มีบัญชีอยู่แล้ว?
นับตั้งแต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยน้ำมือของ แอร์เบ ไลป์ซิก เมื่อเดือนธันวาคม สิ่งที่น่าทึ่งมากๆ ก็คือหลังจากนั้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรายการไหน และเจอคู่แข่งที่ยากเพียงใด ทีมปีศาจแดงยังไม่แพ้ใครอีกเลย ถ้าหากเป็นการเล่นนอกบ้าน
ผลงานในพรีเมียร์ลีก สามารถบุกชนะว่าที่แชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึงถิ่น 2-0, บุกเสมอทีมอันดับ 3 อย่าง เลสเตอร์ 2-2 แบบน่าชนะ ขณะที่การเยือน เชลซี, ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล แม้จะทำได้แค่เสมอ แต่ก็เก็บคลีนชีตกลับมาได้
ส่วนเส้นทางในถ้วย ยูโรปา ลีก รอบน็อคเอาต์ ถ้าจะบอกว่าพวกเขาคือทีมที่เจองานยากลำบากที่สุดก็คงไม่มีใครเถียง เมื่อต้องพบกับทีมที่เคยนั่งจ่าฝูง ลา ลีกา ในช่วงต้นซีซั่นอย่าง เรอัล โซเซียดัด และยักษ์หลับจากอิตาลี ที่ซีซั่นนี้ผลงานดีขึ้นกว่าเดิมมากอย่าง เอซี มิลาน
แต่ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็สามารถบุกชนะ 2 ทีมที่ว่าได้แบบไม่เสียประตู ทำให้สถิติพาทีมไม่แพ้เกมเยือนของเขา ลากยาวมานานถึง 13 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้วในเวลานี้
1
กุนซือชาวนอร์เวย์พูดไว้ตั้งแต่ตอนจบเกมเลกแรกที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าเขามั่นใจว่าเกมเลกสอง ทีมของเขาจะต้องทำผลงานได้ดีขึ้น
“แน่นอนว่าฟอร์มนัดเยือนของเรามันเยี่ยมจริงๆ และเราสร้างโอกาสได้มากพอ เรายิงได้หลายประตูนอกบ้าน และเรามีคาแรกเตอร์โดยส่วนตัวในการที่จะพลิกกลับมา”
การโดนทีมระดับ เอซี มิลาน ตามตีเสมอ 1-1 คาบ้านในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้แฟนบอลหลายคนไม่พอใจ และไม่เชื่อมั่นว่าทีมรักจะกลับมาได้ในเกมยากที่ ซาน ซีโร่ พร้อมกับพาลบอกว่า คำพูดของ โซลชาร์ เหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์
2
ทั้งที่ความเป็นจริง มันไม่มีอะไรการันตีเลยว่า การทำได้แค่เสมอคู่แข่งก่อนในเลกแรกที่เล่นในบ้านตัวเอง จะหมายถึงความพ่ายแพ้ถ้าคุณออกไปเยือน
1
สิ่งใดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ มันย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฉะนั้นสถิติฟอร์มสุดยอดนอกบ้านของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือของจริง
1
และถึงแม้จะไม่ค่อยมีเกมไหนที่ชนะคู่แข่งได้แบบสบายๆ แต่ความเป็นจริงก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้ใครให้เห็นอีกเลยมาตั้งแต่วันที่พ่าย เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด คาบ้านตัวเอง 1-2
1
การเป็นหนึ่งใน 3 ทีมของ 5 ลีกใหญ่ ร่วมกับ เชลซี และ เรอัล มาดริด ที่ไม่แพ้ใครในการแข่งขันนับรวมทุกรายการตั้งแต่เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา และยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นความสำเร็จบนเวทียุโรป ก็คือหลักฐานยืนยันว่าทีมปีศาจแดงในตอนนี้ คือทีมที่ไม่ว่าเล่นกับใคร ก็ทำให้คู่แข่งต้องเหนื่อยหนักกันทั้งนั้น
ผมเคยเน้นย้ำมาตลอด ว่าถ้าแฟนบอลเอาแต่ตั้งธงว่า “ทุกนัดต้องชนะ” คุณจะเต็มไปด้วยอคติต่อผลงานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ โดยมองไม่เห็นเลยว่าเขาทำให้ทีมมีพัฒนาการ และมีผลงานที่คงเส้นคงวามากขึ้นเยอะขนาดไหน
2
ด้วยเงื่อนไขที่ต้องชนะสถานเดียว หรือไม่ก็บุกเสมอทีมปีศาจแดงดำโดยต้องยิงให้ได้อย่างน้อย 2 ประตูถึงจะพลิกสถานการณ์เข้ารอบ ทำให้ โซลชาร์ เลือกที่จะจัดทีมที่คาดหวังผลการแข่งขันได้แน่นอนที่สุด ในการบุกไปเล่นที่ สตาดิโอ จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า
1
นั่นคือการยึดไลน์อัพชุดเดิมทั้งหมด จากเกมที่เพิ่งชนะ เวสต์แฮม 1-0 ในลีกเมื่อวันอาทิตย์ โดยไม่ปล่อยให้ทีมขุนค้อนยิงเข้ากรอบแม้แต่หนเดียว
ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกสตาร์ทซีซั่นนี้ ที่ โซลชาร์ ใช้ 11 ตัวจริงชุดเดิมล้วนๆ 2 นัดติดต่อกัน
ดีน เฮนเดอร์สัน ยังคงเป็นมือหนึ่งต่อไป ถึงแม้ว่า ดาบิด เด เคอา จะกลับจากการไปเฝ้าภรรยาคลอดลูกมามีชื่อในทีมแล้วก็ตาม
แผงแบ็กโฟร์ที่ดีที่สุดของทีมมาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ยังคงเป็น อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ ลุค ชอว์ โดยที่คู่กลางอย่าง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด คือด่านสกรีนที่แข็งแกร่ง ไม่ให้บอลหลุดไปถึงแผงหลังง่ายๆ
อันที่จริง ตำแหน่งกองหน้าในเกมนี้ ผมคิดว่า โซลชาร์ คิดที่จะใช้งาน เอดินสัน คาวานี่ มากกว่าคนอื่น แต่น่าเสียดายที่หัวหอกทีมชาติอุรุกวัยเกิดเจ็บซ้ำระหว่างซ้อม ไม่ได้เดินทางไปอิตาลีกับทีมด้วย ทำให้ เมสัน กรีนวู้ด ยังได้เล่นหน้าเป้าต่อไป โดยมี แดเนียล เจมส์, บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ มาร์คัส แรชฟอร์ด เดินเกมรุกสนับสนุน
1
การมี ลุค ชอว์ เป็นแบ็กซ้ายตัวเชื่อมเกมแทน อเล็กซ์ เตลลิส, มี เฟร็ด ที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่า เนมานย่า มาติช และมี มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสนามเป็นตัวจริง ทำให้การเดินเกมของผีแดงมีความต่อเนื่องและจังหวะเร็วกว่านัดที่เจอมิลานในบ้านตัวเองเมื่อสัปดาห์ก่อน
1
อีกสิ่งที่เป็นข้อแตกต่างที่ดีขึ้นกว่าเกมเลกแรก นั่นก็คือการมีตัวเลือกบนม้านั่งสำรองมากขึ้น จากการที่ ปอล ป็อกบา และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค หายเจ็บกลับมาพร้อมโดนเรียกใช้งานอีกครั้ง
ทางด้าน สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ก็มีสภาพทีมที่ดีขึ้นกว่าเกมเลกแรก ที่คว้าผลเสมอกลับออกไปในนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เพิ่งกลับมารับใช้ทีมชาติสวีเดนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี มีชื่อเป็นตัวสำรอง ขณะที่กองกลางตัวปั้นเกมอย่าง ฮาคาน ชัลฮาโนกลู และแบ็กซ้ายตัวเลือกแรกอย่าง เตโอ แอร์กน็องเดซ ก็คัมแบ็กมาเป็นตัวจริง
1
อย่างไรก็ตาม ซลาตัน มีความฟิตไม่พอที่จะได้ออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรก ขณะที่ ราฟาเอล เลเอา ก็ดันมาเป็นนักเตะรายล่าสุดที่บาดเจ็บเพิ่ม ทำให้คนที่ถูกจับยืนหน้าเป้าในเกมนี้คือ ซามู กาสตีเยโฆ่
