มีบัญชีอยู่แล้ว?
มีหลายครั้งในชีวิตคน คนนึง
ที่ต้องพบเจอและก้าวข้ามเรื่องราวเป็นธรรมดา
ทูบีเอง...มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้ ได้อ่านบทความที่มีผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นำมาให้อ่านเสมอ ๆ
🏵️🌻🌸
บางเรื่อง...อ่านไปแรกๆไม่ได้น่าสนใจอะไร
อ่านไปค่อยๆซึมซับไปทีละนิด
อ่านไป..ยิ่งน่าติดตามขึ้นไปเรื่อยไป
เริ่มสะท้อนมุมมอง...ตัวตน...เริ่มเห็นสัจธรรม
🌸🌼🏵️
อ่านจบ น้ำตาซึม!!
เกริ่นมาขนาดนี้ ต้องมีอะไรดีดีมาฝากแน่นอนค่ะ
🌻🌟🌼
หลังจากทูบี อ่านเรื่องๆนึงจบ มีความรู้สึกว่า สภาวะที่เรากำลังเผชิญโรคร้ายนี้ มีพื้นที่ของ
คำว่าครอบครัวมากขึ้น มีการดูแลช่วยเหลือกันมากขึ้น
🏵️🌼🌸
แต่ในบางมุม ถูกบดบัง มุมปรัชญาชีวิตดีดี
วันนี้ทูบีนำมาแบ่งปัน
เราลองมาอ่านเรื่องนี้กันดูนะคะ
🏵️🌼🌸
กว่าจะรู้
คุณแม่เก็บเด็กสมองช้ามาเลี้ยงให้เป็นน้องสาวฉัน สร้างความกดดันที่ไม่ดีกับฉันมาก หลายปีให้หลัง คุณแม่เป็นอัมพาต น้องสาวได้ทำสิ่งหนึ่งไว้... ทำให้ฉันต้องร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
🌼🌸🏵️
ฉันชื่อ "อาโหง่ย" คุณพ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปนานแล้ว คุณแม่ครองตัวเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวๆ
🌼🌟🌻
ตอนฉันอายุได้10ขวบ มีอยู่วันหนึ่งคุณแม่พาฉันเข้าเมือง ระหว่าทางเห็นเด็กเกเรกลุ่มหนึ่ง กำลังกลั่นแกล้งทุบตีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 6-7ปี ซึ่งนั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัวอยู่ข้างกำแพง คุณแม่รีบไล่กลุ่มเด็กเกเรออกไป แล้วอุ้มเด็กหญิงคนนั้นขึ้นมา ดวงตาเด็กหญิงเหม่อลอย ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ที่แท้เป็นเด็กสติปัญญาบกพร่อง จากคำบอกเล่าของกลุ่มเด็กเกเร จึงรู้ว่ามีคนเอามาทิ้งใว้เมื่อหลายวันก่อน
🌸🏵️🌼
แม่ปัดดินฝุ่นที่ติดตัวเด็กออก แล้วพูดว่า
"กลับบ้านกับแม่นะ"
อาโหง่ยมองหน้าแม่แล้วถามว่าทำไมแม่ต้องเอาเด็กปัญญาอ่อนกลับไปด้วย? แม่ตอบว่า ถ้าไม่มีคนดูแล เธอคงจะต้องหนาวตายหรือไม่ก็หิวตาย เห็นคนกำลังจะตาย ถ้าเราไม่ช่วยจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ อาโหง่ยรู้สึกมีอะไรขึ้นมาจุกที่ลำคอ ถามแม่ต่อ แล้วทำไมคนอื่นไม่เอาไปดูแล ทำไมต้องเป็นแม่ล่ะ จะหนาวตายหรือหิวตาย ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเราเลย พอแม่ฟังจบฉันก็โดนแม่ตบไป1ฝ่ามือ
🌼🏵️🌸
จากการถูกแม่ตบไป1ฝ่ามือนี้ อาโหง่ยเก็บความเกลียดชังเด็กหญิงปัญญาอ่อนคนนี้อยู่ในใจตลอดเวลา
เด็กโง่ถูกแม่พากลับมาบ้าน แม่ได้อาบน้ำ ตัดผม และยังเอาเสื้อผ้าเก่าที่อาโหง่ยใส่ตอนยังเด็ก มาให้เด็กโง่ใส่ เด็กโง่บ่นพึมพำฟังไม่ได้ศัพพ์ แม่พูดกับเด็กโง่อย่างอ่อนโยนว่า ต่อไปลูกชื่อ "อาซิ่ว"ก็แล้วกัน อาโหง่ย,อาซิ่ว เธอจะเป็นพี่สาวและน้องสาวกัน อาโหง่ยโกรธจัดพูดเสียงดังใส่แม่ว่า "หนูไม่เคยมีน้องสาว"
🌻🌼🏵️
ฤดูใบไม้ผลิ มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของราชการมาตรวจโรคฟรีในหมู่บ้าน แม่รีบพาอาซิ่วไปให้หมอตรวจหลังตรวจเสร็จ หมอได้คุยกับแม่ว่า "เด็กคนนี้ มีไอคิวค่อนข้างต่ำ" เช่นตอนนี้ สมองเธอเพิ่งจะเท่ากับเด็ก 3 ขวบ การรักษาที่ดีที่สุด คือ ให้ความรักและความอบอุ่น " พูดคุยกับเธอบ่อยๆ" เผื่อว่าเธอจะพูดได้บ้าง ที่ต้องระวังคือ อย่าทอดทิ้งเธอให้ห่างสายตา
🌼🌸🌻
"คุณแม่"จดจำคำพูดของหมอใว้เป็นอย่างดี พอตื่นเช้า ก็พูดกับอาซิ่วเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม่ไม่เพียงแต่พูดเอง ยังบังคับให้"อาโหง่ย"
ช่วยพูด โดยบังคับว่าอย่างน้อยต้องพูดกับอาซิ่ววันละ 100คำ ยิ่งทำให้"อาโหง่ย" เกิดความชิงชังน้องสาวโง่คนนี้ยิ่งขึ้น ส่วนอาซิ่ว ก็มองหน้าอาโหง่ยอย่างเฉยเมย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย
🌟🌻🌸
ด้วยความรังเกียจอาซิ่ว อาโหง่ยจึงคิดว่า ถ้าอาซิ่วไปโรงเรียนแล้วเพื่อนๆมาหยอกล้อรังแกอาซิ่ว และว่าเธอมีน้องสาวปัญญาอ่อน เมื่อคิดถึงตรงนี้ อาโหง่ยก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟอีก มีบางโอกาศที่แม่ไม่อยู่ "อาโหง่ย" จะจัดการอาซิ่วทุกอย่างที่คิดออก ถ้าไม่ปล่อยให้อดข้าว ก็ทำให้เสื้อผ้ากระจัดกระจาย เพราะอาซิ่วพูดไม่ได้ ย่อมฟ้องไม่เป็น บางครั้งแม่สั่งให้พาอาซิ่วไปเที่ยว เธอก็จะบ่นว่า ใครอยากพาคนโง่ออกไปเที่ยวล่ะ เคยพาออกไปครั้งหนึ่ง ก็ถูกเด็กเกเรกลั่นแกล้งเอาดินโรยใส่บ้าง เอาขวดน้ำเปล่าแกล้งตีหัวบ้างทุกครั้ง "อาซิ่ว"ก็ได้แต่เอามือกุมหัวนั่งร้องให้ เรียกแจ๋แจ้ช่วยด้วย แต่อาโหง่ยก็ไม่เคยช่วยแม้แต่ครั้งเดียว
🌻🌟🌸
ตอนอาซิ่วอายุ 8 ปี แม่สั่งให้อาโหง่ย พาอาซิ่วไปโรงเรียนด้วย อาโหง่ยร้องให้เสียงดัง หนูยินดีไม่ไปเรียนก็ได้ ถ้าจะให้พาอาซิ่วไปโรงเรียนด้วย การไม่มีพ่อแต่เล็ก และครอบครัวยากจน บ่มเพาะนิสัยเอาแต่ใจตัวเองของอาโหง่ย การไม่ยอมให้อาซิ่วไปโรงเรียนด้วย ก็แค่กลัวถูกล้อเลียนเท่านั้น สุดท้ายแม่จนปัญญา ต้องให้หยุดเรียน แม้โรงเรียนจะอยู่หมู่บ้านข้างๆนี้เอง แต่อาซิ่วยังเคยเดินหลงทาง แม้แต่ในหมู่บ้านตัวเองแท้ๆ อาซิ่วก็ยังเคยเดินหลงทางเช่นกัน แต่อาซิ่วก็มีความสุข ที่ได้อยู่บ้าน เธอชอบเอากิ่งไม้ไปเผาไฟจนปลายไม้กลายเป็นถ่าน แล้วเอามาขีดเขียนเล่นบนพื้นดิน และสามารถเขียนได้เป็นครึ่งๆวัน
🌼🏵️🌟
หลายปีผ่านไป อาซิ่วเติบโตจนเป็นสาว หน้าตาสะสวย ร่างกายเติบโตตามวัย แต่สมองไม่ได้โตตามไปด้วย เธอฝึกจนจำทางในหมู่บ้านได้ดี พูดคุย ตอบโต้กับแม่ได้ดีพอสมควร และทำงานบ้านที่ง่ายๆได้ทุกอย่าง
🌟🏵️🌼
ส่วนอาโหง่ย เรียนจบมัธยมและสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในตัวเมืองได้ เธอเปรียบเหมือนนกเหยี่ยวที่บินออกจากรัง เธอพบกับอิสระแห่งชีวิต ปี 1 ผ่านไปอย่างมีความสุข น้อยครั้งที่เธอจะคิดถึงบ้าน ช่วงปิดเทอมเธอกลับบ้าน พอย่างเท้าเข้าบ้านเธอก็เห็น แม่นอนป่วยเป็นอัมพฤก นอนอยู่บนเตียง
"อาซิว"กำลังอุ้มแม่ไปขึ้นรถเข็น เพื่อพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ไปวันเว้นวัน อาโหง่ยตกใจมากถามว่าแม่ป่วยมานานแค่ไหนแล้ว แม่บอกว่า 3 เดือนกว่าแล้ว การไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และต้องฉีดยาวันเว้นวัน ซิ๊วยี้(ลูกซิ่ว) จึงเอาแม่ขึ้นรถเข็น แล้วลากไปที่โรงพยาบาลก็ห่างจากบ้านเราประมาณ 5 กิโลกว่าๆเอง
🌟🏵️🌼
อาซิ่วพบหน้าพี่สาว ได้แต่ยิ้มซื่อๆไม่พูดอะไร "อาโหง่ย" เดินไปหาอาซิ่ว เห็นมือเธอมีรอยถูกเชือกที่ลากรถเข็นของแม่ บาดจนมีรอยเลือดออก ในใจรู้สึกปวดร้าวมาก อดไม่ได้ที่จะถามว่า "เจ็บไหมอาซิ่ว?" อาซิ่วสั่นหัวแล้วพูดว่า "แม่ไม่เจ็บ อาซิ่วก็ไม่เจ็บ" อาโหง่ยดึงอาซิ่วออกมา แล้วเข้าไปลากรถไม้ที่แม่นอนอยู่ไปได้แค่ 10 เมตร ก็ลากไม่ไหวแล้ว พออาซิ่วมาลากเอง รถเข็นกลับเลื่อนไปได้อย่างง่ายดาย
🌻🌸🌟
อาซิ่วลากพลางคุยกับแม่พลาง "แม่" จะข้ามคูน้ำแล้วนะ แม่ระวังนะ จะข้ามสพานแล้วนะแม่ แม่หลับตานะ แม่ ข้างหน้าต้นไม้
ออกดอกสวยมากเลยแม่ แม่เห็นหรือยัง?จะถึงโรงพยาบาลแล้วนะแม่ แม่ใส่รองเท้าได้แล้ว
🌸🏵️🌼
หลังฉีดยาและให้น้ำเกลือแล้ว อาซิ่วพาแม่กลับมาถึงบ้าน จัดการให้แม่กินข้าวและเตรียมเข้านอนเรียบร้อยแล้ว รีบหลบเข้าห้องตัวเองทันที
อาโหง่ยผลักประตูจะเข้าไปดู แต่ประตู
ล๊อกเสียแล้ว แม่เห็นอาโหง่ยแปลกใจ จึงอธิบายว่า "ซิ๊วยี้" กำลังทำงานหาเงิน ตั้งแต่แม่ป่วยมานี้ ใช้จ่ายเงินไปถึง 3,000 หยวนแล้ว ล้วนแล้วแต่อาซิ่วหามาทั้งนั้น
หาเงิน?อาซิวหาเงินได้หรือ ?" อาโหง่ย"รู้สึกแปลกใจ ไม่น่าเชื่อ
🌟🌸🌻
แม่ยิ้มที่มุมปากอย่างภูมิใจ แล้วพูดว่า "ที่หมู่บ้าน มีคนทำงานอยู่ที่โรงงานปักผ้า วันก่อนกลับมาหมู่บ้านพร้อมกับวิศวกรโรงงานปักผ้า ผ่านมาที่บ้าน เห็นอาซิ่วใช้กิ่งไม้เผาไฟ วาดภาพบนพื้นดิน มีภาพดอกไม้ นก และบ้านต่างๆ เห็นเขายืนดูอยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน ลูกก็รู้ไม่ไช่หรือว่า "ซิ๊วยี๊"ชอบขีดเขียนวาดรูปมาเป็น 10ๆปีแล้ว อย่างอื่นซิ๊วยี๊อาจทำไม่เป็น ได้แต่วาดภาพ กลับทำให้วิศวกรคนนั้นสนใจมาก หลังจากนั้นจึงกลับมาพร้อมกับดินสอสีและกระดาษ บอกให้อาซิ่ววาดอะไรก็ได้แล้วแต่อยากวาด ถ้าแผ่นไหนใช้ได้, เขาจะซื้อแผ่นละ 10 หยวน พออาซิ่วรู้ว่าหาเงินได้ ก็ดีใจ บอกว่าเอามารักษาแม่ได้ จึงตั้งอกตั้งใจ
