มีบัญชีอยู่แล้ว?
ย้อนวันวาน อินเดียครั้งแรก – แต่งงานเพื่อนแขกที่มุมไบ
วันนี้เราจะมาย้อนรำลึกถึงความประทับใจในการมาเที่ยวอินเดียเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2016 โดยมาเป็นแขกผู้มีเกิบ เอ๊ย! แขกผู้มีเกียรติ ของเพื่อนแขกที่จะแต่งงานกับแฟนที่คบกันมา 10 ปีแล้ว!
สงสัยจะแอบนินทาแขกผู้มีเกียรตินะสองคนนี้
ไหนๆๆ ใครบอกว่าอินเดียมีแต่การคลุมถุงชน? แล้วแต่งงานข้ามวรรณะกันก็ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ? เห็นเค้าว่าแต่งงานกันทีนี่ข้ามวันข้ามคืนด้วย บางทีจัดเป็นอาทิตย์ด้วย เอาวะ ต้องไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อย!
เรื่องราวย่อๆ
21 December 2016 – วัน Mehendi เพ้นท์เฮนน่ากัน
22 December 2016 – Sangeet แดนซ์กระจายทั้งคืน
23 December 2016 – พักเที่ยวหนึ่งวัน
24 December 2016 – วันแต่งสุดอลังการ
25 December 2016 – ฉลอง “คริสต์มาส” ยันเช้า ลุยเดี่ยวเดินแฮงก์เหล้าชมเมือง
26 December 2016 – กลับเมืองไทยด้วยใจโหวงๆ
21 December 2016 – วัน Mehendi เพ้นท์เฮนน่ากัน
พอไปถึงวันแรกก็ประเดิมด้วยงานเมเฮนดี (Mehendi) เลยจ้า อารมณ์คล้ายๆ งาน hen night ของฝรั่ง ที่จัดฉลองสละโสดให้กับเจ้าสาว แต่ในงานนี้ มีธรรมเนียมที่ญาติพี่น้องของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะนำของขวัญมาให้เจ้าสาว ส่วนแขกผู้หญิงในงานก็สนุกไปกับการเพ้นท์เฮนน่าบนมือและแขน ส่วนผู้ชายจะเพ้นท์ก็ได้ ไม่เพ้นท์ก็ได้ อาจจะเพ้นท์นิดหน่อย แต่หน้าที่ส่วนใหญ่คือถือกระเป๋าและคอยถ่ายรูปให้สาวๆ
เราก็ได้เฮนน่ามาทั้งสองข้างเลย วันนี้ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะต้องรอเฮนน่าแห้งดีก่อนถึงจะจับอะไรได้
วันเมเฮนดี
นอกจากเฮนน่าแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราตื่นตาตื่นใจก็คืออาหาร ดิชั้นไม่รู้จักสักกะอย่างเลยค่าาาา ใครบอกให้ชิมอะไร ชิมหมด กินไปกินมา จำชื่อได้แค่ 2 อย่างคือปานีปูรี (Pani Puri) ที่เป็นแป้งทอดแล้วทำให้เป็นโพรง เอาไปตักกับน้ำซอส แล้วกินได้เลยภายในคำเดียว กับราสกุลล่า (Rasgulla) ที่เป็นแป้งขาวๆ รสชาติหวานๆ พอเคี้ยวแล้วมีกลิ่นหอมเหมือนกุหลาบยังไงก็ไม่รู้
ของว่างที่เรียกว่า ปานีปูรี (Pani Puri)
ขนมหวานราสกุลล่า (Rasgulla)
22 December 2016 – Sangeet แดนซ์กระจายทั้งคืน
วันต่อมาสนุกมากกกก เป็นงาน Sangeet หรือแดนซ์ทั้งคืนนั่นเอง
แต่งานมีช่วงเย็น ช่วงเช้าเรายังมีเวลา เพื่อนเลยให้ญาติพาไปแว้นชมเมืองใกล้ๆไปก่อน
วันนี้เราก็เลยเลือกไปบ้านของ มหาตมะ คานธี หรือ Mani Bhavan กับวัดที่อ่านรีวิวมา Iskcon Temple
Iskcon Temple เป็นวัดฮินดูที่บูชาพระกฤษณะ ตอนเข้าไปก็มีคนไปกราบไหว้ และก็ร้องเพลงบูชาด้วย เสียงกังวาลในวัดแล้วแอบขนลุกเบาๆ
ภายในวัด Iskcon Temple
เสร็จจากวัด ก็ไปทานข้าวที่บ้านเพื่อน เพื่อนบอกว่า Coldplay เคยมาถ่าย MV Hymn for the Weekend ที่ใกล้ๆบ้านเพื่อนพอดีเลย ตรง Banganga Tank ฉากที่เป็นเด็กกระโดดลงน้ำ เราก็เลยไปดูด้วย
อ่างเก็บน้ำ  Banganga Tank
ประวัติของที่นี่ก็คือ เมื่อพระรามกับพระลักษณ์เดินทางมาถึงที่นี่ พระรามก็เกิดหิวน้ำขึ้นมา พระลักษณ์ก็เลยแผลงศร มาตกตรงนี้ แล้วน้ำก็ผุดขึ้นมา เป็นน้ำจืด ดื่มได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก เพราะบริเวณนี้คล้ายๆเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล รายล้อมไปด้วยน้ำเค็ม
ชมเมืองพอหอมปากหอมคอ เราก็ต้องกลับโรงแรม ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับงาน Sangeet คืนนี้ เพื่อนก็บอกให้ซ้อมเต้นนะ แต่ตามสเต็ปไม่ทันจริงๆ ขอเป็นคนดูก็พอละกัน
หกโมงเย็น ญาติเพื่อนก็มารับ เดินทางกันนานหน่อย เพราะงานจัดไกลวันนี้
ไปถึงก็เจอบรรยากาศงานแบบนี้เลยจ้า… โรแมนติคสุดๆ
บรรยากาศทางเข้าไปในงาน
ญาติและเพื่อนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะเวียนกันขึ้นไปเต้นเป็นของขวัญให้คู่บ่าวสาว รวมทั้งคู่บ่าวสาวก็เต้นเองด้วย สนุกมากกกกก
Sangeet แดนซ์ทั้งคืน แดนซ์จนเหนื่อย
พอแสดงเสร็จก็ไปทานอาหารกัน จัดเต็มกันมากคืนนี้ มีทั้งซุป พิซซ่า แซนวิชแบบอินเดีย อาหารผัดต่างๆ (มีซอสไทยด้วย) อาหารอินเดียอีก คือเราจำชื่อไม่หมดอะ (อ้อ จำขึ้นใจได้อย่างหนึ่ง เพราะถูกบังคับให้จำ “โดซ่า” หน้าตาเหมือนเครปญี่ปุ่น) ของหวานก็ละลานตาอีก โอ้ย แค่เดินชิมก็อิ่มแล้ว สรุปก็กินไม่หมดจ้า เยอะเกิน
ญาติเพื่อนบอกว่า ถ้าจะให้กินแบบอินเดียจริงๆ คือจะมีอาหารทั้งหมด 7 คอร์ส คือก็คงเริ่มตั้งแต่ซุป แล้วก็ไล่ไปจนถึงของหวานกับของล้างปากเลยอะนะ ลืมถามมาจริงๆ ว่ามีอะไรบ้าง
กินเสร็จแล้วยังไม่จบนะจ๊ะนายจ๋า ยังมีช่วงดีเจเปิดเพลงอีก ก็เลยได้ไปเต้นมั่วๆ กับเค้าด้วย สนุกมากกก กลับโรงแรมหลับลืมไปเลยจ้า
23 December 2016 – พักเที่ยวหนึ่งวัน
วันต่อมา ตื่นสายได้ ไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับงานแต่ง ได้พักหนึ่งวัน เราก็เลยกะว่าจะไปเดินเล่น แต่พอดีญาติเพื่อนจะไปช้อปปิ้งพอดี เราก็เลยขอติดรถไปด้วย ระหว่างทางก็ผ่าน Victoria Terminus หรือชื่อทางการคือ Chhatrapati Shivaji Terminus Railway Station สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็น เลยแชะรูปไว้สักหน่อย
สถานีรถไฟนี้มีสถาปัตยกรรมเป็นแบบอังกฤษ เพราะสร้างขึ้นสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองประเทศ อายุก็ประมาณร้อยกว่าปีได้แล้ว ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วย และที่สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ก็เพราะว่าตอนนั้นอังกฤษอยากประกาศให้รู้ว่าตูคุมอยู่นะเฟ้ย อะไรประมาณนี้ (ญาติเพื่อนเล่าให้ฟัง)