อีกคนที่เจอปัญหาบาดเจ็บรบกวนก็คือแบ็กขวาที่เป็นตัวจริงในนัดแรก และเดี้ยงในช่วงท้ายเกมอย่าง ดาวิเด้ คาลาเบรีย ทำให้ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสอย่าง ปิแอร์ คาลูลู คือคนที่ได้ลงเล่นแทน
ปิโอลี่ วางระบบให้มิลานเล่นเกมนี้ด้วยหมาก 4-2-3-1 เหมือนกับทีมเยือน ซึ่งนอกจาก คาลูลู, แอร์กน็องเดซ, ชัลฮาโนกลู และ กาสตีเยโฆ่ แล้ว อีก 7 ตำแหน่งคือคนที่เป็นตัวจริงในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งหมด
ด้วยความที่ เอซี มิลาน ขอแค่ไม่เสียประตูก็เข้ารอบ จึงพยายามดึงจังหวะเกมให้ช้า และคุมพื้นที่กันอย่างรัดกุม ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเร่งเกมบุกเพราะต้องยิงให้ได้ก่อนเท่านั้น ถึงจะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทำให้ช่วง 15 นาทีแรก ทีมเยือนพยายามดันสูงโหมบุกใส่ก่อน
จุดแข็งของมิลานคือคู่มิดฟิลด์ตัวกลางที่แข็งแกร่งอย่าง ซูอาลิโอ เมอิเต้ และ ฟร้องค์ เคสซิเย่ ทำให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แทบไม่มีพื้นที่เล่นได้ถนัดจนต้องถอยลงต่ำ และพยายามจ่ายบอลยากๆ หลายครั้งเพื่อเอาชนะโซนรับที่รัดกุมของเจ้าถิ่นให้ได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในครึ่งแรก สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสกลายเป็นคนที่ทำบอลเสียบ่อยที่สุดของทีมปีศาจแดง เมื่อบวกกับสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์นักของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และการเล่นที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ของ แดเนียล เจมส์ ทำให้ความพยายามบุกโจมตีเร็วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดประสิทธิภาพไปในจังหวะจะเข้าทำ
โอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะนำก่อนสุดๆ คือช็อตที่ได้โต้กลับเร็วในนาทีที่ 21 ที่มิลานเทกันขึ้นไปสูงแล้วเสียบอลจนโดนสวน ซึ่ง แดเนียล เจมส์ ได้กระชากขึ้นหน้าเข้าพื้นที่สุดท้ายด้วยความเร็วสูงในสถานการณ์ 2 ต่อ 1 ซึ่ง เมสัน กรีนวู้ด วิ่งหาช่องได้สวยแล้วเชียว
ถ้าหาก เจมส์ ตัดสินใจจ่ายบอลช็อตนั้นให้เร็วๆ “เจ้าไม้เขียว” จะได้หลุดไปยิงเดี่ยวๆ แต่น่าเสียดายที่ปีกทีมชาติเวลส์เลือกที่จะกระชากไปเอง จนโดนกองหลังมิลานบีบจนไม่มีมุมทำอะไร และสุดท้ายก็โดน ฟิคาโย่ โทโมรี่ ตัดบอลไปได้
การบุกที่ไม่ค่อยได้น้ำได้เนื้อ ทำให้ ลุค ชอว์ ต้องพยายามเติมขึ้นไปช่วยเกมรุกบ่อยครั้ง แต่ก็แลกมาด้วยการเปิดพื้นที่ให้ เอซี มิลาน ได้สวนง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งหลังจากที่ผีแดงพลาดโอกาสทองในนาที 21 กลายเป็นว่าเจ้าบ้านเกือบได้ประตูหลายต่อหลายครั้งทีเดียว
ยังดีที่เกมรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังช่วยกันป้องกันได้แบบไม่มีข้อผิดพลาด ทำให้สกอร์ในครึ่งแรกยังคงเสมอกัน 0-0 แล้วไปวัดกันใหม่ใน 45 นาทีหลัง
ทันทีที่เริ่มครึ่งหลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ แก้เกมทันทีด้วยการส่ง ปอล ป็อกบา ลงมาเป็นตัวทำเกมทางฝั่งซ้ายแทนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด
เหตุผลสำคัญในการส่งดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสลงมา ประการแรกคือสภาพร่างกายของ แรชฟอร์ด ยังไม่เต็มร้อยหลังเพิ่งหายเจ็บข้อเท้ากลับมาไม่นาน ถ้าฝืนใช้งานต่อในเกมที่ต้องช่วยกันเคลื่อนที่เยอะแบบนี้ เขาอาจจะเจ็บจนพลาดเกม เอฟเอ คัพ วันอาทิตย์นี้กับ เลสเตอร์ ได้
ส่วนประการที่สอง นั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องมีใครสักคนลงไปช่วยสร้างความแตกต่าง หลังจากที่การบุกในครึ่งแรกทำได้ไม่น่าพอใจ
การลงสนามมาของ ป็อกบา กลายเป็นทีเด็ดที่ตัดสินชัยชนะในเกมนี้ให้ทีมปีศาจแดงทันที เพราะเขาใช้เวลาเพียง 2 นาทีเศษตั้งแต่ถูกเปลี่ยนลงมา ยิงประตูสำคัญได้สำเร็จ
ประตูชัยของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีจุดเริ่มต้นการเซตเกมบุกมาจากลูกทุ่ม ตามด้วยการเคลียร์บอลกันไม่เด็ดขาดของเจ้าบ้าน จนทำให้บอลขลุกขลิกในกรอบเขตโทษ แต่ยังไงก็ต้องปรบมือให้ความยอดเยี่ยมของ ป็อกบา ที่ได้บอลเป็นคนสุดท้าย ก่อนดึงจังหวะชิพข้าม จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น
1
ไม่เพียงแต่เป็นคนทำประตูชัยเท่านั้น แต่การลงสนามมาของ ป็อกบา ทำให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีพื้นที่เล่นง่ายขึ้นกว่าในครึ่งแรก เพราะไม่ต้องแบกภาระการสร้างสรรค์เกมอยู่คนเดียว
ขณะที่ตัวของมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสเองก็ช่วยทีมได้ดีมาก ทั้งการดึงจังหวะเก็บบอลไว้กับตัวเพื่อทำลายเวลา, การสร้างสรรค์โอกาสลุ้นประตูให้ทีมได้ 2 หน และการช่วยเกมรับ โดยลงต่ำไปดักตัดบอลสวยๆ ให้เห็นหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะแบบที่ไม่เสียประตู แน่นอนว่าต้องให้เครดิตกับนักเตะแนวรับทุกคนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ของเกมนี้ได้เลยทีเดียว
ในครึ่งเวลาแรก มีจังหวะหนึ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบงานเข้า เมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายคืนหลังพลาดไปเข้าทาง ซามู กาสตีเยโฆ่ ฉกบอลไปได้ และจ่ายบอลให้ ฟร้องค์ เคสซิเย่ เติมขึ้นมากำลังจะได้ยิงด้วยซ้ายเน้นๆ ในเขตโทษ แต่คนที่ล้มตัวสกัดทิ้งออกมาช่วยชีวิตทีมเยือนจังหวะนั้นเอาไว้ก็คือ ลินเดอเลิฟ
ลินเดอเลิฟ มีสถิติตัดบอลได้ 5 ครั้งและเคลียร์บอลทิ้งได้ 5 หนเท่ากับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แต่ปราการหลังทีมชาติสวีเดนมีช็อตเข้าตากรรมการมากกว่านิดๆ ด้วยการบล็อคลูกสำคัญในครึ่งหลังให้เห็นหนึ่งครั้ง
1
นอกจากคู่เซนเตอร์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ต้องชมความแน่นอนของ ดีน เฮนเดอร์สัน ด้วย ที่ไม่มีความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้นในการตัดบอลและยืนตำแหน่ง โดยมีจังหวะเซฟสำคัญในนาที 74 ที่กระโดดปัดลูกโหม่งของตัวสำรองอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ได้ขึ้นโขกเน้นๆ เกือบจมตาข่าย ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสจะแจ้งครั้งสุดท้ายในเกมนี้ของ เอซี มิลาน เลยก็ว่าได้
นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เฮนเดอร์สัน เสียไปแค่ประตูเดียวจากการลงสนาม 9 นัดรวมทุกรายการ กวาดคลีนชีตถึง 8 ครั้ง แน่นอนว่าผลงานแน่นอนขนาดนี้ เขาดีพอที่จะทำให้ ดาบิด เด เคอา ต้องนั่งสำรองเขาได้ไม่ยากเลย