วาดวันละหลายสิบแผ่น
🏵️🌸🌻
ก่อน มหาวิทยาลัยเปิด อาโหง่ยพูดกับแม่พร้อมน้ำตาว่า แม่หนูจะเลิกเรียน หนูทนไม่ได้ที่ปล่อยให้อาซิ่วต้องรับผิดชอบคนเดียว อีกอย่างที่บ้านก็ขัดสนมาก แม่ตวาดเสียงดังว่า เรื่องนี้เราคุยกันจบแต่แรกแล้วนะ ลาออกตอนนี้ได้ยังไง อาซิ่วก็สั่นหัวไปมา แล้ววิ่งเข้าห้องตัวเอง หยิบเงินที่มัดด้วยเชือกปอ แล้วพูดด้วยเสียงติดอ่างว่า "แจ๋แจ้ นี่เงินเรียนของแจ๋แจ้" จากนั้นก็ตบที่กระเป๋าตัวเอง แล้วพูดว่า เงินรักษาแม่อยู่นี่ " แม่" ค่ารักษาตรงนี้มีแล้ว ตรงนี้มีแล้ว
🌼🌟🏵️
"อาโหง่ย" แกะเงินที่ถูกมัดด้วยเชือกปอยับยู่ยี่ ออกมาทีละใบทีละใบ ครู่ใหญ่เธอต้องร้องให้น้ำตาไหลพรากออกมา อาซิ่วยื่นมือมาจะช่วยพี่สาวเช็ดน้ำตา เป็นครั้งแรกที่อาโหง่ย เห็นมือของน้องสาวใกล้ๆอย่างชัดเจน ความจริงต้องเป็นมือที่เรียวแหลม สวยงามเหมือนมือตัวเอง แต่มือของอาซิ่ว มันช่างหยาบกระด้าง ริ้วรอยที่แตกมันช่างเหมือนกับเปลือกไม้แห้งผุๆ พอย่างเข้าหน้าหนาว ก็จะแตกจนเลือดซึมออกมา แม้จะหายแล้ว แต่ยังคงทิ้งริ้วรอยอยู่เป็นจำนวนมาก
🏵️🌼🏵️
ช่วงที่อาโหง่ยเรียนอยู่ปี 4 ก็ได้รับโทรศัพพ์ว่า คุณแม่เกิดเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลันเสียชีวิต เธอร้อนใจมาก รีบเดินทางไปสถานีรถไฟ แต่เธอก็ไม่สามารถเดินทางได้ เพราะเกิดพายุหิมะในเขตใต้ มีผู้โดยสารติดอยู่ตามสถานีรถไฟต่างๆนับแสนคน เธอพยายามโทรติดต่อกลับไปที่บ้าน แต่ก็ไม่มีคนรับสายใดๆ แรกๆเธอเสียใจ ต่อมาเป็นร้อนใจ และสุดท้ายกลายเป็นโกรธ "นังซิ๊วยี้" ไปตายที่ไหนแล้วหรือ ถึงไม่ยอมรับโทรศัพพ์ฉันเลย
🌟🌻🌸
"อาโหง่ย" ต้องติดพายุหิมะอยู่นานถึง 10 วัน จึงกลับบ้านได้ ก้าวย่างแรกที่มาถึงบ้าน ก็เห็นเพื่อนบ้านมองเธอเหมือนโกรธแค้นปนเกลียดชัง พอเธอเปิดประตูเข้าไปในห้อง ก็เห็นกลางห้องมีศพตั้งอยู่บนเตียงไม้ คลุมด้วยผ้าห่มสีขาว เธอเดินเข้าไปเปิดผ้าห่ม ฉับพลันเธอต้องตกใจสุดขีด ใต้ผ้าห่มไม่ใช่แม่ แต่เป็น"อาซิ่ว" แล้วแม่ล่ะ เพื่อนบ้านได้แต่ส่ายหัว แล้วพูดอย่างขัดเคืองใจว่า ตั้งแต่แม่เธอเสียชีวิต
อาซิ่วก็คุกเข่าอยู่ข้างๆศพ ร้องเรียกแต่ "แม่" ๆๆ แม่ตื่นเถิด ซิ๊วยี๊ จะพาแม่ไปหาหมอ จะพาแม่ไปหาหมอ
🌻🌸🌻
ศพแม่เธอตั้งอยู่ที่บ้าน 7 วัน เพราะรอเธอไม่ได้แล้ว ชาวบ้านจึงต้องช่วยกันเอาไปฝัง หลังฝังแม่เธอได้ 2 วัน อาซิ่วก็ตายตามไปด้วย คืนนั้นหิมะตกหนักมาก ตกดึกอาซิ่วรีบลุกขึ้นมา ขนผ้าห่มที่มีในบ้านทั้งหมดไปที่หลุมศพแม่เธอ เอาผ้าห่มทั้งหมด คลุมบนหลุมแม่เธอ แต่ตัวเองนั่งขดอยู่ใต้ต้นไม้ หนาวจนแข็งตายอยู่ตรงนั้นเอง กว่าคนในหมู่บ้านจะรู้ ก็สายไปแล้ว !
