ในฟุตบอลลีกดังยุโรปฤดูกาลไหนก็ตาม ถ้าหากเกิดกรณีที่ทีมใดทีมหนึ่งมีโอกาสหลุดจาก 4 อันดับแรกในลีก แต่ทีมนั้นมีโอกาสเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลเดียวกัน สิ่งที่มักจะตามมาเสมอ ก็คือความเข้าใจที่สับสนเรื่องของโควตาไปเล่นฟุตบอลยุโรป
มีแฟนบอลส่งข้อความมาถามผมกันไม่น้อย ว่าถ้าหากเกิดกรณีที่ เชลซี ได้ที่ 5 ในพรีเมียร์ลีกแต่คว้าแชมป์ยุโรป ทีมที่ได้อันดับ 4 จะอดไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือไม่?
1
หรือบางคนก็สงสัยว่า ถ้าหาก เชลซี กับ แมนฯ ซิตี้ ต่างติดท็อปโฟร์พรีเมียร์ลีกกันทั้งคู่ แบบนี้สิทธิ์ไปเล่นถ้วย UCL จะตกเป็นของทีมอันดับ 5 แทนหรือเปล่า?
ถึงแม้ประเด็นนี้จะมีหลายคนรู้คำตอบที่แท้จริงอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่ามีแฟนบอลที่ยังเข้าใจไม่กระจ่างอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นก่อนจะถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะเป็นเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย ผมจึงหาข้อมูล มาเขียนบทความสรุปที่มาที่ไปให้หายสงสัยทุกกรณีกันไปเลย ว่าโควตาไปเล่นฟุตบอลยุโรป ณ ปัจจุบันเป็นยังไงกันบ้าง
เราต้องเท้าความก่อนว่า ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือรายการที่ถูกเปลี่ยนชื่อจาก ยูโรเปี้ยน คัพ เดิมในปี 1992 โดยทีมที่จะได้เข้ามาเล่นรายการนี้ได้ในสมัยก่อน ต้องเป็นแชมป์ลีกในประเทศตัวเองเท่านั้น
ในฤดูกาล 1992-93 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของการก่อตั้ง แชมเปี้ยนส์ ลีก มีทีมเริ่มแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกทั้งหมด 36 ทีม ซึ่งล้วนเป็นแชมป์ลีกจาก 36 ชาติสมาชิกของยูฟ่า
ถึงแม้ปัจจุบัน ยูฟ่าจะมีสมาชิกมากถึง 55 ชาติ แต่ ณ เวลานั้นหลายๆ ประเทศในยุโรปยังไม่ได้ก่อตั้ง ขณะที่ชาติที่เป็นสมาชิกอยู่แล้ว บางประเทศก็ยังไม่มีฟุตบอลลีกอาชีพ
จาก 36 ทีมที่ได้เข้าแข่ง UCL ซีซั่นแรก จะแยก 8 ทีมที่มาจากลีกอาชีพที่มาตรฐานต่ำที่สุดของยูฟ่าออกมาก่อน เพื่อจับสลากประกบคู่แข่งรอบคัดเลือกกันเองแบบเหย้า-เยือน แล้วคัดเอาทีมที่อยู่รอด 4 ทีม ไปรวมกับแชมป์ลีกจาก 28 ชาติที่แรงกิ้งสูงที่สุดซึ่งไม่ต้องเตะรอบคัดเลือก ให้กลายเป็น 32 ทีมพอดีในรอบแรก
สมัยนั้น รอบแรกของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ใช่รอบแบ่งกลุ่มแบบในปัจจุบัน แต่จะเป็นการแข่งกันเหย้า-เยือน แบบแพ้คัดออก จนกว่าจะเหลือ 8 ทีมสุดท้าย ถึงจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม และทีมแชมป์จาก 2 กลุ่ม จะได้เข้าไปเจอกันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะเล่นกันแบบนัดเดียวจบที่สนามกลาง
โอลิมปิก มาร์กเซย จากฝรั่งเศส คือทีมแรกที่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ด้วยการเอาชนะ เอซี มิลาน 1-0 ในรอบชิง
1
ณ เวลานั้น ทีมแชมป์เก่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังไม่ได้สิทธิ์ป้องกันแชมป์โดยอัตโนมัติในซีซั่นถัดมาเหมือนทุกวันนี้ แต่ในปี 1993 มาร์กเซย สามารถคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ฝรั่งเศส (ลีก เอิง ในปัจจุบัน) ไปครองได้ด้วยเช่นกัน ทำให้ทีมโอแอ็มยังได้เป็นตัวแทนจากแดนน้ำหอมก่อนในตอนแรก
อย่างไรก็ตาม โอลิมปิก มาร์กเซย ถูกริบแชมป์ลีกปี 1993 จากคดีมีส่วนพัวพันกับการล็อคผลการแข่งขันในลีก พวกเขาจึงเป็นแชมป์เก่าทีมเดียวในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ไม่ได้สิทธิ์ลงป้องกันแชมป์ยุโรปในปีถัดมา ส่วนเกียรติยศแชมป์ UCL ยังคงเดิม เพราะรายการที่พวกเขากระทำความผิด เป็นแค่เกมในประเทศเท่านั้น
เดิมทีสมาคมฟุตบอลลีกฝรั่งเศส (แอลเอฟเป) คิดจะยกตำแหน่งแชมป์ให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ซึ่งจบดิวิชั่น 1 แดนน้ำหอมฤดูกาล 1992-93 ด้วยอันดับ 2 และจะได้โควตาไปเล่นถ้วยหูโตแทนแบบส้มหล่น
