17 เม.ย. เวลา 02:08 • การเมือง
ทรัมป์อุ่นเครื่องเตรียมหาเสียงปี 2024
ถึงแม้ว่า “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งไปแล้วกว่าห้าเดือนและกำลังเผชิญการต่อสู้ทั้งทางคดีอาญาและคดีแพ่งหลายๆคดีก็ตาม แต่ปรากฏว่าเขายังคงวางตัวเฉยๆสบายๆประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แถมยังจัดเตรียมทีมงานระดมกำลังวางแผนเพื่อลงแข่งขันประธานาธิบดีในปี 2024 ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
โดยปกติประธานาธิบดีแทบทุกคนหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น ส่วนใหญ่มักจะผันตัวหันไปเขียนหนังสือเล่าถึงความทรงจำ (Memoir) เพื่อระดมทุนหาเงินไปก่อตั้งหอสมุดในชื่อของตนเองบ้าง หรือตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไรเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคม และส่วนใหญ่ก็มักจะหลีกทางให้แก่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่อยู่ในตำแหน่งให้บริหารประเทศ!!!
แต่ทว่าประธานาธิบดีทรัมป์กลับมิได้แสดงบทบาทดังที่กล่าวมาข้างต้น กลับทำตัวตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
อนึ่งเวลาการเลือกตั้งก็ได้ผ่านไปแล้วถึงห้าเดือนกว่าๆ และถึงแม้ว่าหนทางต่อสู้เพื่อต้องการจะพลิกผลการเลือกตั้งของเขาก็หมดสิ้นไปแล้ว แม้ว่าเขาจะยื่นฟ้องไปแล้วกว่า 60 คดีแถมยังแพ้คดีในศาลสูงสุดอีกสองคดีก็ตาม แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังมิได้แสดงสปิริตในการมีน้ำใจนักกีฬาออกมาประกาศการพ่ายแพ้แต่อย่างใด เขายังคงออกมาร้องแรกแหกกระเชอปฏิเสธว่า “ตนเองมิได้พ่ายแพ้การเลือกตั้ง แต่ที่พ่ายแพ้เพราะถูกโกง” และปรากฏว่าฐานการเมืองของเขายังหลงเชื่อถึง 60% โดยเขามักจะโทรศัพท์ไปขอออกรายการตามสถานีโทรทัศน์หรือไม่ก็ตามสถานีวิทยุที่เขาเองเคยเป็นพันธมิตร!!!
และหากว่าเขาไม่ถูกสื่อสังคมทางโลกโซเชียลออนไลน์ต่างๆอาทิเช่น ทวิตเตอร์ หรือเฟสบุ๊ก ระงับการใช้บัญชีของเขาแล้วละก็ เขาคงจะต้องกระหน่ำพ่นพิษโจมตีก่อกวนประธานาธิบดีโจ ไบเดน จนสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน นอกเหนือจากการกระทำห่ามๆขั้นต้นแล้วนั้น ยังปรากฏอีกว่า วิธีการที่ทีมงานหาเงินบริจาคให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไร้จริยธรรม
จากการรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อวันที่ 5 เมษายนนี้ ที่ได้กลายเป็นข่าวอื้อฉาว ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เปิดเผยออกมาว่า ทีมงามของประธานาธิบดีทรัมป์สามารถหาเงินเรี่ยไรได้จำนวนมหาศาล เพราะพวกเขาอ้างต่อบรรดาผู้บริจาคฐานเสียงว่า “จะนำเงินไปใช้ต่อสู้เรื่องถูกโกงการเลือกตั้ง”
แต่แท้ที่จริงแล้วทีมงานของประธานาธิบดีทรัมป์มิได้นำเงินบริจาคไปใช้ต่อสู้แต่อย่างใด แต่พวกเขากลับนำเงินบริจาคเหล่านั้นไปใช้คืนให้แก่ผู้บริจาคก่อนหน้านี้ที่ถูกทีมงานของประธานาธิบดีทรัมป์ถอนเงินจากบัญชีออกมาแบบผิดกฎหมายซ่อนเงื่อนมีลับลมคมใน
โดยผู้บริจาครายหนึ่งที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า สเตซี แบลทท์ (Stacy Blatt) อายุ 63 ที่พำนักอาศัยอยู่ที่รัฐแคนซัส ซึ่งเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เธอเล่าว่าเมื่อเดือนกันยายนปีกลายเธอได้ยินนักจัดการรายการวิทยุชื่อดังออกมาป่าวประกาศในรายการว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเดือดร้อนต้องการระดมทุนใช้ในการหาเสียง เมื่อเธอได้ยินดังนั้นจากการที่เธอนิยมชมชอบเป็นติ่งของประธานาธิบดีทรัมป์จึงได้บริจาคเงินไปทั้งสิ้น 500 เหรียญ โดยเธอคิดว่าคงจะเป็นการบริจาคเงินเพียงแค่ครั้งเดียว แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพราะวันต่อมาเงินอีกห้าร้อยเหรียญก็ได้ถูกถอนออกจากบัญชีและทุกๆสัปดาห์เงินของเธอก็ได้ถูกถอนออกจากบัญชีห้าร้อยเหรียญ จนเงินที่อยู่ในบัญชีของเธอสามพันเหรียญหมดเกลี้ยงภายในพริบตา มีผลทำให้บัญชีของเธอต้องถูกปิดเพราะถอนเงินเกินบัญชีและเธอเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง
เหยื่ออีกรายหนึ่งชื่อว่า “วิคเตอร์ อเมริโน” (Victor Amelino) อยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้บริจาคเงินผ่านทางออนไลน์เริ่มต้นด้วยเงินจำนวน 990 เหรียญ และได้ถูกถอนออกไปเรื่อยๆรวมเป็นเงินทั้งหมด 8,000 เหรียญ!!!
