มีบัญชีอยู่แล้ว?
ถอดบทเรียนการพัฒนาวัคซีนของ Pfizer
อะไรทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนด้วยเทคโนโลยีใหม่และใช้เวลาสั้นสุดๆ
Albert Bourla CEO ของ Pfizer ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Harvard Business Review เล่มล่าสุด วันนี้จะขอนำมาเล่าต่อให้ฟังกันนะครับ
ขณะที่บ้านเรากำลังต่อสู้กับตัวเลขผู้ติดเชื้อ และนั่งรอว่าจะได้ฉีดวัคซีนเมื่อไร หลายๆ ประเทศทั้งในอเมริกาและยุโรปที่เคยบอบซ้ำ เริ่มที่จะขยับตัวได้ดีขึ้น
วัคซีนเป็นหนึ่งปัจจัยที่นำมาซึ่งชัยชนะในหลายประเทศ ที่กลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องใส่หน้ากาก หนึ่งในวัคซีนที่ได้ฉีดไปแล้วในปริมาณมากก็คือวัคซีนจาก Pfizer
...
...
อะไรที่ทำให้การพัฒนาวัคซีนปกติที่ต้องใช้เวลานานเป็น 10 ปีสามารถประสบความสำเร็จได้? อะไรที่ทำให้กระบวนการผลิตและขนส่งวัคซีนที่ต้องระมัดระวังมาก สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคมาได้? เราไปถอดบทเรียนกัน
#ภารกิจที่สำเร็จต้องรู้ลำดับความสำคัญ (Prioritization)
สิ่งที่ Pfizer และ BioNTech รับรู้ร่วมกันก็คือการพัฒนาวัคซีนครั้งนี้จำเป็นต้องแข่งกับเวลา เมื่อทั้งสองบริษัทตกลงร่วมมือกันในวันที่ 16 มีนาคม 2563 สิ่งที่ทั้งสองบริษัทวางเป้าหมายร่วมกันก็คือทำอย่างไรให้วัคซีนสำเร็จใน 6 เดือน
• เมื่อรู้ความจำเป็นและความเร่งด่วนแล้ว พวกเขาเลือกที่จะเก็บเรื่องความคุ้มค่าทางธุรกิจลงกระเป๋า และเลือกเดือนหน้าเต็มสูบกับการทดลอง
• กระบวนการคัดเลือกวัคซีนนั้นก็พัฒนาพร้อมๆกันหลายตัวเลือก (ซึ่งปกติจะเลือกสักหนึ่งหรือสองตัว มาทดสอบแล้วค่อยๆพัฒนาไป) ซึ่งวิธีนี้จะได้ข้อมูลที่เร็ว แต่แน่นอนค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตามไปด้วย
#กล้าที่จะเสี่ยง (Take calculated risk)
ในภาวะปกติ เราคงจะเห็นวัคซีนใหม่หนึ่งตัวก็ต้องรอกันเป็น 10ปี กว่าที่จะทดลองในหนู ในสัตว์ใหญ่ เพื่อเอาข้อมูลมาขอทำการทดสอบในคน เรื่อยๆไปที่ละเฟส รวมทั้งหมด 3 เฟส เพื่อเอาข้อมูลทั้งหมดไปขออนุญาตในการใช้งาน
แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา...Pfizer ก็เลือกที่จะเสี่ยง
พวกเขาทำการขออนุญาตเพื่อที่จะรวบขั้นตอนในการทดสอบ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขอทดสอบในสัตว์ใหญ่และในคนเฟสที่หนึ่งไปพร้อมกัน และอีกครั้งในการรวบการทดสอบเฟสสองและสาม
...
แน่นอนว่าการรวบขั้นตอนดังกล่าวดูเหมือนจะเสี่ยงมากแต่สิ่งที่ Albert Bourla ยืนยันกับทีมงานของเขาก็คือ เขาจะเร่งทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ (“We would move only as fast as the science allowed”)
...