1
มาร์กเซย คือทีมแรกที่ได้แชมป์ UCL แต่ไม่ได้ไปแข่งในปีถัดมาเพราะคดีล็อคผล
แต่มีดราม่าตรงที่ในตอนนั้น ชาวแคว้นโพรวองซ์ (Provence) ซึ่งมีเมืองมาร์กเซยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น ก่อกระแสต่อต้าน แอลเอฟเป อย่างหนัก เพราะมองว่า เปแอสเช ซึ่งเป็นสโมสรคู่อริตลอดกาลไม่ควรได้เกียรติยศด้วยวิธีแบบนี้ พร้อมขู่ว่าถ้ายกแชมป์ให้ทีมดังจากปารีสจริง ทุกทีมในแคว้นจะถอนตัวออกจากระบบฟุตบอลลีกมันซะเลย
ทางด้าน ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เอง ก็ปฏิเสธที่จะขอรับตำแหน่งแชมป์ และโควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบส้มหล่นด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันเรื่องข้อพิพาททางการเมือง ทำให้ในฤดูกาล 1992-93 ไม่มีทีมไหนที่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศส โดย โมนาโก ซึ่งคว้าอันดับ 3 คือทีมที่ได้โควตาไปลุย UCL แทน
ในฤดูกาล 1993-94 ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีทีมเข้าแข่งเพิ่มเป็น 42 ทีม จากเดิมที่มีเพียง 36 ทีมในปีก่อนหน้า
22 ทีมที่มาจากลีกที่แรงกิ้งดีที่สุดของทวีปได้บายไปรอก่อนในรอบแรก ส่วนอีก 20 ทีมต้องไปแข่งรอบคัดเลือกกันแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดเอาผู้อยู่รอด 10 ทีม ไปรวมกับ 22 ทีมแรกให้กลายเป็น 32 ทีม
1
จากนั้นพอเหลือ 32 ทีมก็แข่งกันในรูปแบบเดิม นั่นคือเตะแบบแพ้คัดออกจนเหลือแค่ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม และคัดเอาแชมป์กลุ่มเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
แชมป์ยุโรปซีซั่น 1993-94 ตกเป็นของ เอซี มิลาน ที่สามารถถล่ม บาร์เซโลน่า ในเกมนัดชิงไปด้วยสกอร์ 4-0
ในฤดูกาลนั้น มิลาน สามารถคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ได้ด้วยเช่นกัน นั่นทำให้ทีมปีศาจแดงดำกลายเป็นทีมแรกที่ได้ลงแข่งถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะ “แชมป์เก่า”
ในฤดูกาล 1994-95 ยูฟ่า มีการปฏิรูปรูปแบบรายการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก ใหม่ เนื่องจากไม่ได้รับการต่อสัญญาการถ่ายทอดสดจากสหภาพแพร่ภาพกระจายเสียงของยุโรป (อีบียู)
การที่ อีบียู ไม่ยอมต่อสัญญาการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในตอนแรก ทำให้พวกเขาต้องพยายามทำให้การแข่งขันมันน่าสนใจ และมีโอกาสที่ทีมใหญ่จะได้ลงแข่งให้ผู้ชมได้ดูมากขึ้น
นั่นคือเหตุผลให้พวกเขาลดจำนวนเกมการแข่งขันระหว่างทีมจากลีกใหญ่กับลีกเล็กๆ โดยเหลือทีมเข้าแข่งขันทั้งหมดเพียง 24 ทีม แต่ว่าเพิ่มทีมในรอบแบ่งกลุ่มจากเดิม 8 ทีม ให้กลายเป็น 16 ทีม เพื่อที่จะได้มีแมตช์ที่น่าสนใจมากกว่าเดิม
1
24 ทีมที่ ยูฟ่า จะให้เข้าแข่งฟุตบอลสโมสรรายการที่ใหญ่สุดในตอนนั้น ประกอบด้วยแชมป์เก่า แชมเปี้ยนส์ ลีก บวกกับทีมแชมป์ลีกจากอีก 23 ประเทศที่มีแรงกิ้งสูงที่สุดของทวีป ส่วนทีมแชมป์จากประเทศที่แรงกิ้งต่ำกว่านั้น จะได้สิทธิ์ไปเล่นแค่ถ้วย ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก ในปัจจุบัน)
แต่การที่แชมป์เก่า UCL อย่าง เอซี มิลาน คว้าแชมป์ เซเรีย อา ของอิตาลีได้อยู่แล้ว ทำให้ สปาร์ต้า ปราก แชมป์จากสาธารณรัฐเช็กซึ่งเพิ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1994 ได้โควตาเลื่อนขึ้นมาได้สิทธิ์เข้าแข่งรอบคัดเลือกเป็นทีมสุดท้ายแทน
เอซี มิลาน บวกกับแชมป์ลีกจาก 7 ชาติที่แรงกิ้งสูงที่สุด คือ 8 ทีมแรกที่ไปรอก่อนในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนอีก 16 ทีมที่เหลือต้องถูกจับสลากประกบคู่เหย้า-เยือน เพื่อคัดเลือก 8 ทีมที่ดีที่สุดไปรวมกับทีมวาง ให้กลายเป็น 16 อรหันต์ในรอบแบ่งกลุ่ม
