มีบัญชีอยู่แล้ว?
ย้อนไปในคืนที่บรรดาเด็กหงส์หงุดหงิดกันถ้วนหน้าหลังจากเห็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จงใจพักตัวหลักไว้ยกชุด จน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดน เลสเตอร์ ซิตี้ บุกอัดคาบ้าน 1-2 ดูเหมือนว่าโอกาสลุ้นไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าของ ลิเวอร์พูล แทบจะหมดลุ้นแล้วด้วยซ้ำในเมื่อวานซืน
แต่หลังจากเวลาผ่านไปอีกเพียง 2 วัน ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับมาเป็นฝ่ายกุมชะตาลุ้นไปเล่น UCL ไว้ในมือตัวเองอย่างเต็มตัวแล้ว
1
เชลซี ของ โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งผลงานกำลังดีวันดีคืน จู่ๆ ก็แพ้ทีมที่ได้ลุ้นแค่โควตา ยูโรปา ลีก อย่าง อาร์เซน่อล คาบ้านไป 0-1 ในคืนวันพุธ
ถ้าหากทีมสิงห์บลูส์ไม่สะดุด หงส์แดงจะมีคะแนนตามหลังอันดับ 4 ไม่น้อยกว่า 9 คะแนน แต่พอเชลซีดันมาแพ้ ทำให้ความสำคัญของ 3 แต้มในเกมแดงเดือดที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
1
และสุดท้าย ลิเวอร์พูล ก็ทำได้ ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่อาจจะสร้างความสุขให้แฟนหงส์แดงมากที่สุดในฤดูกาลนี้ได้เลยทีเดียว
- ชนะในเกมแดงเดือดนัดสำคัญ แถมยังทำให้ทีมคู่ปรับตลอดกาลแพ้คาบ้าน แน่นอนว่าระดับความสะใจต้อง 10 เต็ม 10
- สามารถบุกคว่ำผีแดงถึงโรงละครแห่งความฝันได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากทำได้หนสุดท้ายในเดือนมีนาคม 2014 ตอนที่ เดวิด มอยส์ ยังเป็นผู้จัดการทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด
- เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถคุมทีมคว้าชัยที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต
- โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กลับมายิงได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 เดือนแถมเหมา 2 ลูก ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยิงตอกฝาโลง ก็ขึ้นไปนำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ร่วมกับ แฮร์รี่ เคน แล้ว
- สถานการณ์ล่าสุดบนตารางคะแนน ไล่จี้ เชลซี แค่ 4 แต้ม และตามหลัง เลสเตอร์ เหลือเพียง 6 คะแนน โดยที่หงส์แดงลงแข่งน้อยกว่า 1 นัด แถมเกมนัดที่ 37 สิงห์บลูส์กับจิ้งจอก จะต้องตัดแต้มกันเองอีกต่างหาก
- โปรแกรม 3 นัดสุดท้าย ถือว่าไม่เกินความสามารถที่จะเก็บได้ 9 คะแนนเต็ม เพราะล้วนเจอทีมครึ่งล่างของตารางที่ไม่มีลุ้นอะไรแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (เยือน), เบิร์นลี่ย์ (เยือน) และ คริสตัล พาเลซ (เหย้า)
ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยแง่บวก และ ลิเวอร์พูล ก็คู่ควรที่จะเป็นผู้ชนะในเกมคู่สำคัญเมื่อคืนนี้อย่างแท้จริง
มีสัญญาณแปลกๆ จาก “แฮนดิแคป” ตั้งแต่ก่อนแข่ง ที่ยกให้ ลิเวอร์พูล เป็นต่อ ทั้งที่เล่นเป็นทีมเยือน แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แทบจะฟูลทีม ขาดตัวหลักแค่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เพียงคนเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่า แม็กไกวร์ คือผู้เล่นคนสำคัญสุดๆ ของผีแดง แต่ เอริก ไบยี่ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็น่าจะเป็นคู่เซนเตอร์ที่น่าไว้ใจมากกว่า เนธาเนียล ฟิลลิปส์ กับ รีส วิลเลี่ยมส์ ไม่ใช่หรือ?
ถึงแม้พวกตัวรุกหงส์แดง รวมถึงฟูลแบ็กจอมบุกทั้ง 2 ฝั่งยังพร้อมลงสนามกันครบ แต่เจ้าบ้านก็พร้อมรบด้วยเหมือนกันนี่นา หลังจากเก็บ ปอล ป็อกบา, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, เอดินสัน คาวานี่, มาร์คัส แรชฟอร์ด, อารอน วาน-บิสซาก้า และ ลุค ชอว์ เอาไว้ลงตัวจริงในเกมนี้โดยเฉพาะ
…………………………
ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ว่า ลิเวอร์พูล เอาอะไรมาได้เปรียบ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเรื่องของสภาพความฟิต
ระหว่างวันเสาร์ที่ 24 เมษายน มาจนถึงคืนวันพุธที่ 12 พฤษภาคม รวมเป็นจำนวน 19 วัน ทีมหงส์แดงมีโปรแกรมลงสนามไปแค่ 2 นัดนับรวมทุกรายการ เนื่องจากตกรอบฟุตบอลรายการอื่นไปหมดแล้ว
ส่วนทีมปีศาจแดงที่ช่วงที่ผ่านมาเอาจริงเอาจังกับการลุ้นแชมป์ ยูโรปา ลีก และหวังคว้าอันดับ 2 พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ให้ได้ มีโปรแกรมแข่งถึง 5 นัดนับรวมทุกถ้วยในช่วงเวลาเดียวกัน เฉลี่ยแล้วต้องลงสนามทุกๆ 3 วัน โดยที่ขุมกำลังที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ไว้ใจ ถือว่ามีจำกัด
1
นั่นคือเหตุผลว่าทำไม โซลชาร์ ถึงบ่นอุบกับการที่พรีเมียร์ลีกจัดคิวเตะใหม่ให้พวกเขาแบบ “วันเว้นวัน” ราวกับว่าเป็นการแข่งขันฟุตบอลระดับสมัครเล่น
1
เพราะหลังจากจบเกมบุกชนะ แอสตัน วิลล่า 3-1 เมื่อวันอาทิตย์ พวกเขาก็ไม่มีโอกาสลงทีมซ้อมกันอีกเลย เนื่องจากนักเตะต้องใช้เวลาไปกับการพักฟื้นร่างกาย ส่วนทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชก็มีเวลาทำการบ้านเรื่องแท็กติกน้อยเกินไป
ก่อนเกมแดงเดือดนัดล่าสุด ลิเวอร์พูล ลงสนามนัดสุดท้ายไปตั้งแต่คืนวันเสาร์ จึงมีเวลาเก็บความฟิต และเตรียมทีมเพื่อศึกสำคัญได้อย่างเต็มที่ไม่น้อยกว่า 4 วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าถิ่นทำไม่ได้ จากการที่โดนอัดโปรแกรมแข่งราวกับเป็นบทลงโทษของการที่แฟนบอลก่อม็อบวุ่นวาย
ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นกันด้วยสภาพร่างกาย ถ้าทีมไหนฟิตกว่ามากๆ โดยที่ศักยภาพผู้เล่นไม่ได้ห่างชั้นอะไรกันมากมายนัก ยังไงทีมนั้นก็ได้เปรียบ
ต่อให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะพักตัวหลักไว้หลายคน โดยยอมเสี่ยงกับการแพ้ เลสเตอร์ คาบ้านในรอบ 23 ปี แต่ความเป็นจริงก็คือ โซลชาร์ วางโปรแกรมลงทีมซ้อมกันไม่ได้เพราะมีแข่ง และต้องใช้เวลาไปกับการให้ลูกทีมศึกษาแท็กติก และเรียกความฟิตเบาๆ ไปแทน
นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นต่อ ถึงแม้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เคยชนะที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ตาม
จุดที่เจ้าบ้านต้องการจะโจมตีใส่ ลิเวอร์พูล มากที่สุด ก็คือคู่เซนเตอร์แบ็กอ่อนประสบการณ์อย่าง แนท ฟิลลิปส์ และ รีส วิลเลี่ยมส์ พวกแนวรุกจึงพยายามวิ่งขึ้นบีบสูง เพื่อให้ 2 คนนี้ก่อความผิดพลาดออกมา และทำให้ทีมเยือนตั้งเกมจากแดนหลังไม่ได้
สัญญาณว่าแนวรับของหงส์แดงก็ไม่ค่อยน่าไว้วางใจมีให้เห็นตั้งแต่ 5 นาทีแรก ที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ จ่ายบอลให้ รีส วิลเลี่ยมส์ เบาเกินไป ทำให้ เอดินสัน คาวานี่ ได้ส้มหล่น แต่โชคดีที่ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัยฉวยโอกาสทองลงโทษทีมเยือนไม่สำเร็จ
ประตูขึ้นนำ 1-0 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่พรีเมียร์ลีกให้เป็นเครดิตของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (ไม่ใช่การทำเข้าประตูตัวเองของ แนท ฟิลลิปส์) แม้ต้องปรบมือให้กับความเหนือชั้นในการยิงลูกไซด์ก้อยของบรูโน่ แต่การยืนตำแหน่งของ 2 เซนเตอร์ที่ได้จับคู่กันเป็นครั้งที่ 3 ในฤดูกาลนี้ ก็ยังดูมั่วๆ ลนๆ อย่างเห็นได้ชัด
ช่วงต้นเกม ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเกมง่ายของผีแดง เจ้าถิ่นเองก็ต้องการปิดเกมไวๆ จึงไม่เพลาเครื่องในการวิ่งบีบเพรสซิ่งแดนบนใส่แนวรับหงส์แดง จนทีมเยือนตั้งเกมขึ้นมาจากแดนหลังไม่ได้เลย
แต่จริงๆ แล้ว คู่เซนเตอร์แบ็กของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ขาดเสาหลักอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไป ก็เป็นจุดอ่อนของเจ้าบ้านด้วยเช่นกัน
ด้วยความที่ แม็กไกวร์ คือนักเตะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ “ใช้ไม่พัก” นั่นทำให้เราแทบไม่ได้เห็นการจับคู่เซนเตอร์กันระหว่าง เอริก ไบยี่ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ สักเท่าไร
ความเป็นจริงก็คือ ในฤดูกาล 2020-21 นี้ ไบยี่ เคยลงตัวจริงคู่กับ ลินเดอเลิฟ มาแค่ 2 นัดเท่านั้นนะครับ และไม่เคยลงยืนเซนเตอร์คู่กันในพรีเมียร์ลีกภายใต้ระบบกองหลังแบ็กโฟร์มาก่อน
2 เกมที่ปราการหลังทีมชาติสวีเดนเล่นร่วมกับดาวเตะทีมชาติไอวอรี่โคสต์ คือศึก คาราบาว คัพ รอบ 4 นัดที่บุกชนะ ไบรท์ตัน 3-0 ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล และเกม ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย เลก 2 ที่เปิดบ้านเสมอ เรอัล โซเซียดัด 0-0
ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการจับคู่กันแล้วไม่เสียประตู แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้ง 2 เกมที่ว่า แทบไม่เจอความกดดันอะไรมากมาย
เพราะ ไบรท์ตัน ก็ส่งทีมชุดสำรองลงเล่นบอลถ้วย ขณะที่ โซเซียดัด ไม่หวังอะไรแล้วในการเยือนโรงละครแห่งความฝัน หลังจากที่แพ้เกม ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีมเลกแรกถึง 0-4
สิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สูญหายไปหลังจากอาการบาดเจ็บของปราการหลังกัปตันทีม อย่างแรกก็คือพวกเขาขาดคนที่โดดเด่นในเรื่องการเล่นลูกกลางอากาศ
2 ประตูที่ทีมปีศาจแดงเสียในครึ่งแรก ล้วนมีที่มาจากจังหวะเซตพีซ
ประตูตีเสมอ 1-1 ของหงส์แดง มาจากจังหวะที่ผู้เล่นปีศาจแดงป้องกันลูกเตะมุมกันได้ไม่เด็ดขาด ก่อนที่ เนธาเนียล ฟิลลิปส์ จะเลี้ยงบอลไปตวัดยิง แล้วเป็น ดีโอโก้ โชต้า ที่ไขว้เปลี่ยนทางเข้าไปโดยไม่ล้ำหน้า
ประตูนำ 2-1 ที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดฟรีคิกไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ โขกเบียดเสาเข้าไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก ถ้าหากมี แม็กไกวร์ อยู่ในสนาม กองหน้าทีมชาติบราซิลอาจไม่ได้หลุดไปโหม่งง่ายแบบนั้น
…………………………
อย่างที่ 2 คือทัพ เร้ด อาร์มี่ ขาดคนที่เป็นพื้นฐานในการตั้งเกมจากแดนหลัง และเป็นผู้บัญชาการแนวป้องกันก่อนถึงผู้รักษาประตู
ประตูที่ 3 และ 4 ล้วนมีที่มาจากความพยายามพาบอลลุยขึ้นไปแล้วโดนตัดบอลได้ โดยลูก 3-1 เป็น ลุค ชอว์ ที่เลี้ยงไปติด โชต้า ก่อนที่ ฟีร์มิโน่ จะจ่ายให้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ตะบันไปโดน ดีน เฮนเดอร์สัน รับกระฉอกเข้าทาง ฟีร์มิโน่ ซ้ำเข้าไป
ส่วนประตู 4-2 จุดเริ่มต้นคือการพาบอลขึ้นไปทำเสียของ เนมานย่า มาติช และสถานการณ์ในนาทีสุดท้าย แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีอะไรจะเสียจึงไม่ระวังหลัง นั่นจึงนำมาสู่การกระชากหลุดเดี่ยวจากระยะเกินกว่าครึ่งสนามของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
…………………………
และอย่างที่ 3 ด้วยความที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ คือนักเตะที่ปกติจะลงเล่นอยู่ทุกเกม เมื่อเขาขาดหายไปกะทันหันในสัปดาห์ที่ทีมไม่มีเซสชั่นซ้อมจริงจัง ทำให้ความเข้าใจกันระหว่างนักเตะในสนามทั้งตอนมีบอลและไม่มีบอล มันไม่เหมือนเดิม
คนที่ได้รับผลกระทบไปชัดเจนนอกเหนือจากเซนเตอร์อย่าง ลินเดอเลิฟ ก็คือ ลุค ชอว์ และ เฟร็ด เพราะเป็นผู้เล่น 2 คนที่ปกติจะรับ-ส่งบอลกับ แม็กไกวร์ มากที่สุด และนั่นทำให้จังหวะประสานงานกับเพื่อนยังขาดๆ เกินๆ
อันที่จริง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้เล่นเป็นรองอะไรนะครับ พวกเขามีโอกาสลุ้นยิงอยู่หลายครั้ง แต่ขาดความเฉียบคมที่ทำให้ใกล้เคียงกับการเป็นประตูอย่างชัดเจน
3
หากเปรียบรูปเกมแดงเดือดนัดล่าสุดให้เห็นภาพ น่าจะประมาณเกมพินบอลที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิ่งเล่นยิ่งผิดพลาด พยายามรีบตีบอลขึ้นไปเร่งเก็บแต้ม แต่ยิ่งเร่ง บอลยิ่งดิ่งลงเหวมาตายไปแทนซะงั้น
โชคยังดีที่ทีมปีศาจแดงไม่เสียจุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 26 จากจังหวะที่ เอริก ไบยี่ ปะทะใส่หน้าแข้ง เนธาเนียล ฟิลลิปส์ แล้วผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ ชี้เป็นจุดโทษในตอนแรก เพราะพอไปเช็ควีเออาร์ย้อนหลัง พบว่า ไบยี่ เจตนาเล่นที่ลูกบอลชัดเจนและถึงบอลก่อนอย่างหวุดหวิด
