หากนับเฉพาะผลงานการเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ถือว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีเปอร์เซ็นต์เก็บชัยชนะไม่ถึงครึ่งนะครับ
จาก 19 นัด ที่ทีมปีศาจแดงลงเตะเกมลีกในบ้านในฤดูกาล 2020-21 พวกเขาคว้าชัยได้เพียง 9 ครั้ง เสมอ 4 แมตช์ และแพ้ไปถึง 6 เกม ถือว่ามีเปอร์เซ็นต์ชนะแค่ 47.37% เท่านั้น
เกมเมื่อคืนวันอังคาร แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ต้อนรับแฟนบอลกลับเข้าสู่โรงละครแห่งความฝันเป็นครั้งแรกในรอบ 436 วัน หลังจากเกมที่มีผู้ชมเข้าสนามเหย้านัดสุดท้ายก่อนหน้านั้น คือการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว
การได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลจำนวน 10,000 คน แถมขนผู้เล่นชุดใหญ่แทบจะฟูลทีม พบกับทีมที่ตกชั้นไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อนอย่าง ฟูแล่ม อันที่จริงมันควรเป็นเกมที่ลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างสวยงาม และเอนเตอร์เทนแฟนบอลด้วยการยิงให้ได้หลายประตู
แต่สุดท้ายผลการแข่งขันกลับจบลงด้วยสกอร์เสมอ 1-1 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากเกมเหย้านัดสุดท้ายของซีซั่นได้อย่างน่าผิดหวังอีกครั้ง
หากนับเฉพาะในยุคที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ คือนายใหญ่ทีมปีศาจแดง พวกเขายังไม่เคยชนะในเกมลีกแมตช์เหย้านัดสุดท้ายได้เลยนะครับ
ฤดูกาล 2018-19 กล้าๆ แพ้ต่อทีมเก่าที่กุนซือชาวนอร์เวย์เคยคุมอย่าง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0-2 ในเกมที่แฟนบอลเริ่มก่อกระแส #OleOut อย่างหนักหน่วง และยังมีบางส่วนไม่เชื่อใจ โซลชาร์ มาจนถึงตอนนี้
ฤดูกาล 2019-20 ทำได้แค่ไล่ตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 จากลูกยิงของ เมสัน กรีนวู้ด จนทำให้การทำอันดับไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องลุ้นเหนื่อยหนักจนถึงนัดสุดท้าย ยังดีที่ไม่พลาดการบุกคว้าชัยเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ จึงคว้าอันดับ 3 ไปลุย UCL ได้ตามเป้า
ส่วนฤดูกาล 2020-21 ต้องบอกว่า การส่งทีม 2 ชุดแพ้คาบ้านต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-2, พ่าย ลิเวอร์พูล 2-4 ตามด้วยเสมอ ฟูแล่ม 1-1 ทำให้นี่คือครั้งแรกในรอบ 19 ปี ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถชนะเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เลย
หนสุดท้ายที่ผีแดงไร้ชัยในเกมลีกนัดเหย้า 3 แมตช์สุดท้าย คือซีซั่น 2001-02 ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมจบแค่อันดับ 3 และไม่มีถ้วยรางวัลใดๆ ติดมือ
การโดนทีมเจ้าสัวน้อยไล่ตีเสมอ ยังทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำคะแนนหลุดมือในบ้านจากสถานการณ์ที่กำลังจะชนะ (winning positions) มากที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว
โดยนอกจาก ฟูแล่ม แล้ว การเคยโดนทีมอย่าง สเปอร์ส กับ ลิเวอร์พูล พลิกแซงถล่มคาบ้าน และเคยโดน เอฟเวอร์ตัน ตามตีเสมอ 3-3 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำแต้มหลุดมือในเกมที่พวกเขาขึ้นนำก่อนที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปถึง 10 คะแนนในซีซั่นนี้เลยทีเดียว
การที่ เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 เมื่อคืนวันอังคาร ซึ่งส่งผลให้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ การันตีตำแหน่งรองแชมป์ทันที อาจจะทำให้ไม่มีอะไรเสียหายในเรื่องของสถานการณ์ในลีก