16 ทีมจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม คัดเอาอันดับ 1-2 ของแต่ละกลุ่มเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่คราวนี้ที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะแข่งกันแบบรอบน็อคเอาต์
ยูฟ่าใช้รูปแบบนี้ทำการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก นานอยู่ 3 ฤดูกาล ระหว่างฤดูกาล 1994-95 จนถึง 1996-97
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1995
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ คือทีมแรกที่คว้าแชมป์ UCL ในรูปแบบนี้ ซึ่งการที่ฤดูกาล 1994-95 พวกเขาคว้าแชมป์ลีกดัตช์ไปครองด้วย ทำให้ในซีซั่น 1995-96 ยังคงไม่มีชาติไหนที่ส่งทีมเข้าแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก มากกว่า 1 ทีม
จนกระทั่งการคว้าแชมป์ยุโรปของ ยูเวนตุส ในฤดูกาล 1995-96 แต่ซีซั่นนั้นทีมม้าลายจบแค่อันดับ 2 ใน เซเรีย อา นั่นทำให้อิตาลีกลายเป็นชาติแรก ที่ส่งทีมเข้าแข่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลเดียวกันมากกว่า 1 ทีมในซีซั่น 1996-97 โดยยูเว่ได้สิทธิ์ไปเล่นในฐานะแชมป์เก่า ส่วน เอซี มิลาน ก็ได้โควตาในฐานะแชมป์ลีก
ในฤดูกาล 1997-98 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ ยูฟ่า ตัดสินใจเพิ่มทีมในรอบแบ่งกลุ่มจากเดิม 16 ทีม ให้กลายเป็น 24 ทีม และทีมที่เข้าแข่งขันทั้งหมด จาก 24 ทีม ให้กลายเป็น 55 ทีมจาก 47 ประเทศ
อันที่จริงต้องมี 56 ทีมจาก 48 ประเทศถึงจะถูก แต่ว่าในปี 1997 แอลเบเนีย เกิดสงครามกลางเมือง จึงไม่ส่งสโมสรแชมป์ลีกของตัวเองมาเข้าร่วมด้วย
สาเหตุที่มีการเพิ่มทีมขึ้นมา ก็เพราะในเวลานั้น บรรดาชาติสมาชิกไม่แฮปปี้กับการจัดรูปแบบการแข่งขันของยูฟ่า
ลีกใหญ่ๆ มองว่าชาติตัวเองควรได้โควตามากกว่านี้ จนทำให้ทีมใหญ่ๆ หลายทีมเริ่มมีความคิดอยากแยกตัวออกไปก่อตั้งรายการใหม่ขึ้นมาเอง ส่วนพวกลีกเล็กๆ ก็รู้สึกว่าสโมสรของตัวเองเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรายการที่ใหญ่ที่สุดของทวีป
นั่นทำให้ ยูฟ่า ตัดสินใจเพิ่มโควตาให้ชาติที่มีแรงกิ้งสูงที่สุดของทวีป 8 อันดับแรก สามารถส่งทีมเข้าแข่ง UCL ได้ถึง 2 ทีม โดยไม่นับรวมกับโควตาทีมที่เป็นแชมป์เก่า ส่วนทีมที่เป็นแชมป์จากลีกเล็กๆ ก็การันตีว่าได้เริ่มต้นเส้นทางตั้งแต่รอบคัดเลือก ถ้าผลงานดีจริง ก็มีสิทธิ์เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มได้เช่นกัน
ในฤดูกาล 1996-97 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สามารถคว้าแชมป์ยุโรป แต่พวกเขาจบแค่อันดับ 3 ในบุนเดสลีกา นั่นทำให้เยอรมนีคือชาติแรกที่ส่งทีมเข้าแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก มากถึง 3 ทีมในซีซั่น 1997-98 โดยทีมเสือเหลืองได้จองที่นั่งในรอบแบ่งกลุ่มทันทีในฐานะแชมป์เก่า หลังจากที่อันดับ 1 อย่าง บาเยิร์น มิวนิค และอันดับ 2 อย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ได้สิทธิ์ไปก่อนแล้ว
บุนเดสลีกาคือลีกแรก ที่มีทีมเข้าแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 3 ทีม
ซีซั่น 1997-98 ยังถือเป็นฤดูกาลแรก ที่ยูฟ่าให้สิทธิ์ทีมที่ตกรอบคัดเลือก แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 2 ได้โอกาสไปต่อในถ้วย ยูฟ่า คัพ เพื่อให้ทีมที่อุตส่าห์ได้แชมป์จากลีกเล็กๆ แต่ตกรอบ UCL ก่อนเวลาอันควร มีโอกาสลงแข่งทัวร์นาเมนต์ของทวีปมากขึ้น
จากทั้งหมด 55 ทีมในซีซั่น 1997-98 จะยังมี 8 ทีมที่เข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มก่อนเหมือนเดิม ซึ่งประกอบด้วยแชมป์เก่า UCL รวมกับอีก 7 ทีม ที่เป็นแชมป์จาก 7 ลีกที่แรงกิ้งสูงที่สุด นอกนั้นอีก 16 ทีมที่เหลือจะต้องผ่านรอบคัดเลือกมาก่อน
ทีมที่เป็นรองแชมป์จาก 8 ลีกที่มาตรฐานดีที่สุดของทวีป บวกกับแชมป์ลีกแรงกิ้งลำดับที่ 8-16 จะได้เปรียบทีมจากลีกแรงกิ้งต่ำๆ ตรงที่ได้บายไปรอในรอบคัดเลือกรอบ 2 ปล่อยให้ทีมแชมป์จากชาติเล็กๆ ต้องเหนื่อยกันตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบแรก
ในฤดูกาล 1997-98 และ 1998-99 ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ใช้รูปแบบมี 24 ทีมในรอบแบ่งกลุ่ม และหากนับรวมทีมในรอบคัดเลือก ก็จะมีทีมเข้าแข่งทั้งหมด 56 ทีมจาก 48 ชาติ
แต่พอถึงฤดูกาล 1999-2000 ก็มีการปรับรูปแบบครั้งใหญ่อีกครั้งให้มีทีมในรอบแบ่งกลุ่มมากถึง 32 ทีม และเพิ่มจำนวนสโมสรจากลีกใหญ่ๆ ให้มากขึ้น
ลีกที่มีค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่าสูงที่สุด 3 อันดับแรก จะได้โควตาส่งทีมเข้าแข่งถึง 4 ทีม โดยในตอนนั้น 3 ลีกที่แรงกิ้งดีที่สุดประกอบด้วย ลา ลีกา ของสเปน, บุนเดสลีกาของเยอรมนี และ เซเรีย อา ของอิตาลี
ส่วนพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ตอนนั้นยังรั้งอันดับ 4 ส่งได้แค่ 3 ทีมเท่านั้นร่วมกับลีกฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์
กว่าที่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ จะได้โควตา 4 ทีมเป็นครั้งแรก ก็ต้องรอจนถึงฤดูกาล 2002-03 จากการที่ช่วงระหว่างปี 1999-2002 พวกเขาคือลีกที่มีทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศทั้ง แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า คัพ มากกว่าบุนเดสลีกาของเยอรมนี
การที่ ยูฟ่า ตัดสินใจเพิ่มโควตาให้ลีกใหญ่ๆ มากถึงลีกละ 4 ทีม ทำให้พวกเขาไม่ได้คิดถึงกรณีที่ว่า “ถ้าหากทีมที่ได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ดันจบอันดับในลีกต่ำกว่าที่ 4 ล่ะ มันจะเป็นยังไง?” เพราะเรื่องนั้นคือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึงยุคมิลเลนเนียมเลย
ในฤดูกาล 1999-2000 เรอัล มาดริด สามารถคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 8 ไปครองได้ แต่จบแค่อันดับ 5 ในลีก มันจึงเกิดกรณีถกเถียงตรงที่ว่า แล้ว ลา ลีกา จะทำอย่างไร เพราะในตอนนั้น ยูฟ่า ยังไม่อนุญาตให้ลีกไหนส่งตัวแทนไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้มากกว่า 4 ทีม แล้วทีมที่จบซีซั่นด้วยอันดับ 4 คือ เรอัล ซาราโกซ่า
แต่เนื่องจากรูปแบบทีมวางการจับสลาก ที่ระบุว่าทีมแชมป์เก่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มได้โดยทันที ทำให้ ลา ลีกา ตัดสินใจว่า การส่ง เรอัล มาดริด ไปแข่ง จะเป็นประโยชน์ต่อลีกประเทศตัวเองมากกว่า
การที่ทีมราชันชุดขาวได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มทันที จะทำให้ลีกสเปนการันตีพื้นที่ในรอบแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนั้นก่อนแน่ๆ 3 ทีม หลังจากที่ทีมแชมป์อย่าง เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า กับรองแชมป์อย่าง บาร์เซโลน่า ได้โควตาก่อนแล้ว ปล่อยให้อันดับ 3 อย่าง บาเลนเซีย ต้องเหนื่อยไปเตะรอบคัดเลือกแค่ทีมเดียวพอ
แต่ถ้าหาก ลา ลีกา เลือกให้โควตาแก่ทีมอันดับ 1-4 จะทำให้สโมสรที่มีศักยภาพคว้าแชมป์ยุโรปได้บ่อยครั้งมากที่สุดอย่าง เรอัล มาดริด ต้องหมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์ไป แล้วก็ไม่รู้ว่าทีมที่เล็กกว่ามากอย่าง ซาราโกซ่า จะผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเลือกแบบแรกจึงเสี่ยงน้อยกว่า
แน่นอนว่านั่นคือจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของ เรอัล ซาราโกซ่า ให้ค่อยๆ ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นแค่ทีมระดับเซกุนด้าในปัจจุบัน ทั้งที่ตอนนั้น ถ้าพวกเขาไม่โดนริบสิทธิ์ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็น่าจะนำเม็ดเงินมหาศาลไปต่อยอดให้พัฒนาจากเดิมได้มากทีเดียว
1
เรอัล ซาราโกซ่า คว้าอันดับ 4 ลา ลีกา ปี 2000 แต่อดไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก
ในขณะที่ ลา ลีกา เลือกที่จะมองว่าสโมสรที่เป็นตัวแทนประเทศไปทำผลงานได้ดีในเวทียุโรปคือทีมที่คู่ควรกับการได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด แต่ทางพรีเมียร์ลีกกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะมองว่าทีมที่ติด 4 อันดับแรกในลีก ซึ่งต้องยืนระยะให้ดีตลอดทั้งฤดูกาล คือ 4 ทีมที่เหมาะจะเป็นตัวแทนประเทศอย่างแท้จริงมากกว่า
พรีเมียร์ลีกยืนยันชัดเจนตั้งแต่แรกว่าทีมอันดับ 1-4 เท่านั้นที่จะเป็น 4 ตัวแทนของประเทศไปลงเตะฟุตบอลรายการใหญ่สุดของยุโรป นั่นทำให้ เชลซี, อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน ที่ติดท็อปโฟร์ในฤดูกาล 2004-05 คือ 4 สโมสรที่พรีเมียร์ลีกตัดสินใจส่งไปแข่ง
อย่างไรก็ตาม ในซีซั่น 2004-05 ลิเวอร์พูล สร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์ยุโรปได้ที่อิสตันบูล ด้วยการพลิกสถานการณ์จากตามหลัง เอซี มิลาน 0-3 กลับมาตีเสมอ 3-3 ในเวลาปกติ, ยื้อสกอร์ให้เสมอกันได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนเอาชนะไปได้ในช่วงดวลจุดโทษอย่างน่าประทับใจ
การที่ทีมหงส์แดงภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ คว้าแชมป์ได้แบบที่โลกจดจำไม่รู้ลืม ทำให้แฟนบอลทั่วโลกเรียกร้องให้พวกเขาต้องได้สิทธิ์ป้องกันแชมป์ยุโรปถึงจะคู่ควร แถมพวกเขาคือทีมที่ผู้คนอยากดูมากกว่า เอฟเวอร์ตัน แน่ๆ
นั่นทำให้ยูฟ่าไปกดดันพรีเมียร์ลีก ให้ทำแบบ ลา ลีกา ในปี 2000 ด้วยการตัดสิทธิ์ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินซึ่งได้แค่อันดับ 4 ในลีก แล้วมอบโควตาให้หงส์แดงที่มีดีกรีแชมป์ยุโรป น่าจะสมน้ำสมเนื้อกว่า
แต่ทางพรีเมียร์ลีกมองว่าการทำแบบนั้นจะทำให้ทางลีกเสียเครดิต เพราะมีการตกลงกับทุกสโมสรไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลแล้ว
นั่นทำให้ ยูฟ่า ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้เอง ด้วยการมอบโควตาพิเศษให้ ลิเวอร์พูล ได้สิทธิ์ป้องกันแชมป์ แต่ต้องไปเริ่มเส้นทางตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบแรก ไม่ได้การันตีการเป็นทีมวางในรอบแบ่งกลุ่มเหมือนอย่างแชมป์เก่าทีมอื่นๆ
อังกฤษ จึงกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีทีมลงแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก มากถึง 5 ทีมในฤดูกาลเดียว แต่น่าเสียดายที่ เอฟเวอร์ตัน ดันตกรอบคัดเลือกจากการแพ้ต่อ บียาร์เรอัล ทำให้พรีเมียร์ลีกพลาดโอกาสมีตัวแทน 5 ทีมในรอบแบ่งกลุ่ม ทั้งที่ ลิเวอร์พูล อุตส่าห์กรุยทางผ่านรอบคัดเลือกทั้ง 3 ด่านได้แล้ว
ในปี 2005 ลิเวอร์พูล ได้สิทธิ์ป้องกันแชมป์ UCL เป็นกรณีพิเศษ
การที่จู่ๆ ลิเวอร์พูล ก็ได้โควตาไปป้องกันแชมป์เป็นกรณีพิเศษ ทำให้ ยูฟ่า ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก นั่นทำให้พวกเขาต้องออกกฎชัดเจนไว้ก่อน ว่าแต่ละประเทศจะส่งทีมลงแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สูงสุดเพียง 4 ทีม โดยทีมที่เป็นแชมป์เก่า จะต้องได้สิทธิ์ป้องกันแชมป์ในปีถัดไปเสมอ
หากเกิดกรณีที่มีทีมไหนหลุดท็อปโฟร์ แต่ได้แชมป์ UCL นั่นจะเป็นเรื่องที่ทีมอันดับ 4 ต้องยอมรับให้ได้ว่าจะพลาดโควตาไปแบบโชคร้าย
ซึ่งเหตุการณ์ที่อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก ต้องชวดตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2011-12 เมื่อ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คว้าอันดับ 4 แต่ต้องไปเล่นแค่รายการ ยูโรปา ลีก เนื่องจากทีมอันดับ 6 อย่าง เชลซี ดันคว้าแชมป์ยุโรปได้ด้วยการดวลจุดโทษดับ บาเยิร์น มิวนิค
การที่สโมสรที่มีแววพัฒนาได้อย่าง สเปอร์ส ต้องจำใจไปเล่นถ้วยที่เล็กกว่าอย่าง ยูโรปา ลีก อย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ทำผลงานในพรีเมียร์ลีกได้ดีพอแล้ว ทำให้ ยูฟ่า มีการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง
ในเดือนพฤษภาคม 2013 ยูฟ่า ได้ทำการประกาศออกมาว่า นับตั้งแต่ฤดูกาล 2015-16 ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะยึดกฎตามนี้