ไม่อย่างนั้นถ้าเกมออกมาทรงนี้ ผีแดงอาจจะเสียประตูมากกว่า 4 ลูก ส่วนโอกาสที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเดี่ยวในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ยังจะอุตส่าห์ยิงให้เฉี่ยวเสาออกหลังไปซะได้ ถือว่าไม่ใช่วันของทีมปีศาจแดงจริงๆ
ในส่วนของเกมรุก นี่คืออีกนัดที่เห็นได้ชัดว่าการจับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไปยืนทางฝั่งขวา ทำให้ไม่สามารถรีดศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
แรชฟอร์ด จะอันตรายที่สุดถ้าหากได้ใช้ความเร็วเลี้ยงจี้จากริมเส้นเข้าหาประตู หากเขายืนทางฝั่งซ้ายจะมีโอกาสลุ้นยิงมากกว่า หรือเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมวิ่งสอดเข้าเขตโทษได้ดีกว่านี้
แต่ด้วยความที่เจ้าของตำแหน่งปีกขวาที่ดีที่สุดในตอนนี้อย่าง เมสัน กรีนวู้ด เพิ่งลงตัวจริงมา 3 นัดติดต่อกัน ทำให้เกมนี้เจ้าหนูวัย 19 ปีต้องได้พักก่อนบ้าง แรชฟอร์ดจึงจำเป็นต้องลงไปยืนทางขวา โดยใช้งาน ปอล ป็อกบา เล่นทางซ้าย
กว่าเกมรุกของทีมปีศาจแดงจะดีขึ้นในครึ่งหลัง ก็ตอนที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ แก้เกมในนาทีที่ 63 (ตอนนั้นตามหลัง 1-3) โดยถอด เฟร็ด ออกไป เพื่อให้ ปอล ป็อกบา หุบเข้าในไปทำเกมตรงกลาง แล้วส่ง กรีนวู้ด ลงไปสร้างความวูบวาบทางขวา เพื่อโยก แรชฟอร์ด ไปเล่นทางซ้าย และหาจังหวะสอดเข้าในเมื่อมีโอกาส
ประตูตีตื้น 2-3 ที่ แรชฟอร์ด วิ่งไปรับลูกจ่ายทะลุช่องของ เอดินสัน คาวานี่ แล้วยิงสวนตัว อลีสซง เข้าไป มาจากการตัดสินใจแก้เกมครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ต้องให้เครดิตกับผู้ชนะอย่าง ลิเวอร์พูล ด้วยที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอยากเป็นผู้ชนะมากกว่า มีการเคลื่อนที่มากกว่า และฮึดใช้พละกำลังวิ่งหาบอลมากกว่าเจ้าบ้านอย่างเห็นได้ชัด
เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คือเจ้าของตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากพรีเมียร์ลีกในเกมนี้ เมื่อเป็นคนทำแอสซิสต์จากการเปิดลูกฟรีคิกให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ โหม่งประตูนำ 2-1 ในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก และเป็นคนยิงไปติดเซฟของ เฮนเดอร์สัน ให้ ฟีร์มิโน่ ซ้ำช่วงต้นครึ่งหลัง ซึ่งทั้ง 2 ประตูนั้นคือจุดตัดสินเกมอย่างแท้จริง
ตัวเลขสถิติของแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษในเกมนี้ถือว่าดีมากๆ เขามีโอกาสยิงถึง 4 ครั้ง มากที่สุดเทียบเท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ดีโอโก้ โชต้า, เป็นคนสร้างโอกาสมากที่สุด (5 หน) ส่วนเกมรับก็มีจังหวะตัดบอลและเคลียร์บอลทิ้งช่วยทีมอย่างละ 3 ครั้ง