โจทย์ที่เหลืออยู่ของกุนซือชาวนอร์เวย์ คือทำยังไงก็ได้ให้ทีมชุดที่คาดว่าน่าจะพักตัวหลักยกชุด บุกไปเก็บได้อย่างน้อย 1 แต้มจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในวันอาทิตย์นี้ เพื่อทำสถิติไม่แพ้เกมพรีเมียร์ลีกนัดเยือนให้ได้ตลอดทั้งซีซั่น และจบฤดูกาลด้วยการมีคะแนนตามหลังทีมแชมป์น้อยที่สุด นับตั้งแต่คว้าแชมป์ลีกหนสุดท้ายในปี 2013
นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สละบัลลังก์ไปเมื่อ 8 ปีก่อน ฤดูกาลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีคะแนนห่างจากแชมเปี้ยนน้อยที่สุด คือซีซั่น 2015-16 ที่มีแต้มน้อยกว่า เลสเตอร์ ซิตี้ 15 แต้ม (ไม่ต้องถามถึงว่าปีอื่นๆ โดนทีมแชมป์ทิ้งขาดกระจุยขนาดไหน) แต่การจบแค่อันดับ 5 ในยุคที่ หลุยส์ ฟาน กัล คุมทีมก็ถือว่าน่าผิดหวังอยู่ดี
ด้วยผลการแข่งขันนัดล่าสุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือผู้เล่นแค่ 10 คน แล้วโดน ไบรท์ตัน พลิกแซงชนะ 3-2 ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ฤดูกาลนี้ทีมเรือใบสีฟ้าจะมีคะแนนมากกว่าผีแดงไม่เกิน 15 แต้ม แต่มันจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลนัดสุดท้ายในเกมลีกนัดปิดฤดูกาลของทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตอนนี้ ก็คือการไม่ชนะใครมา 3 นัดติดต่อกันในลีก และทำชัยชนะหลุดมือในเกมที่ไม่ควรจะเป็นงานยาก
มันไม่ใช่ฟอร์มที่ดีเลย สำหรับทีมที่หวังชูถ้วยแชมป์ที่เมืองกดังส์ค คืนวันพุธหน้า
การได้กลับมาเล่นต่อหน้าแฟนบอลอีกครั้งในรอบกว่า 1 ปี, พวกนักเตะตัวหลักได้พักแข้งมานานหลายวัน แถม โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เตรียมส่งทีมชุดสำรองบุกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน คืนวันอาทิตย์นี้ ทำให้เขาตั้งใจขนสตาร์เกือบเต็มทีม ลงเจอกับ ฟูแล่ม ที่ตกชั้นไปแล้ว
11 คนแรกที่ลงสนามที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นัดล่าสุด มีโอกาสสูงมากที่ 9 คนในจำนวนนั้นจะได้ออกสตาร์ทในเกม ยูโรปา ลีก นัดชิง กับ บียาร์เรอัล
ดาบิด เด เคอา ถูกวางตัวให้ลงเฝ้าเสาคืนวันพุธหน้าแน่นอน เมื่อบวกกับฟอร์มล่าสุดที่ไม่น่าไว้วางใจของ ดีน เฮนเดอร์สัน ทำให้เขาได้ลงตัวจริง เพื่อเรียกจังหวะการป้องกันที่คุ้นเคยกลับคืนมา
แผงหลังที่ยังไม่มีกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ลองสลับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟมาใช้งาน อั๊กเซล ทวนเซเบ้ ยืนคู่กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ บ้าง หลังจากที่ เอริก ไบยี่ ออกทะเลสุดๆ ในเกมแดงเดือด ส่วนแบ็ก 2 ข้างยังเป็น อารอน วาน-บิสซาก้า กับ ลุค ชอว์
เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ คือคู่มิดฟิลด์ตัวตัดเกมที่ โซลชาร์ ใช้เป็นหลักมาตลอดทั้งฤดูกาล และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด “แม็คเฟร็ด” คงได้ลงตัวจริงทั้งคู่ในเกมเจอทีมเรือดำน้ำสีเหลืองแน่
ส่วนแนวรุก จัดเต็มทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ลงยืนจอมทัพ วาง เอดินสัน คาวานี่ เป็นกองหน้าตัวเป้า เพื่อลุ้นฉลองประตูต่อหน้าแฟนบอลเป็นครั้งแรก ส่วนตัวริมเส้น 2 ฝั่งใช้งาน เมสัน กรีนวู้ด กับ ปอล ป็อกบา โดยให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นตัวสำรองไปก่อน