1. ทีมที่ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น (เริ่มนับตั้งแต่แชมป์ซีซั่น 2014-15) จะได้สิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที โดยการันตีว่าอย่างน้อยต้องเป็นทีมวางในรอบเพลย์ออฟ
แต่ถ้าหากทีมแชมป์เก่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือทีมที่ทำอันดับในลีกดีพอได้โควตาไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม UCL อยู่แล้ว จะทำให้ทีมแชมป์ ยูโรปา ลีก ได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลรายการใหญ่สุดของยุโรปทันที
2. เพิ่มโควตาจากเดิมที่ 1 ชาติ สามารถส่งทีมลงแข่ง แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้มากที่สุด 4 ทีม ให้กลายเป็น 5 ทีม โดยมีเงื่อนไขว่า…
1
- ถ้าหากทีมแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ แชมป์ ยูโรปา ลีก มาจากประเทศที่ได้โควตาส่งทีมลุย UCL ได้ไม่ต่ำกว่า 4 ทีม และมีทีมใดทีมหนึ่งจากประเทศนั้นทำอันดับในลีกดีพอจะได้ไปเล่น UCL ได้อยู่แล้ว จะต้องการันตีว่าทีมอันดับ 4 ต้องได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก
- ถ้าหากทีมแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และ แชมป์ ยูโรปา ลีก มาจากประเทศที่ได้โควตาส่งทีมลุย UCL ได้ไม่ต่ำกว่า 4 ทีม และต่างเป็นทีมที่จบอันดับต่ำกว่าที่ 4 ในลีกกันทั้งคู่ โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก ของประเทศนั้นจะเพิ่มเป็น 5 ทีม แต่ว่าทีมที่ได้อันดับ 4 จะต้องไปเล่น ยูโรปา ลีก แทน
- ถ้าหากทีมแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และ แชมป์ ยูโรปา ลีก มาจากประเทศที่ได้โควตาส่งทีมลุย UCL ได้ไม่ต่ำกว่า 4 ทีม และต่างเป็นทีมที่ทำอันดับติดท็อปโฟร์ในลีกได้อยู่แล้ว จะไม่มีการเพิ่มโควตาพิเศษให้ทีมอันดับ 5 ได้โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่อย่างใด
โดยหากเกิดกรณีนี้ ลีกของชาตินั้นจะได้โควตาส่งทีมลุย UCL แค่ 4 ทีมเหมือนเดิม
เซบีย่า คือทีมแรกที่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะแชมป์ ยูโรปา ลีก
เซบีย่า คือทีมแรกที่ได้โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะเจ้าของแชมป์ ยูโรปา ลีก ในปี 2015 หลังจากได้แค่อันดับ 5 ใน ลา ลีกา
และจากการที่ บาเลนเซีย สามารถเอาชนะ โมนาโก ได้ในรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2015-16 ทำให้สเปนกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีตัวแทนถึง 5 ทีมในรอบแบ่งกลุ่ม UCL
สำหรับพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มี 5 ทีมในรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2017-18 จากการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ได้ในซีซั่น 2016-17 แม้จะได้แค่อันดับ 6 ในลีกก็ตาม ส่วน ลิเวอร์พูล ที่คว้าอันดับ 4 ในปี 2017 ก็ไม่พลาดการเอาชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในรอบเพลย์ออฟ
แถมการที่ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยุโรปในปี 2017 ด้วยการถล่ม ยูเวนตุส ในนัดชิงไปถึง 4-1 หลังจากที่คว้าแชมป์ ลา ลีกา ไปครองได้อยู่แล้ว ยังส่งผลให้ทีมปีศาจแดงเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาล 2017-18 โดยอัตโนมัติอีกต่างหาก เนื่องจากโควตาแชมป์เก่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังไม่ถูกใช้ จึงยกผลประโยชน์ให้แชมป์ ยูโรปา ลีก แทน
ในฤดูกาล 2018-19 ยูฟ่า มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทีมวางในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ใหม่อีกครั้ง โดยยืนยันว่าทีมแชมป์ ยูโรปา ลีก จะได้เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม UCL โดยทันที ขณะที่ทีมอันดับ 1-4 จาก 4 ลีกที่มาตรฐานสูงที่สุดของทวีป ก็ได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติเช่นกัน โดยไม่ต้องไปเพลย์ออฟอีกต่อไป