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ยกย่องแนวรับของทีมในเกมนี้เสียยกใหญ่ว่า “ดีน มีจังหวะเซฟมหัศจรรย์ในช่วงท้ายเกมจากนักเตะที่ยิ่งใหญ่ (ซลาตัน) และผมพอใจมากกับการเล่นเกมรับของทุกคน”
“จากแดนหน้า คุณได้เห็น แดน เจมส์, เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทั้ง 4 คนต่างเพรสซิ่งกันแบบที่เคยทำ”
“พวกเรารู้อยู่เสมอว่าตัวรับทั้ง 6 คนของเรา ด้วย สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด และแผงแบ็กโฟร์ ต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา”
การโค่นคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 16 ทีมอย่าง เอซี มิลาน ได้สำเร็จ ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่จำเป็นต้องกลัวใครอีกแล้วในรายการนี้ เพียงแต่ว่าถ้าต้องการเพิ่มความสะดวกในการลุ้นรักษาอันดับ 2 ในลีก การจับสลากไปเจอทีมที่ชื่อชั้นเป็นรองน่าจะช่วยให้งานง่ายขึ้น
ย้อนไปหลังจบเกมเลกแรก ที่ สเปอร์ส เปิดบ้านชนะ ดินาโม ซาเกร็บ ได้ก่อน 2-0 ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับโดน เอซี มิลาน ตีเสมอในช่วงทดเจ็บที่บ้านตัวเอง ใครจะไปคิดว่าในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมปีศาจแดงจะกลายเป็นเต็งหนึ่ง ส่วนไก่เดือยทองของ โชเซ่ มูรินโญ่ ตกรอบไป
จากชัยชนะที่ ซาน ซีโร่ ทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ยังคงรักษาสถิติพาผีแดงเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของการแข่งขันทุกรายการได้เป็นอย่างน้อยต่อไป ในยุคที่มีเขาเป็นกุนซือ
โปรแกรมนัดหน้าที่จะบุกเยือน เลสเตอร์ วันอาทิตย์ เขากำลังลุ้นที่จะพาทีมบุกชนะ เพื่อผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ อีกครั้ง และทำให้สถิติไม่แพ้นอกบ้านรวมทุกรายการ ขยับเพิ่มเป็นนัดที่ 14 ติดต่อกันให้ได้
แน่นอนว่าตราบใดที่ โซลชาร์ ยังไม่สามารถนำความสำเร็จในรูปแบบถ้วยรางวัลมาให้ทีมได้สำเร็จ มันก็จะยังคงมีแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด หลายๆ คนไม่เชื่อมือเขาต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดี
แต่จากผลงานรวมทุกถ้วยที่เราได้เห็นในซีซั่นนี้ ผมคิดว่าต้องมีคนสังเกตเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามันมีพัฒนาการขึ้นมาชัดเจนมากหากเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว และอคติกับแฟนบอลก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไป หากทิศทางของทีมดูน่าพอใจมากขึ้น
ซึ่งสิ่งที่เราได้เห็นตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ...
แต่พวกเขาจะไม่ใช่ทีมที่ใครก็จะเอาชนะง่ายๆ หรือเขี่ยตกรอบรายการใดง่ายๆ อย่างแน่นอน
#เสียบสามเหลี่ยม #ผีแดง #แมนยู #แมนฯยูไนเต็ด #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #โซลชาร์ #ดีนเฮนเดอร์สัน #ลินเดอเลิฟ #แม็กไกวร์ #ป็อกบา #ปีศาจแดงดำ #มิลาน #เอซีมิลาน #พรีเมียร์ลีก #เซเรียอา #ยูโรปาลีก
    ปฏิรูป
    สภาพของโอเล่ เหมือนท่านเซอร์ตอนเข้ามารับงานใหม่ๆ สุดท้าย จากไปอย่างยิ่งใหญ่ เป็นกำลังใจให้น้าลูกอม ทำได้อย่างนั้นครับ