11 ตัวจริงของปีศาจแดง ดูจะเอาจริงกว่าผู้มาเยือนอย่าง ฟูแล่ม เสียอีก เพราะ สกอตต์ พาร์คเกอร์ เลือกให้โอกาสนักเตะตัวสำรองหลายคนได้ลงสัมผัสเกมลีกสูงสุดบ้าง ก่อนที่จะต้องกลับลงไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลหน้า
ทิม รีม กองหลังตัวเก๋าทีมชาติสหรัฐอเมริกา นั่งสำรองทุกนัดมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2020 แต่เกมเมื่อคืนนี้เขาได้ลงตัวจริง แถมสวมปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย
ขณะที่ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ตัวรุกดาวรุ่งวัย 18 ปี ที่ได้ลงตัวจริงเป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก นัดที่บุกแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ แถมยิงประตูแรกในทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ ก็ได้โอกาสออกสตาร์ทต่ออีกนัด
ฟูแล่ม เหมือนลงไปเล่นเพื่อหาประสบการณ์ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเล่นเอาใจแฟนบอล 10,000 คนที่เข้าไปชมเกม และอยากให้ทีมชุดใหญ่ได้ลงเคาะสนิมก่อนเกมนัดสำคัญที่สุดที่โปแลนด์คืนวันพุธหน้า มันจึงแทบไม่ต่างอะไรกับเกมอุ่นเครื่องอยู่เหมือนกัน
ในครึ่งแรก ถือว่าเจ้าบ้านเล่นได้อย่างคึกคักชัดเจน และทำท่าว่าจะมีประตูมาฝากแฟนบอลให้ได้เห็นหลายๆ ลูก เพราะนักเตะครองบอลบุกใส่ข้างเดียว ส่วนทีมเยือนเวลาได้บอล ก็มักจะเสียกันไปเองง่ายๆ จากการที่โดนผู้เล่นปีศาจแดงไล่บีบสูงอย่างรวดเร็ว
ประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 15 จากลูกชิพตามน้ำระยะ 40 หลาของ เอดินสัน คาวานี่ ควรจะได้รางวัลประตูยอดเยี่ยมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาลนี้ แต่น่าเสียดายสำหรับดาวยิงทีมชาติอุรุกวัยเล็กน้อย ที่สโมสรรีบประกาศรางวัลประจำซีซั่นกันก่อนเกมจะเริ่มเสียก่อน
บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัล เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ หรือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลที่มาจากการโหวตของแฟนบอล (ลุค ชอว์ ได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำปีจากเพื่อนร่วมทีม) เป็นคนคว้ารางวัลลูกยิงยอดเยี่ยมประจำซีซั่น จากลูกปั่นโค้งนอกเขตโทษสุดคลาสสิค นัดที่เปิดบ้านเสมอ เอฟเวอร์ตัน 3-3
ประตูของ บรูโน่ ที่ยิงใส่ทีมทอฟฟี่ถือว่าสวยงามมากจริงๆ เพียงแต่ประตูล่าสุดของ คาวานี่ มันยอดเยี่ยมยิ่งกว่า
มีจังหวะปัญหานิดหน่อยตรงที่ว่า คาวานี่ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า ตอนที่ ดาบิด เด เคอา เตะเปิดเกมจากหน้าปากประตู ซึ่งบอลเลยไปถึงกลางสนาม ก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะขยับหลอกให้บอลเลยผ่านนักเตะเจ้าสัวน้อย แล้วหลุดไปถึงหัวหอกผมสลวยได้ชิพระยะไกลเข้าไปอย่างสุดงาม
พรีเมียร์ลีกให้เครดิตแอสซิสต์กับ บรูโน่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่า วีเออาร์ ตัดสินผิดพลาด แต่ตัวเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโปรตุเกสกลับให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองสัมผัสโดนลูกบอล
ซึ่งหากดูจากภาพช้า ก็เหมือนกับว่าบอลจาก เด เคอา ไม่ได้สัมผัสถูก บรูโน่ นะครับ และถ้าเป็นแบบนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องไม่ได้ประตูนี้ เนื่องจาก คาวานี่ จะล้ำหน้าชัดเจนทันที ไม่ว่าเจตนาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะตั้งใจเล่นที่บอลจนทำให้แนวรับฝั่งตรงข้ามเสียจังหวะหรือไม่ก็ตาม