🌼🏵️🌟
ไม่ทันที่เพื่อนบ้านจะเล่าจบ ตาของอาโหง่ยก้พลันมืดสนิท เป็นลมล้มลงอยู่ตรงข้างๆศพน้องสาวอาซิ่วนั่นเอง
🌼🌟🌼
จากบท บรรณาธิการของ 李明心 หลีเหม่งซิม
แปลโดย เจงเอี่ยม แซ่อึ้ง黄振炎
เรียบเรียงและนำเสนอโดย แอดมินเพจ ทูบี
🌼🏵️🌸
จบแล้วมีน้ำตาซึมเล็กน้อย
แสดงว่า เราอ่อนไหวต่อความดีงาม ไม่ได้อ่อนแอ
🏵️🌼🌸
ทัศนคติ สร้างความแตกต่างได้ค่ะ
ผู้เขียนบอกตัวเองอยู่เสมอว่า
วันนี้เราเขียนบทความ ไม่ได้เงิน
แต่ได้ประสพการณ์ได้เรียนรู้
การปรับทัศนคติ ของเรา
จะสามารถเปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้นได้ มีคลิปสั้น ๆ ทำไว้เตือนตนและแบ่งปันทุกคนด้วยนะคะ
🏵️🌟🏵️
ขอให้ทุกชีวิตพบทางออก ขอให้มีความสุข
คิดดี พูดดี ทำดี อย่ารอจนสายเกินไปค่ะ
สุขง่าย ๆ ด้วยใจแบ่งปันค่ะ
by two be re_invent
5/6/64
    รชต นริณ
    เก่งมาก ทั้งบู๊ ทั้งบุ๋น
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      Interbrand ประกาศผล Best Global Brands 2021 แล้วจ้าาา - แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปีนี้ยังคงเป็น Apple ด้วยมูลค่าแบรนด์ 408,251 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 26% -ตามมาด้วย Amazon มูลค่าแบรนด์ 249,249 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 24% - อันดับสาม คือ Microsoft มูลค่าแบรนด์ 210,191 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 27% - อันดับสี่ คือ Google มูลค่าแบรนด์ 196,811 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 19% - อันดับห้า คือ Samsung มูลค่าแบรนด์ 74,635 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 20% โดย Samsung เป็นแบรนด์จากเอเชียเพียงแบรนด์เดียวที่สามารถขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 5 ได้ 2 ปีติดต่อกัน
      ดีแทคเปิดรับลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 👉 สำหรับคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป และ คนต่างด้าว พม่า และกัมพูชา (แสดงบัตรชมพู) ที่ต้องการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สูตรไขว้ ซิโนแวค + แอสตร้าฯ (รับการฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ประตู 1)
      โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเปิดตัว แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ “Truth Social” หวังต่อกรกับบริษัทเทคโนโลยี อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศว่า เขาจะเปิดตัวแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเอง ที่ชื่อว่า “Truth Social” เพื่อยืนหยัดและต่อต้านการกดขี่จากบรรดาบริษัท Big Tech
      🔥 เรื่องที่คนเข้าใจผิด คิดว่าทำแล้วดี ! ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไปในสังคม การแสดงความโดดเด่นได้รับความนิยมอย่างมากตามสื่อโซเชียล โดยเฉพาะการอวดร่ำอวดรวย อวดความมั่งมี ได้กลายเป็นเรื่องที่คนอยากแสดงให้เห็น ทั้งที่บางครั้งมันเป็นแค่การ แสดงจริงๆ
      ดูทั้งหมด