การจัดความสำคัญและกล้าที่จะเสี่ยง ทำให้จากวัคซีนที่มีผลทดสอบดีในห้องทดลองจำนวน 20 ตัวถูกคัดเลือกเหลือเพียง 2 ตัวที่ดีที่สุดได้ภายในเวลาเพียง 3 เดือน
ซึ่งแน่นอนสุดท้าย Pfizer ต้องเลือกเพียง 1 เท่านั้น
#ตัดสินใจที่เด็ดขาด (Fact based decision making)
การเลือกเพียงหนึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องยากในภาวะปกติ แต่ถ้าเราลองสวมหมวกของทีมพัฒนาในตอนนั้น โลกภายนอกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีแต่ข่าวคนป่วยพุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลที่ได้มาก็มีข้อจำกัดทั้งระยะเวลาในการทดสอบ จำนวนและความหลากหลายของผู้ถูกทดสอบ ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยี mRNA ที่จัดว่าใหม่มากในวงการ เมื่อเลือกเเล้วทีมผลิตซึ่งในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาก็ได้ทุ่มเทเตรียมความพร้อม ปรับโรงงาน ซื้อเครื่องมือใหม่ เพื่อที่จะผลิตให้เร็วที่สุด
ซึ่งผลการทดลองก็บ่งชี้ว่าสูตรของวัคซีนทั้งสองนั้นทำหน้าที่ได้ดีทั้งคู่ จัดว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าหนักใจ แต่สุดท้ายทีมวิจัยก็ได้ตัดสินเลือกสูตรวัคซีนที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเพื่อไปต่อในเฟสถัดไป
วัคซีน pfizer เข็มแรกที่ผ่านการรับรองถูกฉีดที่อังกฤษ
# บทเรียนทิ้งท้าย Albert Bourla
1) ความสำเร็จเกิดขึ้นจากทีม เมื่อทุกคนร่วมมือกันด้วยเป้าหมายเดียวกันความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้และเมื่อเป้าหมายนั้นไม่ได้เอาเรื่องเงินมาเป็นตัวตั้ง การทำสิ่งที่ถูกต้อง ย่อมสร้างพลังที่คาดไม่ถึงทีเดียว
2) การวางเป้าหมายที่ยากอย่างระยะเวลาที่สั้นนั้นทำให้เราต้องสนับสนุนให้ทีมงานคิดนอกกรอบ ผู้นำควรช่วยกันถามว่านอกจากแนวทาง 1,2,3 ที่ให้มาแล้ว มีทางที่ 4,5,6 ที่จะทำให้เราสำเร็จได้ไหม?
ท้ายที่สุดเมื่อเราถามแบบนี้จนเป็นนิสัย คุณจะเห็นองค์กรที่มีแนวคิดไม่เหมือนเดิม
3) ความสำเร็จสร้างขึ้นจากความเชื่อใจ (trust) สำหรับ Pfizer และ BioNtech ร่วมมือกันพัฒนาวัคซีนจนสำเร็จโดยที่มีเพียงสัญญาระหว่างกัน (สัญญาฉบับจริงนั้นเพิ่งได้เซ็นต์กันเมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง)
ตลอด 365 วันของปี 2563 นับว่าเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับ Pfizer ไม่เพียงแค่ความสำเร็จที่ทำวัคซีนได้ แต่ยังรวมถึงแนวทางวิธีคิดในการพัฒนา ซึ่งจะสร้างให้ Pfizer กลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมากขึ้น(ไปอีก)ในวงการสุขภาพและยาเป็นแน่
Albert ยังได้นำความสำเร็จดังกล่าวมาเขียนหนังสืออีกด้วย
The CEO of Pfizer on developing a vaccine in record time, Harvard Business Review, May-June 2021
    Indy man
    ชอบบทเรียนทั้ง 3 ข้อมาก สามารถนำไปใช้สร้างความสำเร็จอื่น ๆ ได้อีกมากเลยครับ