นอกจากนั้นแล้ว การที่ 3 แนวรุกที่ได้ออกสตาร์ทเกมนี้อย่าง ซาลาห์, ฟีร์มิโน่ และ โชต้า ล้วนมีชื่อบนสกอร์บอร์ด น่าจะเป็นโมเมนตัมที่ดี ที่จะทำให้ ลิเวอร์พูล มีความมั่นใจมากขึ้น ว่าจะสามารถเก็บ 9 แต้มเต็มจาก 3 เกมที่เหลือได้
ผมไม่คิดว่าการที่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปประท้วงที่หน้า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะเป็นจุดที่ทำให้ทีมปีศาจแดงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะต้องไม่ลืมว่า ลิเวอร์พูล เองก็เจอกับบททดสอบสมาธิและสภาพจิตใจจากความวุ่นวายก่อนเกมด้วยเช่นกัน
ถ้าจะมองว่าการก่อม็อบของผีแดงมันสร้างผลกระทบอย่างไร คงต้องย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ทำให้เกมนั้นซึ่งลงเตะในวัน-เวลาที่เหมาะสมที่สุด ต้องเลื่อนแข่งออกมาจนสร้างผลกระทบมากมายแบบนี้มากกว่า
แฟนบอลประท้วงเจ้าของทีม แต่คนที่เดือดร้อนตัวจริงคือนักเตะและกุนซือ เพราะการโดนจัดโปรแกรมอัดแน่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ทีมไม่พร้อม 100% สำหรับการเล่นแต่ละนัด นำมาสู่ผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจ
แล้วพอผลการแข่งขันออกมาแย่ คนที่ตกเป็นแพะคือใครล่ะ? ถ้าไม่ใช่พวกนักเตะและ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทั้งที่เขาควรจะได้โอกาสทำงานได้สะดวกกว่านี้เพื่อทำผลงานให้มันดีที่สุด
การที่ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายชนะในเกมแดงเดือดด้วยสภาพทีมที่ใช่ว่าจะดีอะไรมาก มันทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าพวกเขาอยู่ในสภาพฟูลทีมทุกตำแหน่ง เล่นอย่างมุ่งมั่นและมั่นใจ พวกเขาน่าจะยังคงเป็นทีมที่เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดนี้อยู่ดี ต่อให้จะเป็นตอนที่ทีมปีศาจแดงจัด 11 ผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดของตัวเองไปสู้ด้วยก็ตาม
1
ฤดูกาลนี้ของพลพรรค เร้ด แมชีน ถูกทำลายด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนของตัวหลักทีละตำแหน่ง บวกกับแนวรุกฟอร์มตกน่าเกลียด มี ซาลาห์ ที่ไว้ใจได้สม่ำเสมอคนเดียว และเจอความกดดันเล่นงานรอบทิศทาง, เจอการตัดสินไม่เป็นใจยิ่งกว่าทีมอื่นๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ใช่ทีมที่อยู่ใน 4 อันดับแรกของตารางตอนนี้
ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนจะมาถึงสัปดาห์นี้ที่เจอโปรแกรมโหดอย่างกับมีคนจ้องฆาตกรรม ปัจจัยสำคัญของผลงานที่ก่อนหน้านี้ดีคงเส้นคงวา คือเรื่องความฟิตและนักเตะตัวหลักไม่บาดเจ็บ
พวกเขาคือทีมใหญ่ที่ผู้คนคาดเดา 11 คนแรกง่ายที่สุดอย่างชัดเจน และถ้า โซลชาร์ มีทีมชุดที่พร้อมใช้งานต่อเนื่อง เขาก็ทำผลงานดีๆ ออกมาให้เห็นได้