ด้วยกลเม็ดอันแสนแยบยลแบบสกปรกๆเยี่ยงนี้ มีผลทำให้ทีมงานของประธานาธิบดีทรัมป์และคณะกรรมการกลางของพรรครีพับลิกันต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริจาคถึง 530,000 ราย รวมเป็นยอดเงินทั้งหมด 64.3 ล้านเหรียญ โดยข่าวนี้ยังถูกตีพิมพ์ใน Newsweek, The Daily Beast และ MSN เป็นต้น
และจากรายงานล่าสุดของสถานีโทรทัศน์ NBC News เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2021 นี้ เปิดเผยออกมาว่า ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง วันที่ 23 พฤศจิกายน 2020 ค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเงินบริจาค 495 ล้านเหรียญ และหลังจากวันเลือกตั้งผ่านไปเขาก็ยังได้รับเงินบริจาคเพิ่มเติมอีก 207.5 ล้านเหรียญโดยเงินบริจาคครั้งล่าสุดนี้เขาอ้างว่า “จะนำไปใช้ต่อสู้ในการที่ถูกโกงการเลือกตั้ง”
และจากรายงานข่าวหลายกระแสรวมทั้งสำนักข่าวรอยแตอร์ได้รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีเงินสดอยู่ในมือเพื่อเตรียมลงเลือกตั้งปี 2024 เป็นเงิน 85 เหรียญแล้วด้วย
สำหรับเรื่องเร่งด่วนในกรณีที่เกี่ยวข้องทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่งหลายๆคดีที่ประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ในข่ายเป็นผู้ต้องสงสัย และกำลังเป็นที่สนใจของทั้งสื่อและคนอเมริกันนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ทำทีว่ามิได้เป็นเรื่องร้ายแรงกวนอกกวนใจแต่อย่างใด
ส่วนในกรณีหลักฐานการเสียภาษีขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อห้าปีก่อนนั้น ที่เขาเคยให้สัญญาว่า จะเปิดเผยหลักฐานการเสียภาษี หลังจากที่ได้รับเลือกเข้าสู่ทำเนียบขาว แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพราะเขาพลิกลิ้นกลับลำอ้างว่า กรมสรรพากรกำลังตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีของข้าพเจ้าอยู่”
แต่เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์พ้นออกจากตำแหน่ง ปรากฏว่าหลักฐานการเสียภาษีที่มีเป็นหมื่นๆหน้าของเขา ในขณะนี้ได้ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯอนุมัติให้อัยการของนครแมนฮัตตัน สามารถทำการตรวจสอบได้ สืบเนื่องมาจากอัยการแห่งนครแมนฮัตตันมีความสงสัยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี” พวกเขาจึงเริ่มรวบรวมหลักฐานต่างๆจากหลายๆแหล่งเอาไว้ล่วงหน้ามาแล้วกว่าสองปี!!!
และในเวลาเดียวกันอัยการของรัฐนิวยอร์กก็กำลังตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีเกี่ยวกับธุรกิจของเขาด้วยเช่นกัน โดยคดีที่อัยการแห่งนครแมนฮัตตันยื่นฟ้องนั้นเป็นคดีอาญา ส่วนคดีที่อัยการของรัฐนิวยอร์กฟ้องร้องนั้นเป็นคดีแพ่ง
อย่างไรก็ตามขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังต้องเผชิญกับการที่รัฐจอร์เจียฟ้องร้องอีกสองคดีเกี่ยวกับการที่เขาพยายามผลักดันให้มีการพลิกโผการเลือกตั้ง ทั้งๆที่มีการนับคะแนนไปแล้วถึงสามครั้งสามครา
อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังมีข้อกล่าวหาที่กำลังถูกตรวจสอบว่า เขามีส่วนพัวพันอยู่เบื้องหลังที่ยุยงส่งเสริมใหกลุ่มม็อบผู้ประท้วงบุกเข้าไปในรัฐสภาสหรัฐฯเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 เพื่อผลักดันให้ “อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์” ไม่ยกมือรับรองการเลือกตั้ง
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มิได้มีจิตวิญญาณของการเป็นนักการเมือง และถึงแม้ว่าเขาจะมีฐานการเมืองที่จงรักภักดีอย่างแนบแน่นและพร้อมที่จะควักกระเป๋าบริจาคเม็ดเงินให้แก่เขาก็ตาม แต่เขากลับมิได้ตอบแทนความรักให้กับบรรดาฐานเสียงที่เทใจแก่เขาอย่างจริงใจ ส่วนเรื่องคดีต่างๆนั้น เขาคงคิดว่าไม่ยากนักที่จะหาผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายดำเนินการแก้ต่างให้เขาในทุกๆคดี และหากว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังสามารถรักษาคะแนนนิยมเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เฉลี่ยแล้วมีถึง 60% ส่วนด้านบริหารจัดการโรคโควิด-19 อยู่ที่ 73% ก็คงยากที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งสมัยหน้าได้อย่างง่ายๆละครับ
คอลัมน์:คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ
โดย : ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย