ก่อนจะไปวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมคิดว่าเราควรแสดงความยินดีกับ บียาร์เรอัล ที่สามารถคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก หนแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งที่เพิ่งผ่านเข้าชิงฟุตบอลรายการยุโรปเป็นครั้งแรกก่อนนะครับ
1
ทีมเรือดำน้ำสีเหลืองอาจจะทำผลงานใน ลา ลีกา ซีซั่นนี้ไม่คงเส้นคงวานัก แต่สำหรับรายการ ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2020-21 พวกเขาคือทีมเดียวที่ไม่แพ้ใครเลยตลอดทั้ง 15 นัด โดยไม่มีทีมไหนล้มพวกเขาได้มาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม
ถึงแม้รูปเกมของ บียาร์เรอัล จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับทีมปีศาจแดงซะส่วนใหญ่ในเกมเมื่อคืนวันพุธ แต่การที่พวกเขาคว้าแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษ ชนิดที่นักเตะในสนามยิงไม่พลาดครบทั้ง 11 คน มันควรต้องชื่นชมความพยายามและใจนิ่งของพวกเขา มากกว่าจะบอกว่าอาศัยโชคช่วย
อูไน เอเมรี่ ยังคงเป็นราชาของการคุมทีมคว้าแชมป์ถ้วยนี้ตัวจริงเสียงจริง นี่คือรอบชิงครั้งที่ 5 ผ่านการคุม 3 สโมสร โดยที่เขาได้เป็นกุนซือเพียงคนเดียวที่ได้ชูถ้วยยูโรปามากถึง 4 สมัย
จากที่จบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ในลีก ซึ่งเดิมทีต้องได้ไปเล่นแค่รายการลำดับที่ 3 ของยูฟ่าอย่าง ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่ตอนนี้ บียาร์เรอัล ได้จับจองที่นั่งในรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แถมยังได้เป็นทีมวางในโถ 1 อีกด้วย
เท่ากับว่านับตั้งแต่ เดปอร์ติโบ อลาเบส แพ้ ลิเวอร์พูล ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกม ยูฟ่า คัพ นัดชิงปี 2001 ด้วยโกลเด้นโกลที่มาจากการทำเข้าประตูตัวเองของ เดลฟี่ เกลี่ หลังจากนั้นมา นับเป็นเวลา 2 ทศวรรษเต็มๆ เข้าไปแล้ว ที่ทีมจากสเปนไม่แพ้คู่แข่งจากอังกฤษในเกมนัดชิงรายการของยูฟ่า ไม่ว่าจะเป็นถ้วยไหนก็ตาม
น่าเสียดายที่ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ไม่สามารถลบล้างอาถรรพ์เลวร้ายดังกล่าวของทีมจากแดนผู้ดีได้ ทั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกยกว่าเป็นต่อ บียาร์เรอัล ในรอบชิงที่เมืองกดังส์ค ประเทศโปแลนด์อย่างชัดเจน
แม้จะไม่มีกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่หายเจ็บข้อเท้าไม่ทันเวลา แต่ชื่อชั้นผู้เล่นของทีมปีศาจแดง ยังไงก็เหนือกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้
แน่นอนว่าผลงานพาทีมคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยไม่ต้องลุ้นหนักเกินไปกับการทำอันดับติดท็อปโฟร์ และสามารถเข้าชิงทัวร์นาเมนต์รายการแรกได้ในยุคของโซลชาร์ ทำให้เราประเมินฤดูกาล 2020-21 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ว่าเป็นไปในแง่บวก
แฟนบอลได้ดูเกมของทัพอสูรแดงสนุกขึ้น, หลายๆ นัดสามารถคว้าชัยชนะได้แบบน่าประทับใจ, มีการพลิกสถานการณ์จากโดนนำกลับมาแซงคว้าชัยได้นับไม่ถ้วน ส่วนสถิติการเล่นเกมลีกนอกบ้าน ก็ไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาลได้อย่างน่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งตัวของกุนซือชาวนอร์เวย์ ผู้รับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนาน ยังกล่าวยอมรับด้วยตัวเอง ว่าฤดูกาลใดก็ตามที่ไร้ถ้วยรางวัลติดมือ คุณไม่สามารถบอกว่ามันเป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้
“เราขยับเข้าใกล้มากขึ้นและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ (กับการลุ้นคว้าแชมป์) วันนี้เราอยู่ห่างจากการมีถ้วยรางวัลและค่ำคืนที่ดีเพียงแค่ลูกเตะเพียงครั้งเดียว บางทีนั่นคือความแตกต่างระหว่างชัยชนะกับความพ่ายแพ้”
“เราต้องเรียนรู้จากมัน เราต้องลิ้มรสชาติความรู้สึกแบบนี้ซะ และทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่ได้สัมผัสกับมันอีก เราไม่ได้ยกระดับ และเรารู้ว่าเราไม่ได้เล่นดีในแบบที่เราสามารถทำได้เลย”
“แต่เราต้องมีความปรารถนาที่จะกลับมาให้ได้ในปีหน้า และปรับปรุงให้มันดีขึ้น และนั่นจะเป็นเรื่องของขอบเขต ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้ขอบเขตมันมาอยู่ในฝั่งของคุณได้ คือการทำงานให้หนักขึ้นและดีขึ้น”
“ง่ายๆ เลยก็คือเราจำเป็นต้องทำให้ดีกว่านี้ เราทำผลงานได้ดีจริงๆ ในฤดูกาลนี้ กับการออกสตาร์ทที่มันยากอย่างแท้จริง เราไม่มีช่วงปรีซีซั่นใดๆ ทั้งสิ้น และแพ้ไป 3 นัดจาก 6 เกมแรก ซึ่งทั้งหมดคือการแพ้คาบ้าน”
“เราเร่งเครื่องในเกมลีก บางทีเราอาจจะเข้าใกล้จุดสูงสุดได้มากกว่าที่เราคิด และเราก็ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ แต่คุณจำเป็นต้องชนะนัดชิงแบบนี้ให้ได้เท่านั้น เพื่อทำให้มันเป็นฤดูกาลที่ดี”
“ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาชี้ว่าอะไรที่ถ้าผมทำอีกแบบมันอาจสร้างความแตกต่าง เพราะเมื่อคุณก้าวออกมาโดยไม่มีโทรฟี่ติดมือ นั่นคือคุณยังทำอะไรไม่ถูกต้อง”
บอกตามตรง ในความรู้สึกของผม ต่อให้เมื่อคืนที่ผ่านมา สมมติว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกิดคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ได้ด้วยการชนะดวลจุดโทษขึ้นมาจริงๆ มันก็ยังไม่ใช่ผลงานที่ดีพอสักเท่าไร เพราะทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีศักยภาพมากพอที่จะปิดจ๊อบคว้าชัยชนะใน 90 นาทีได้
1
ถึงแม้ว่า บียาร์เรอัล จะไม่ใช่ทีมกระจอกๆ แต่สิ่งที่เราได้เห็นตลอดทั้ง 120 นาทีที่กดังส์ค พวกเขาก็ไม่ได้มีพิษสงมากขนาดจะทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นแบบกลัวแพ้
1
และถ้าจะให้อธิบายเกมนัดชิง ยูโรปา ลีก ด้วยคำจำกัดความที่ชัดเจนมากขึ้นไปอีก นั่นก็คือเราได้เห็นจุดอ่อนทั้งหมดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดปัจจุบันผ่านเกมการแข่งขันนัดนี้เพียงนัดเดียว
1
ดาบิด เด เคอา ไม่ใช่ผู้รักษาประตูที่จะฝากความหวังอะไรได้ในการป้องกันลูกจุดโทษ
กองหลังยังคงเสียประตูในจังหวะเซตพีซแบบง่ายดายเกินไป และบางทีคุณอาจไม่มีวันได้แชมป์รายการใหญ่ๆ ถ้ายังฝืนใช้นักเตะอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลัก
1
ปอล ป็อกบา คือนักเตะที่เก่งมาก ไม่มีใครเถียง แต่นี่คืออีกครั้งที่เราได้เห็นกันว่าเขายังคงไม่ใช่ผู้เล่นที่แฟนบอลอุ่นใจได้อย่างแท้จริง ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าเขาจะเล่นดีหรือเล่นแย่ในวันไหนบ้าง
1
การเดินเกมรุกจะต้องติดๆ ขัดๆ ทุกครั้ง เมื่อถึงวันที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออก และมันจะกลายเป็นอาการโคม่าซ้ำซ้อนตามไปด้วย ถ้าหาก มาร์คัส แรชฟอร์ด โชว์ฟอร์มได้น่าหงุดหงิดตาม
และเรื่องสำคัญที่สุดก็คือเครื่องหมายคำถามที่มีต่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ว่าสรุปแล้ว คุณมีวิธีพลิกแพลงเพื่อเอาชนะในสถานการณ์ลำบากได้มากแค่ไหน
และสิ่งที่ต้องสงสัยก็คือ ขุมกำลังสำรองดีไม่พอจริงๆ หรือว่าเป็นเพราะตัวคุณเองต่างหากที่ไม่กล้ามอบความไว้ใจให้ใครอื่น นอกจากนักเตะที่เป็น 11 คนแรกในใจเพียงไม่กี่คน
1
ในขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ พักผู้เล่นแกนหลักไว้ยกชุดในเกมพรีเมียร์ลีกนัดปิดฤดูกาลเมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่ส่งทีมชุดบีบุกไปเฉือน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 2-1 โดยมีแค่ เอริก ไบยี่ เพียงคนเดียวที่ได้ลงตัวจริงต่อเนื่อง เพราะ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ หายเจ็บกลับมาคุมแดนหลังไม่ทันเวลา…
แต่ทางฝั่ง อูไน เอเมรี่ เปลี่ยนไลน์อัพที่ออกสตาร์ทแค่ตำแหน่งเดียวจากเกม ลา ลีกา นัดบุกแพ้ เรอัล มาดริด 2-1 เมื่อคืนวันเสาร์ โดยส่ง ฮวน ฟอยธ์ ที่เพิ่งฟิตสมบูรณ์กลับมาลงแบ็กขวาตัวจริงแทนที่ มาริโอ กาสปาร์
การจัดทีมของ โซลชาร์ มีจุดเซอร์ไพรส์ตรงที่เขาไม่ได้เลือกใช้คู่กลางเป็น เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ยืนกลางรับคู่กัน แต่เลือกถอย ปอล ป็อกบา ลงต่ำไปยืนกลางคู่กับ แม็คโทมิเนย์ เพื่อหวังบอลจากแนวลึกของกองกลางทีมชาติฝรั่งเศส
แนวรุกถือว่าจัดเต็ม มีทั้ง เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เอดินสัน คาวานี่ โดยที่ บรูโน่ ได้สวมปลอกแขนกัปตันลงนำทัพ จากการที่ แม็กไกวร์ ทำได้แค่ยืนเชียร์เพื่อนที่ข้างสนาม
ส่วน 11 ตัวจริง บียาร์เรอัล ของเอเมรี่ มาในระบบ 4-4-2 แดนหน้าถือว่าอันตรายสุดๆ เมื่อนำมาโดย เคราร์ด โมเรโน่ ตัวรุกทีมชาติสเปนดีกรีรองดาวซัลโว ลา ลีกา (23 ประตู) จับคู่กับ คาร์ลอส บัคก้า หัวหอกทีมชาติโคลอมเบีย ที่เคยได้แชมป์ ยูโรปา ลีก กับ เซบีย่า มาถึง 2 สมัย
แดนกลางมีดาวเตะประสบการณ์สูงทั้ง ดานี่ ปาเรโฆ่ อดีตตัวหลักของ บาเลนเซีย และ เอเตียน กาปู มิดฟิลด์ตัวตัดเกมชาวฝรั่งเศส ที่เพิ่งย้ายจาก วัตฟอร์ด มาร่วมทีมไม่กี่เดือน ปล่อยให้ เยเรมี่ ปิโน่ กับ มานู ตรีเกรอส ขึ้นเกมทางด้านข้าง
อีกตำแหน่งที่น่าจับตามองของทีมเรือดำน้ำสีเหลืองอยู่ที่คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ เมื่อเป็นการประสานงานกันระหว่าง ราอูล อัลบิโอล อดีตกองหลังทีมชาติสเปนชุดแชมป์โลก กับ เปา ตอร์เรส เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่งถนัดเท้าซ้าย ซึ่งเป็นตัวหลักทีมชาติชุดปัจจุบัน
ผมสนใจฟอร์มการเล่นของ เปา ตอร์เรส มากเป็นพิเศษ เพราะตกเป็นข่าวอย่างหนักว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการดึงตัวไปเสริมแนวรับในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งสิ่งที่ผมได้เห็น ถือว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ไว้ใจได้ดีมากๆ
วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ยังคงเป็นกองหลังที่มีจุดอ่อนตรงที่มัวแต่จ้องบอล ไม่ค่อยมองการเคลื่อนที่ของตัวที่ต้องประกบ จนมีส่วนโดยตรงกับการปล่อยให้ เคราร์ด โรเมโน่ สลัดหลุดไปยิงลูกเปิดฟรีคิกจาก ดานี่ ปาเรโฆ่ ทำให้ บียาร์เรอัล ขึ้นนำ 1-0 ได้ง่ายๆ
แต่ทางฝั่ง เปา ตอร์เรส แสดงให้เห็นว่าเขามีสมาธิกับการป้องกันตลอด
ปราการหลังซึ่งเป็นผลผลิตแท้ๆ จากอะคาเดมี่ของทีมเรือดำน้ำสีเหลืองไม่มีจังหวะเข้าสกัดโฉ่งฉ่าง ยืนตำแหน่งให้บอลผ่านเข้าเข้าสู่พื้นที่อันตรายได้ยากมาก และเป็นผู้เล่นที่บล็อคลูกยิงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้มากที่สุดในสนาม (2 ครั้ง) แถมระมัดระวังไม่ให้บอลไปโดนอวัยวะส่วนมือหรือแขนได้ดีมาก ผิดกับ เอริก ไบยี่ ที่ทำให้แฟนผีมีเสียวในช่วงท้ายเกม ว่าจะทำให้ทีมโดนจุดโทษหรือไม่
1
ในเกมนี้ บียาร์เรอัล มีโอกาสลุ้นยิงเข้ากรอบเพียงครั้งเดียวตลอดทั้งเกม และได้ประตูทันที แถมเกมโดยรวม พวกเขาก็เน้นการยืนตำแหน่งปิดช่องว่าง ไม่ให้แนวรุกปีศาจแดงมีพื้นที่สปรินท์ได้ตามถนัด
นั่นทำให้เราได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่ก็ยังขาดจินตนาการในการเข้าทำ
การที่ บียาร์เรอัล คุมพื้นที่ตรงกลางอย่างแน่นหนา และไม่ปล่อยพื้นที่ว่างด้านหลังแผงแบ็กโฟร์ นั่นทำให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่มีจังหวะออกบอลสร้างสรรค์โอกาสได้เลยแม้แต่หนเดียวตลอดทั้งเกม เช่นเดียวกับ ปอล ป็อกบา ก็ดูไม่ค่อยกล้าเสี่ยงออกบอลทะลุทะลวงจากแนวลึกมากนัก
กลายเป็นว่ากองกลางที่ดูจะเล่นได้ดีที่สุดของทีมปีศาจแดงกลับเป็น สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่วิ่งพล่านพยายามแย่งบอลให้ทีมกลับคืนมาเร็วๆ ตลอดเวลา แล้วมีจังหวะลองซัดจากนอกกรอบเขตโทษเองประมาณ 3 ครั้ง แต่น่าเสียดายที่ทั้ง 3 หนไม่ตรงกรอบเลย
1
แต่ถึงอย่างนั้น แม็คโทมิเนย์ ก็ได้เครดิตแอสซิสต์ประตูตีเสมอ จากการที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ลองซัดเต็มแรงจากนอกเขตโทษในจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม แล้วบอลไปแฉลบนักเตะทีมจากสเปนกระดอนไปโดนเจ้าแม็คซอส เข้าทางให้ เอดินสัน คาวานี่ เก็บตกยิงจ่อๆ ง่ายๆ เพราะ เคโรนิโม่ รูยี่ นายด่านทีมชาติอาร์เจนตินาล้มตัวเสียจังหวะไปแล้ว
อันที่จริง แมนฯ ยูไนเต็ด ตีเสมอได้เร็วทีเดียว เพราะสกอร์เป็น 1-1 ตั้งแต่นาทีที่ 55 นั่นควรจะทำให้โมเมนตัมเข้าทางปีศาจแดงเร่งเครื่องแซงนำ แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทีมปีศาจแดงยังประสบปัญหากับการหาโอกาสโจมตี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดูจะกดดันกันมาก จนทำให้เล่นแบบเกร็งๆ เร่งเกมกันได้ไม่เต็มศักยภาพ ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ดูจะดื้อรั้น พยายามเอาชนะการดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่งมากเกินไปเหมือนเดิม
ในนาทีที่ 70 แรชฟอร์ด แสดงให้เห็นชัดเจนว่าฟอร์มของเขาในตอนนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอยชัดเจน เมื่อทำหมูหก แปลูกเปิดเรียดแบบถวายพานของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มาให้ยิงจ่อๆ หน้าประตูหลุดกรอบออกไปอย่างหน้าตาเฉย
1
แม้จังหวะนั้นอาจจะถูกจับล้ำหน้า แต่สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศ ถ้าคุณได้โอกาสทองที่จะจบสกอร์แบบนั้นเมื่อใดก็ตาม คุณต้องห้ามพลาด เพราะมันจะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าคุณไม่พร้อมที่จะลงโทษคู่แข่งเลยสักนิด
ไม่ใช่แค่ฟอร์มเกมรุกที่ดูฝืดๆ แต่ความตื่นตัวในการช่วยไล่บอล ช่วยเชื่อมเกมให้เพื่อนเล่นง่าย ยังเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจาก แรชฟอร์ด ในเกมเมื่อคืนนี้
คนเดียวในโลกที่ยังไว้ใจให้นักเตะที่ทำผลงานแบบนี้ได้อยู่ในสนามโดยไม่คิดเปลี่ยนตัวออกมา คือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ซึ่งผมไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเรื่องของความเชื่อใจว่า แรชฟอร์ด อาจใช้ความสามารถเฉพาะตัวตัดสินเกมในช่วงใดช่วงหนึ่งก็เป็นได้
1
หลายคนรู้ว่าฟอร์มการเล่นที่ตกลงอย่างน่าเกลียดในช่วงหลังของดาวยิงทีมชาติอังกฤษ มาจากการที่เจ้าตัวฝืนอาการบาดเจ็บข้อเท้าลงสนามอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีปัญหาด้านสภาพจิตใจ หลังเลิกรากับแฟนสาวที่คบกันมานาน จนมีข่าวว่าเจ้าตัวมีอาการซึมเศร้าอีกต่างหาก
เรื่องอาการบาดเจ็บและสภาพจิตใจที่ไม่เต็มร้อย มันน่าเห็นใจก็จริง แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือทำไม โซลชาร์ ถึงไม่คิดจะให้โอกาสผู้เล่นคนอื่น ลองทำผลงานแทนเขาดูบ้าง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเขามีส่วนกับการเป็นคนทำลายคุณภาพตัวสำรองด้วยตัวเองหรอกหรือ?
1
ในเมื่อวิธีโจมตีแบบเดิมๆ ดูจะไม่ได้ผล บางทีการลองส่ง ฆวน มาต้า, อาหมัด ดิยัลโล่ หรือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ลงสนาม มันอาจจะสร้างจังหวะที่แตกต่างได้ แต่ว่า โซลชาร์ ไม่ยอมทำ
ถ้าจะบอกว่านักเตะเหล่านี้คือตัวสำรองที่ไม่น่าไว้ใจ ก็ต้องถามกลับว่า แล้วตัวสำรองของ บียาร์เรอัล เหนือกว่า มาต้า, ฟาน เดอ เบค มากขนาดนั้นเลยหรือ กุนซืออย่าง เอเมรี่ ถึงกล้าใช้โควตาเปลี่ยนตัวรัวๆ ตั้งแต่ในเวลาปกติ
1
ผมแทบไม่เคยเห็นผู้จัดการทีมคนไหนไม่ใช้โควตาเปลี่ยนตัวเลยสักครั้งภายในช่วง 90 นาทีของเกมนัดชิงฟุตบอลระดับสูง แต่กุนซือชาวนอร์เวย์ทำให้เห็นแล้ว เพราะนอกจาก 11 คนแรกที่เขาส่งลงสนาม เขาแทบไม่ไว้วางใจคนที่อยู่บนม้านั่งสำรองเลย
1
และที่นักเตะผีแดงออกอาการล้าในช่วงต่อเวลาพิเศษจนเร่งไม่ขึ้น คุณจะให้ไปโทษใครได้ นอกจากความดื้อรั้นเกินไปของผู้จัดการทีม
เนื่องจาก อองโตนี่ มาร์กซิยาล หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาเป็นตัวเลือกสำรองในแดนหน้าไม่ทันเวลา นั่นทำให้ผมเดาใจ โซลชาร์ ค่อนข้างง่าย ว่าถ้าเขาเปลี่ยนตัวคนแรก (ซึ่งกว่าจะทำก็ต้องรอถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ) ว่าจะมาไม้ไหน
นั่นคือการส่ง เฟร็ด ลงไปช่วยวิ่งพล่านในแดนกลาง ถอด แรชฟอร์ด ที่เล่นไม่ค่อยดีและไม่ค่อยพร้อมออกมา แล้วขยับ ปอล ป็อกบา ขึ้นไปมีอิสระในการทำเกมรุกให้มากขึ้น
1
แต่สิ่งที่ผมตะลึงก็คือการถอดนักเตะที่เก่งในเรื่องการหาจังหวะสับไกยิงอย่าง เมสัน กรีนวู้ด ออกจากสนามเป็นคนแรก และการเปลี่ยนตัวอีก 4 คนที่เหลือ ก็ไม่ช่วยอะไรให้ทีมได้เปรียบในการพยายามเอาชนะใน 120 นาที
1
การเลือกส่ง แดเนียล เจมส์ ลงสนามแทน ปอล ป็อกบา บ่งบอกว่า โซลชาร์ ไม่คิดเปลี่ยนแผนการเล่น ไม่คิดเสี่ยงปิดเกม และเหมือนหวังว่าจะมีจังหวะเข้าทางให้ปีกทีมชาติเวลส์ได้ใช้ความเร็วฉกฉวยความผิดพลาดจาก บียาร์เรอัล เท่านั้น
อั๊กเซล ทวนเซเบ้ ถูกส่งลงไปแทน เอริก ไบยี่ ที่มีใบเหลืองติดตัว เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดการโดนใบแดงในช่วงท้ายๆ ของการต่อเวลา ส่วน ฆวน มาต้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ถูกส่งลงไปเพื่อเป็นมือสังหารจุดโทษโดยเฉพาะ
การตัดสินใจกั๊กโควตาเปลี่ยนตัวเพื่อรอลุ้นในช่วงดวลจุดโทษ มากกว่าจะพยายามเอาชนะคู่แข่งที่เน้นตั้งรับให้ได้ในเวลานี่แหละ ที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกรับไม่ค่อยได้
1
เพราะมันไม่มีอะไรการันตีเลยว่า การดวลจุดโทษที่แทบไม่ต่างอะไรกับการวัดดวง จะเป็นทีมของคุณที่น่าชนะมากกว่า
เท่านั้นไม่พอ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังไม่ยอมฉกฉวยความได้เปรียบจากการเสี่ยงทายโยนเหรียญถูก ด้วยการเลือกให้ทีมตัวเองยิงก่อนอีกต่างหาก ซึ่งการเปิดโอกาสให้ บียาร์เรอัล ได้เริ่มยิงก่อน มันเป็นการลดความกดดันให้คู่แข่งไปในตัว
ผมไม่อยากกล่าวโทษ ดาบิด เด เคอา เพราะทุกคนรู้ว่าเขาไม่ใช่นายทวารที่เซฟจุดโทษได้เก่ง และบางทีเขาอาจไม่เคยฝึกซ้อมยิงจุดโทษอย่างจริงจังมาก่อนเลยก็ได้
ครั้งสุดท้ายที่ เด เคอา เซฟจุดโทษได้สำเร็จ ต้องย้อนไปไกลถึง 5 ปีก่อน ในเกม เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งล้มตัวปัดลูกยิงของ โรเมลู ลูกากู เอาไว้ได้ ก่อนที่หลังจากนั้น เขาเซฟไม่สำเร็จอีกเลยนานถึง 25 ครั้งติดต่อกัน นับรวมทั้งการเล่นทีมชาติและสโมสร
อันที่จริง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ สามารถใช้โควตาเปลี่ยนตัวคนสุดท้ายด้วยการส่ง ดีน เฮนเดอร์สัน ลงไปแทน เด เคอา ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของการต่อเวลาได้อีกคนนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าเขาไม่ทำแบบนั้น เพราะน่าจะต้องการให้ เด เคอา ได้ทำหน้าที่จนถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องชมการยิงที่เด็ดขาดมากๆ ของนักเตะบียาร์เรอัลเช่นกัน ซึ่งแต่ละลูกถือว่าไม่ง่ายเลยที่จะเซฟได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยิงของนายทวารอย่าง เคโรนิโม่ รูยี่ ที่สมบูรณ์แบบไม่แพ้นักเตะเอาต์ฟิลด์คนไหนทั้งสิ้น
น่าเสียดายที่โชคไม่เข้าข้าง เด เคอา เพราะ รูยี่ ไม่ยอมหลงทาง ทำให้ลูกยิงอันเบาหวิวของนายด่านทีมชาติสเปนไปติดเซฟของนายประตูชาวอาร์เจนไตน์ และกลายเป็นจุดตัดสินชัยชนะให้ทีมเรือดำน้ำสีเหลืองทันที
1
การพลาดแชมป์ ยูโรปา ลีก ครั้งนี้ ทำให้นี่คือครั้งแรกในรอบ 32 ปี ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลแบบไร้ถ้วยรางวัลติดมือนานถึง 4 ฤดูกาลติดต่อกัน
แน่นอนว่าผลงานตลอดทั้งฤดูกาล 2020-21 ถือว่ามีพัฒนาการชัดเจนทุกด้าน ทั้งในแง่จำนวนคะแนนในลีกที่เก็บได้, จำนวนชัยชนะที่สม่ำเสมอขึ้น, แพ้ได้ยากขึ้น, พลิกสถานการณ์ได้มากขึ้น และมีรูปแบบการเข้าทำที่อันตรายกว่าเดิม
แต่จุดอ่อนหลายๆ อย่างยังคงไม่ได้รับแก้ไข แม้กระทั่งการตัดสินใจบางอย่างของคนเป็นผู้จัดการทีม มันก็ทำให้แฟนบอลเริ่มหวาดหวั่น ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าหากถึงตอนที่ทีมเข้าสู่สถานการณ์ต้องชี้ชะตาในเกมนัดสำคัญอีกในฤดูกาลหน้า
1
ถ้าหากได้ตัวนักเตะที่ดีกว่านี้เข้ามาเสริม แล้ว 11 คนแรกที่ดีที่สุดเปลี่ยนไปจากในปัจจุบัน ถึงตอนนั้น โซลชาร์ จะไว้ใจผู้เล่นที่สูญเสียสถานะตัวหลักบ้างหรือเปล่า? ในเมื่อนักเตะอย่าง ฆวน มาต้า, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ยังได้รับโอกาสน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
สัญญาคุมทีมของ โซลชาร์ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เหลืออีกเพียงปีเดียว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาถือว่าเขาทำให้ทีมค่อยๆ ทำผลงานดีขึ้นจริงๆ
เพียงแต่มันยังไม่ดีพอ ที่จะหยิบโทรฟี่เข้าสู่สโมสรได้อย่างที่แฟนบอลกดดันและคาดหวัง
ผมหวังแค่ว่าความล้มเหลวในซีซั่นนี้ จะไม่ทำให้พวกตระกูลเกลเซอร์ และบอร์ดบริหารตั้งคำถามในเรื่องของการไว้ใจให้ โซลชาร์ ได้งบประมาณไปเสริมทัพมากนัก
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อาจยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ว่าเขาพร้อมเป็นคนที่จะพาสโมสรไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
แต่มันคงไม่ใช่เรื่องยุติธรรม หากรีบปิดโอกาสเขาตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่เขายังใช้เวลาที่ขอไม่ครบ และยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ให้สร้างทีมที่เขาต้องการได้อย่างเสร็จสมบูรณ์
ถึงฤดูกาลนี้มันอาจยังไม่ดีพอ แต่มันก็ไม่แย่ขนาดที่จะตราหน้าว่าเขาคือกุนซือที่กระจอก เพราะพัฒนาการมันมีให้เห็น แค่น่าเสียดายที่ตายตอนจบเท่านั้น
เพียงแต่ตัวของ โซลชาร์ เองต้องไม่ลืมว่า เมื่อถึงฤดูกาลหน้า เขาจะต้องเจอกับความกดดันมากที่สุด ยิ่งกว่าช่วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมาที่เขาคุมทีม
และถ้าหากเกิดความผิดพลาดแบบเดิมๆ, เขาทำให้แฟนบอลไม่ไว้ใจด้วยปัญหาเรื่องเดิมๆ มันก็จะไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป ถ้าหากตอนนี้ของปีหน้า สโมสรประกาศว่า จะต้องมีกุนซือคนใหม่มาแทนที่เขา
แฟนบอลควรมีหน้าที่ต้องหนุนผู้จัดการทีม แต่เมื่อผลงานไม่ดีอย่างที่คิด การวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องที่หนีไม่พ้นแน่นอนครับ….
#เสียบสามเหลี่ยม #ผีแดง #แมนยู #แมนฯยูไนเต็ด #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด #ป็อกบา #บรูโน่แฟร์นันด์ส #ลินเดอเลิฟ #แรชฟอร์ด #เคราร์ดโมเรโน่ #คาวานี่ #เดเคอา #โซลชาร์ #UEL #ยูโรป้า #ยูโรปาลีก #พรีเมียร์ลีก