ในกรณีนี้แตกต่างกับประตูของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ที่ถูกปฏิเสธในนัดที่เจอ ลิเวอร์พูล เพราะลูกนั้นเป็นนักเตะที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าขัดขวางสายตานายประตู แล้วทำให้นักเตะที่ไม่ออฟไซด์ได้หลุดไปยิง ส่วนเคสของ คาวานี่ คือการที่คนล้ำหน้าอยู่แล้วเป็นคนจบสกอร์เอง
ถ้าบอลไม่มีการสัมผัสโดน บรูโน่ ก่อน การตัดสินที่ถูกต้อง คือต้องจับว่า คาวานี่ ออฟไซด์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยความสมบูรณ์แบบของประตูนี้ต่อหน้าแฟนบอลเจ้าถิ่น และจังหวะขยับของ บรูโน่ ก็ดูยากว่าโดนบอลก่อนหรือไม่ ทำให้ทีมผู้ตัดสินไม่อยากทำให้ประตูนี้กลายเป็นโมฆะ
ก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะโดนตีเสมอในช่วง 14 นาทีสุดท้าย ถือว่าพวกเขามีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มหลายต่อหลายครั้งนะครับ เพียงแต่ขาดความเฉียบคมกันไปเอง แถม อัลฟงส์ อาเรโอล่า ก็ช่วยเซฟไว้ได้ดีหลายลูกด้วย
จังหวะที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ตอกส้นให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดเต็มข้อติดไซด์โป้งจากนอกเขตโทษ แล้วโดน อาเรโอล่า พุ่งเซฟได้, ลูกฟรีคิกระยะหวังผลของ บรูโน่ ที่ปั่นโค้งเฉี่ยวเสาออกหลังนิดเดียว และจังหวะที่ เอดินสัน คาวานี่ จ่ายให้ เมสัน กรีนวู้ด หลุดเดี่ยวไปยิงติดเซฟ อาเรโอล่า ถือว่าน่าเสียดายมากๆ ที่ทำให้สกอร์ขยับเป็น 2-0 ไม่ได้
อันที่จริง แมนฯ ยูไนเต็ด ควรมีโอกาสจบสกอร์มากกว่าตัวเลข 13 ครั้งหลังจบเกมอีกนะครับ เพราะ ฟูแล่ม จ่ายบอลผิดพลาดในแดนตัวเองให้ผีแดงตัดได้บ่อยมาก แต่เจ้าบ้านก็ไม่มีความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้ายมากพอเช่นกัน
หลังจากที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ แสดงให้เห็นว่ามีอาการบาดเจ็บ จนต้องให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสนามแทนในนาทีที่ 62 พร้อมกับถอย ปอล ป็อกบา ลงต่ำมาคุมเกมตรงกลาง นั่นทำให้ช่วง 20-30 นาทีสุดท้าย นักเตะผีแดงเริ่มเล่นแบบเซฟแรง และไม่เร่งเกมมากเกินไปนัก เพราะอาจจะส่งผลให้มีใครสักคนบอบช้ำ จนเสี่ยงต่อการพลาดเกมนัดชิงไปอีก
โอเคว่าในเมื่อสกอร์ยังนำอยู่ และเกมนัดที่สำคัญที่สุดจริงๆ มันอยู่ที่คืนวันพุธหน้า ถ้านักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด จะเล่นกันไม่ต่างอะไรกับเดินแฟชั่นโชว์ต่อหน้าแฟนบอล หาจังหวะเอนเตอร์เทนถ้ามีโอกาส มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด
เพียงแต่การมีโอกาสเน้นๆ แล้วทำไม่ได้ และมาเสียประตูด้วยลูกครอสจากด้านข้าง คือปัญหาที่ต้องไม่ลืมว่าทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องอกหักในช่วงเวลาสำคัญมานักต่อนัก
ถึงแม้ วีเออาร์ เกือบจะจับล้ำหน้า บ็อบบี้ เดคอร์โดว่า-รีด ตัวริมเส้นฝั่งขวาของฟูแล่ม ที่เกือบทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รอดพ้นการเสียประตูนี้ แต่หลังจากผู้ตัดสินให้ลูกโหม่งตุงตาข่ายของ โจ ไบรอัน กลายเปนประตูตีเสมอ 1-1 ของทีมเยือน มันก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม ว่าทีมปีศาจแดงยังแก้จุดอ่อนของตัวเองกันไม่ตก
นอกจากเซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไร้ความเด็ดขาดในการเคลียร์ลูกโด่งแล้ว ผมยังสงสัยการยืนตำแหน่งของ อารอน วาน-บิสซาก้า ที่หุบจากพื้นที่รับผิดชอบทางขวาเข้าไปยืนด้านในมากเกินไป จนทำให้ ทิม รีม เติมขึ้นไปโหม่งง่ายๆ แบบนั้น