ยูฟ่า พยายามเพิ่มความพิเศษกับทีมแชมป์ ยูโรปา ลีก ให้มากที่สุด หลังจากที่ในอดีต บรรดาทีมใหญ่ๆ มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับรายการนี้มากนัก แต่ปัจจุบัน นอกจากแชมป์ยูโรปาจะได้เข้ารอบแบ่งกลุ่ม UCL โดยอัตโนมัติแล้ว ยังได้เป็นทีมวางในโถ 1 ร่วมกับแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ลีกจาก 6 ชาติที่แรงกิ้งสูงที่สุดของทวีปอีกด้วย
ทีนี้หลายคนก็คงเกิดคำถามในใจว่า แล้วถ้าสมมติว่าทีมแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก คือทีมที่ได้โควตาผ่านผลงานในลีกอยู่แล้วล่ะ จะยกผลประโยชน์ให้ทีมไหนแทน?
ผมขออธิบายให้กระจ่างละกันครับ เพราะผู้รับผลประโยชน์จากโควตาแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ยูโรปา ลีก มันต่างกัน
………………………...
หากแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่างได้โควตา UCL ผ่านอันดับในลีกอยู่แล้ว :
- แชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 11 (ตุรกี) จะได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มทันที จากเดิมที่ต้องไปเล่นรอบเพลย์ออฟ
- แชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 13 (เดนมาร์ก) จะได้เลื่อนขึ้นมารอแข่งในรอบเพลย์ออฟ จากเดิมที่ต้องเริ่มต้นเส้นทางในรอบคัดเลือกรอบ 3
- แชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 15 (สาธารณรัฐเช็ก) จะได้เลื่อนขึ้นมารอแข่งในรอบคัดเลือกรอบ 3 จากเดิมที่ต้องเริ่มต้นเส้นทางในรอบคัดเลือกรอบ 2
1
- แชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 18 (กรีซ) และแชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 19 (เซอร์เบีย) จะได้เลื่อนขึ้นมารอแข่งในรอบคัดเลือกรอบ 2 จากเดิมที่ต้องเริ่มต้นเส้นทางในรอบคัดเลือกรอบแรก
…………………………
หากแชมป์ ยูโรปา ลีก ต่างได้โควตา UCL ผ่านอันดับในลีกอยู่แล้ว :
1
- ทีมอันดับ 3 จาก ลีก เอิง จะได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มทันที จากเดิมที่ต้องเริ่มต้นเส้นทางในรอบคัดเลือกรอบ 3
- แชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 10 (เนเธอร์แลนด์) และรองแชมป์ลีกแรงกิ้งยูฟ่าลำดับที่ 11 (ตุรกี) จะได้เลื่อนขึ้นมารอแข่งในรอบคัดเลือกรอบ 3 จากเดิมที่ต้องเริ่มต้นเส้นทางในรอบคัดเลือกรอบ 2
…………………………
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือในกรณีของทีมอันดับ 3 ลีก เอิง 2 ฤดูกาลล่าสุดอย่าง โอลิมปิก ลียง (2018-19) และ แรนส์ (2019-20) ปกติแล้วพวกเขาจะต้องไปเล่นรอบคัดเลือกรอบ 3
แต่จากการที่แชมป์ ยูโรปา ลีก 2 ฤดูกาลหลังสุดคือทีมที่ได้โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มอยู่แล้วอย่าง เชลซี และ เซบีย่า นั่นทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลียง และ แรนส์ จึงได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติตามไปด้วย
สถานการณ์ล่าสุด มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่มีโอกาสส่งทีมเข้าแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าได้ถึง 5 ทีม นั่นคือ สเปน และ อังกฤษ
สเปน จะได้โควตา 5 ทีมก็ต่อเมื่อ บียาร์เรอัล สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกม ยูโรปา ลีก นัดชิงชนะเลิศ คืนวันพุธหน้า หลังจากที่ แอตเลติโก มาดริด, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ เซบีย่า จอง 4 อันดับแรกของ ลา ลีกา ไปแล้ว
ส่วนพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะได้ 5 ทีมก็ต่อเมื่อ เชลซี หลุดจากท็อปโฟร์ แต่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เมืองปอร์โต้ คืนวันเสาร์หน้า
ณ เวลานี้ จึงการันตีได้เลยว่าทีมอันดับ 4 พรีเมียร์ลีก จะไม่มีทางพลาดตั๋วไปเล่น UCL แน่นอน 100%
