัฏจักรเศรษฐกิจ
หากเราศึกษาในอดีตและพฤติกรรมมนุษย์ เราจะพอสรุปได้ว่า หุ้นหลายตัววิ่งขึ้นมาเยอะๆแบบ งงๆ และเด้งไปเด้งมา 6 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนขึ้นต่อถ้าหุ้นนั้นดี หรือก่อนปิดฉากไปกับตลาดขาลง...
มนุษย์นั้น ขี้ลืม โลภ และการลงทุนหุ้นเป็นเรื่องของการค้นพบ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
มนุษย์อย่างเราๆ เริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ ก็ค่อยๆ รู้จัก สิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ มีแต่เรื่องว้าวๆ นั่นก็ดี นี่ก็ได้ ตัวนั้น 20% แล้ว ตัวนี้ 30% ดูน่าสนใจไปหมด เริ่มมีคำว่า "ช้า" เกิดขึ้นในหัว คำว่า "ง่าย" "เราทำได้" ผุดขึ้น อ้าวแล้วตำราที่เราอ่านๆกันมา? ทิ้งเลยดีไหม และแน่นอนว่า เริ่มไปบอก คนอื่นๆ เชียร์คนอื่นๆ ให้เข้าสู่วัฏจักร (บ้างก็เชียร์ให้คนมารับไม้ต่อ หุ้นจะได้ขึ้นไวๆ)
ลงไปได้สักพัก กำไรเละเทะ ... แต่แล้วฝันร้ายก็มักจะเกิดขึ้น
เพราะมือใหม่ต่อหุ้นตัวใหม่ๆนั้น มักเข้าสู่ตลาดหลัง
1. เห็นคนได้กำไรเยอะ
2. หุ้นฟื้นตัวมาได้สักระยะจากวิกฤต ทุกอย่างดูดี ไม่น่ากังวลอีกต่อไป ก็พึ่งกลับมาซื้อหุ้น หรือมือใหม่พึ่งเปิดบัญชีเสร็จ พึ่งเริ่มเล่นหุ้นกัน ก็จะซื้อหุ้นดังๆก่อน
โดยเฉพาะพวกหุ้นเทคโนโลยี เหล่า EV AI เปลี่ยนโลก Adtech ล้ำสมัย e-commerce กว้างไกล ทั่วโลกใช้ big data
พวกนี้ยิ่งดูน่าตื่นเต้น น่าสนใจ เป็นอะไรใหม่ๆ ดึงดูดหน้าใหม่ๆให้ค้นพบ และที่สำคัญผมได้โอกาสเรียนรู้จาก VI หลายๆท่าน ผมสรุปสั้นๆให้ว่า "ของที่มันดูประเมินค่าได้ยาก ราคายิ่งไปได้ไกล" และผมก็มาสรุปต่อจากประสบการณ์ที่แม้ไม่ยาวเท่าผู้สูงวัยแต่ก็เข้มข้นใช้ได้ และทำการบ้านย้อนอดีตไปเยอะๆ
ว่ารูปแบบการดำเนินนโยบายทางการเงิน และการคลัง ก็มีผลต่อระดับ valuation ถึงขั้นเปลี่ยน multiples, WACC จากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เอาจริงๆ ตลาดไม่ได้คิดลึกซึ้่งขนาดนั้นหรอก มันก็ไหลไปมา เป็น event base + พีค ทางจิตใจ (ไว้สำเร็จวิชา จะมาแชร์อีกที กลัวผิดพาดอยหมด)
แต่ก็พอจะสรุปได้ว่า easing valuation ยังไงก็บวม ส่วน tightening นั้นแล้วแต่ บ้างบวม บ้างหด แตกต่างกันไปแต่ละครั้ง
Disruption, Depp Learning, Blockchain buzzword เหล่านี้ + easing cycle ช่วยดันหุ้นให้ราคาขึ้นสูง เมื่อหุ้นเริ่มดังขึ้น หรือที่หลายๆคนชอบเรียกว่าช่วง public money เม็ดเงินหลั่งไหลเข้า บางตัวรายได้โต กำไรโตจริงก็ดีไป บางตัวไม่มีอะไรเลย นอกจากความคาดหวัง
ยิ่งช่วง new paradigm คนเปลี่ยนความคิดว่ามันดี คนบอกไม่ซื้อ หันมาซื้อ ช่วงนี้่หุ้นมักไม่ไปไหน ลงมีแรงซื้อ ทำให้คนเห็นราคานี้จนคุ้นตา พอลง 30% ก็กลายเป็นเยอะแล้ว
จุดจบมักไม่สวยนัก คุณลองคิดดูนะว่ามีแต่ข่าวดี คนแห่ซื้อ ทำไมมันไม่ขึ้น? เพราะมีคนขายน่ะสิ และมองอีกมุมหนึ่ง ทุกคนก็มีของกันหมดแล้ว ขึ้นรถไฟฟ้า เดินริมถนน กินข้าว มักได้ยินคนคุยหุ้นตัวนั้น
เม็ดเงินจากมือใหม่ หรือคนที่ไม่รู้จักหุ้นตัวนั้น บ้างยังไม่รู้เลยบริษัททำอะไร มีรายได้จากอะไร ก็มาซื้อหุ้นกันแล้ว เหล่านี้หรือจะสู้เม็ดเงินคนกำไร 1000% รอขายไม่ได้หรอกครับ รวมถึงขา short ที่รออยู่ แต้มต่อเค้าเยอะ เครื่องมือเค้ามี
แล้วจบไม่สวย ขนาดไหน? อยู่ที่พื้นฐาน ก็ต้องไปดู valuation ขาลง ว่าแถวไหนดี และเดี๋ยวก็มี event ให้หยุด panic กันเอง บ้างก็กลับไปที่เดิม บ้างก็ -50% -70% เรื่องธรรมดาน่ะ
แต่ถ้าของดี ยังไงก็มีวันฟื้นคืนจากหลุมได้ และตอนนี้ก็เป็นโอกาสของหุ้นบางตัว
ปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นทอดๆ และพวกเราคือเหยื่ออันโอชะ ของรายใหญ่ที่คุมเกมส์อยู่ (คงพูดมากกว่านี้ไม่ได้) #เราต้องเอาตัวรอดกันเอง
หากใครอ่านแล้วท้อกับตลาดทุน ให้นึกถึงป้าแอน และภารโรง ที่ซื้อหุ้นดีๆ ที่มองเห็นรอบตัวไปเรื่อยๆ เวลาจะช่วยได้เอง หาหุ้นดีๆ หรือหุ้นธรรมดาในราคาวิเศษ ให้เจอ แต่ถ้าใครหวังรวยเร็ว โพสนี้ไม่ใช่คำตอบ
#เขียนไว้เตือนตัวเองให้ระวัง
รูปจากชาวเน็ตนี้ ชอบจริงๆ
BottomLiner