การที่ฟูลแบ็กหุบเข้าในมากเกินไป จนเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่โล่งในการสอดเข้าไปจบสกอร์จากลูกครอส คือสาเหตุของการตกรอบรองชนะเลิศ ยูโรปา ลีก ด้วยน้ำมือของ เซบีย่า เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และการแพ้ แอร์เบ ไลป์ซิก ตกรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้
ธรรมดาแค่มี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ อยู่ในสนาม เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาเรื้อรังของปีศาจแดงอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเซนเตอร์แบ็กกัปตันทีมจะหายเจ็บกลับมาทันหรือไม่ มันจึงยิ่งเป็นเรื่องน่ากังวลมากขึ้นไปอีก เพราะนับตั้งแต่ แม็กไกวร์ หายหน้าไป ผีแดงโดนยิงรวมกันถึง 7 ลูกในรอบ 3 เกม
อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น ว่าหากมองในแง่สถานการณ์ การทำได้แค่เสมอ ฟูแล่ม 1-1 แต่ผลการแข่งขันคู่อื่นยังช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดีพอกับการการันตีตำแหน่งรองแชมป์ก่อนเกมนัดสุดท้าย มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย
แต่ปัญหาเกมรับหลังจากที่ไม่มี แม็กไกวร์ ในสนาม เรายังไม่ได้เห็นว่าได้รับการแก้ไขในสนามจริง ซึ่งทีมปีศาจแดงเหลือ “แมตช์ซ้อม” อีกแค่นัดเดียวเท่านั้น คือเกมลีกคืนวันอาทิตย์นี้ ที่จะบุกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส
ถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ต้องการทีมชุดที่มีสภาพพร้อมที่สุดในการเจอ บียาร์เรอัล เขาก็ควรต้องพักตัวหลักเอาไว้เกือบยกชุด แล้วลุ้นให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ หายเจ็บกลับมาทันเวลาให้ได้
แต่ในเรื่องของความคุ้นเคยในเกมการเล่น, การปรับอารมณ์ให้มีสมาธิกับการแข่งขัน ชัดเจนว่าผลงานช่วงหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ดูจะไม่อยู่กับร่องกับรอย นับตั้งแต่เจอเหตุการณ์แฟนบอลประท้วงที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนทำให้โปรแกรมการแข่งขันที่ตอนแรกวางไว้ดีๆ ผิดเพี้ยนไปหมด
ในฐานะผู้จัดการทีม มันย่อมไม่ใช่เรื่องดีถ้าจะปล่อยให้เรื่องนอกสนามกลายมาเป็นข้ออ้าง
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทีมกับแฟนบอล ส่งผลกระทบชิ่งต่อมาถึงฟอร์มในสนามของพวกนักเตะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยระยะเวลาระหว่างโปรแกรมแต่ละนัดที่ไม่เหมือนเดิม
“แน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งในเกมกับ วูล์ฟส์”
“เราจะต้องดูแลตัวเราเอง เราต้องการได้พลังงานและความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการเดินทางไปที่โปแลนด์ เราจำเป็นต้องซ้อมกันให้ดี และเตรียมทีมกันให้ดี แล้วมาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้างในวันอาทิตย์”
ถึงแม้ภารกิจในพรีเมียร์ลีกอาจจะบรรลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ฟอร์มการเล่นในบ้านอาจจะยังสอบไม่ค่อยผ่าน
แต่ถ้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการได้ความเชื่อมั่นจากแฟนบอล ส่งต่อไปให้นักเตะมั่นใจเต็มที่ในเกมนัดชิง ยูโรปา ลีก คืนวันพุธหน้า พวกเขายังคงต้องพยายามทำอะไรให้ดีที่สุดกันต่อ ในเกมบุกเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน ไม่ว่าจะใช้ทีมชุดไหนลงสนามก็ตาม
#เสียบสามเหลี่ยม #ผีแดง #แมนยู #แมนฯยูไนเต็ด #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #คาวานี่ #บรูโน่แฟร์นันด์ส #ลินเดอเลิฟ #ทวนเซเบ้ #วานบิสซาก้า #ฟูแล่ม #โซลชาร์ #UEL #ยูโรป้า #ยูโรปาลีก #พรีเมียร์ลีก