การลุ้นแย่งโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เป็นการแย่งตั๋ว 2 ใบระหว่าง 3 ทีมเท่านั้น ประกอบด้วย เชลซี, ลิเวอร์พูล และ เลสเตอร์ ซิตี้
โปรแกรมแข่งนัดที่ 38 ของ 3 ทีมที่ลุ้นแย่งตั๋วไปเล่นถ้วยบิ๊กเอียร์ซีซั่นหน้า มีดังนี้
เชลซี (67 แต้ม ผลต่างประตู +23)
พบ แอสตัน วิลล่า (เยือน)
…………………………
ลิเวอร์พูล (66 แต้ม ผลต่างประตู +24)
พบ คริสตัล พาเลซ (เหย้า)
…………………………
เลสเตอร์ ซิตี้ (66 แต้ม ผลต่างประตู +20)
พบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (เหย้า)
…………………………
เชลซี มีความได้เปรียบทีมอื่นตรงที่ ณ เวลานี้ พวกเขาอันดับดีกว่าใครเพื่อน ขอแค่บุกชนะ แอสตัน วิลล่า ให้ได้ในคืนวันอาทิตย์ ก็ไม่ต้องไปสนใจผลการแข่งขันของคู่อื่นอีกแล้ว
หรือถ้าพวกเขาทำได้แค่เสมอที่ วิลล่า พาร์ค ก็ยังมีโอกาสติดท็อปโฟร์ได้ ถ้าหาก ลิเวอร์พูล กับ เลสเตอร์ ทีมใดทีมหนึ่งไม่ชนะ
หรือต่อให้ทีมสิงห์บลูส์ถึงขั้นแพ้ให้ทีมสิงห์ผงาด ก็ยังการันตีโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ถ้าหากหงส์แดงกับจิ้งจอกสยาม มีทีมใดทีมหนึ่งหลุดฟอร์มถึงขั้นพ่ายแพ้
หรือถ้าหากทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล พลาดท่าจบฤดูกาลแค่อันดับ 5 ก็ยังมีทางเลือกสำรอง นั่นคือการคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 มาครองให้ได้
…………………………
ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสสดใส เพราะขอแค่เปิดบ้านเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ให้ได้ ก็ไม่น่าจะพลาด เพราะถ้าชนะทีมของ รอย ฮ็อดจ์สัน ด้วยผลต่างแค่ 1 ประตู ทางเดียวที่พวกเขาจะหลุดมาอยู่ที่ 5 ได้ คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องชนะ สเปอร์ส ด้วยการยิงได้ไม่น้อยกว่า 5 ลูก
ผลเสมอก็อาจจะยังเพียงพอสำหรับทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วด้วยซ้ำ ถ้าหากในเกมนัดสุดท้าย เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ไม่สามารถพาทีมจิ้งจอกเอาชนะไก่เดือยทองได้สำเร็จ
และถ้าหาก สเปอร์ส เค้นฟอร์มบุกชนะ เลสเตอร์ ให้ถึง คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม จะยิ่งเป็นการส่งให้หงส์แดงไปเล่น UCL โดยทันที เพราะการที่ ลิเวอร์พูล จะแพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้านด้วยสกอร์ห่างถึง 5 ลูก คือเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
…………………………
ทีมที่ดูจะเหนื่อยหนักที่สุดคือ เลสเตอร์ ถึงแม้ปีนี้พวกเขาจะมีโทรฟี่ติดมืออย่างแชมป์ เอฟเอ คัพ แต่การพลาดโควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งที่อันดับบนตารางดูดีมาแทบจะตลอดทั้งฤดูกาล คือฝันร้ายของพวกเขามาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน
ชัยชนะเหนือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คืนวันอาทิตย์นี้ ยังไม่เพียงพอด้วยซ้ำ ถ้าหาก เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ต่างไม่พลาด 3 แต้มด้วยเหมือนกัน
ซึ่งถ้าหากทีมของ ร็อดเจอร์ส ไม่สามารถเอาชนะไก่เดือยทองได้จริงๆ ทางเดียวที่พวกเขาจะได้ไป แชมเปี้ยนส์ ลีก คือต้องลุ้นให้คู่แข่งลุ้นท็อปโฟร์ด้วยกัน มีทีมใดทีมหนึ่งสะดุดหัวทิ่มเท่านั้น
.
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเป้าหมายของทั้ง เชลซี, ลิเวอร์พูล และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในนัดสุดท้าย ต้องอยู่ที่ 3 คะแนนเต็มกันทั้ง 3 ทีมแน่
และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ บทสรุปของฟุตบอล 5 ลีกดังยุโรป จะได้คำตอบชัดเจนแน่นอน 100%
#เสียบสามเหลี่ยม #UCL #ยูฟ่า #ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก #แชมเปี้ยนส์ลีก #เชลซี #ลิเวอร์พูล #เลสเตอร์ #พรีเมียร์ลีก
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