เราเห็นกันไปก่อนหน้านี้ในเกมแพ้ โรม่า แล้วว่า ถ้าเปลี่ยนคู่ฟูลแบ็กจาก อารอน วาน-บิสซาก้า กับ ลุค ชอว์ เป็นคนอื่น ผลจะออกมาเป็นยังไง ตามด้วยการเพิ่งรู้ซึ้งว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ สำคัญกับทีมขนาดไหนก็ในตอนนี้
แฟนผีคงอุทานว่า "ชิบหาย" ทุกครั้งแน่ๆ ถ้าได้เห็นภาพ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ล้มลงไปกองกับพื้น แล้วใช้เวลาในการกว่าจะลุกขึ้นยืนมากกว่า 2 นาที
เราเห็นไปแล้วในเกมที่แพ้ เลสเตอร์ คาบ้าน 1-2 ว่าถึงแม้ทีมจิ้งจอกสยามจะเล่นด้วยฟอร์มไม่เข้าฝัก ขาดตัวหลักไปหลายตำแหน่งเหมือนกัน ก็ยังเป็นทีมที่ดีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดที่พักแกนหลักยกชุด
และเราได้เห็นกันไปในเกมนัดล่าสุด ว่าขุมกำลังของปีศาจแดงยังไม่พร้อมรับมือกับปัญหาการขาดแคลนตัวหลักระดับคีย์แมนที่ขาดหายไป แม้จะเป็นเพียงแค่คนเดียวก็ตาม
ทีมฟุตบอลที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีขุมกำลังที่ดี และมีตัวสำรองดีๆ ที่พร้อมทดแทนกำลังหลัก ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอปัญหาอย่างที่ ลิเวอร์พูล พบเจอมาตลอดทางในฤดูกาลนี้ หรืออย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอหลังจากไม่มี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในเกมล่าสุด
ก็เหมือนกันครับ ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ นอกจากงานหลักแล้ว ควรมีรายได้สำรองเอาไว้อีกหลายๆ ทางด้วย มันจะช่วยให้คุณเอาตัวรอดได้ง่ายขึ้น
...บทความนี้สนับสนุนโดย Carebeau Express แอปพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ทุกสิ่ง
เพียงแค่แชร์สินค้าไปยังช่องทางโซเชียลมีเดียของคุณ พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ยิ่งแชร์มาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก
.
👉เพียงสมัคร VIP ฟรี😍😍 ผ่านแอป Carebeau Express
แชร์ลิงค์โพสต์ขาย โพสต์รูป ลงวิดีโอของสินค้าในแอปที่น่าสนใจ
เมื่อมีลูกค้าสนใจ และมีการซื้อขายผ่านลิงค์ที่คุณแชร์
✅ก็รับค่าคอมง่าย ๆ ทุกการสั่งซื้อ ถอนเงินได้ 24 ชม.
''เพราะโอกาสเป็นของทุกคน ........... แคร์บิวเอ็กซ์เพรส''
- สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Link การสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย
#เสียบสามเหลี่ยม #แมนยู #ผีแดง #แม็กไกวร์ #กรีนวู้ด #แรชฟอร์ด #บรูโน่แฟร์นันด์ส #โซลชาร์ #แมนฯยูไนเต็ด #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #คล็อปป์ #แดงเดือด #เทรนท์ #อเล็กซานเดอร์อาร์โนลด์ #โชต้า #แนทฟิลลิปส์ #ฟีร์มิโน่ #ซาลาห์ #ลิเวอร์พูล #แดงเดือด #พรีเมียร์ลีก
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ
    Mobmeister
    สนับสนุน50 เพชร
    กานต์
    ยาวนิดนึง ได้อรรถรส ดีครับ