จากนั้นรถก็พาเราต่อไปถึงห้างที่เราจะไปช้อปกัน Phoenix ก็เป็นห้างที่ไฮโซพอสมควรนะ ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์ดังๆที่ทุกคนรู้จักกันดี มีแบรนด์อินเดียโผล่มานิดหน่อย มีเวลาเดินเล่นที่นี่หนึ่งชั่วโมง ก็เลยเดินมันให้ครบทุกชั้นเลย
มาห้างนี้ก็ได้เปิดหูเปิดตาดีนะ ได้เห็นว่าผู้บ่าวอินเดียช้อปเสื้อผ้ากันสนุกมาก เลือกกันได้มันส์ไม่แพ้สาวๆเลยทีเดียว
กลับจากช้อปปิ้งเราก็กลับโรงแรม ตอนเย็นเพื่อนมารับไปทานข้าวที่บ้านอีก เพราะเป็นวันครบรอบแต่งงานของตากะยายด้วย
ระหว่างเพื่อนเปลี่ยนชุด นางก็เล่าให้ฟังว่าวันนี้มีพิธีที่บ้านนิดหน่อย คือให้นางเอาเท้าจุ่มสีแดง แล้วก็เหยียบที่ผ้า พ่อกับแม่จะได้เก็บไว้ในเซฟเป็นที่ระลึก เพราะนางต้องย้ายออกไปอยู่กับสามี ต้องจากบ้านไปแล้ว แล้ววัฒนธรรมเค้าก็ถือว่าลูกสาวคือสมบัติของครอบครัวด้วย ก็เลยเก็บรอยเท้าไว้ในเซฟ ถือว่าเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง
ของที่พ่อแม่เจ้าสาวจะเก็บไว้ หลังลูกสาวย้ายไปอยู่กับสามีแล้ว
อ้อ เราถามเพื่อนแล้วว่าสมัยนี้ฝ่ายหญิงต้องไปสู่ขอฝ่ายชายอยู่หรือเปล่า เพื่อนก็บอกว่าประเพณีนี้ที่มุมไบและเมืองใหญ่ๆ ยกเลิกไปนานแล้ว เพราะเนื่องจากสมัยก่อน ถ้าใครมีลูกสาว บางทีก็ทำแท้งหรือฆ่าเสีย เพราะไม่อยากไปเสียสินสอดให้ฝ่ายชาย ประเพณีก็เลยถูกยกเลิกไป เช่นเดียวกับการแบ่งชนชั้นวรรณะ ที่ไม่มีอีกแล้วตามเมืองใหญ่ๆ แต่ในเมืองเล็กๆ บ้านนอกๆ ก็อาจจะยังมีอยู่
ระหว่างรอญาติๆมากัน เพื่อนเราเลยพาไปดูวัดที่ครอบครัวมักไปกัน เป็นวัดของศาสนาเชน (Jainism)* ตามที่เพื่อนเรานับถือ
รูปพระเจ้าบนเพดานวัดศาสนาเชน
*คนที่นับถือศาสนาเชนจะนับถือพระเจ้า 24 พระองค์ และทานมังสวิรัติ โดยไม่ทานพืชที่อยู่ในดิน เช่น มัน เผือก หัวหอม กระเทียม แครอท เป็นต้น รวมทั้งไม่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วย แต่แอบเผาเพื่อนนิดหนึ่งว่าเค้าก็เหมือนเราอะนะ รุ่นใหม่ก็มีดื่มบ้างอะไรบ้าง ไม่เคร่งศาสนาอะไรขนาดนั้น แค่อย่าเมากลับบ้านให้พ่อแม่เห็นก็พอละ
จากนั้นก็กลับบ้านมาทานอาหารเย็นกัน แล้วตากับยายก็ได้เค้กครบรอบจากลูกหลาน มีผลัดกันป้อนด้วยนะ น่ารักมาก ยายอยากกินมากกว่านี้แต่คงมีปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือด เลยต้องป้อนให้ตาแทน
24 December - วันแต่งงาน
วันต่อมา และวันสุดท้ายของงานแล้ว Wedding day!
วันนี้ต้องเตรียมตัวเร็วหน่อย เพราะงานเริ่มตั้งแต่บ่าย วันนี้เราได้ใส่ชุดส่าหรีแล้วววว ดูเป็นสาวขึ้นมาหน่อย สีม่วงถูกใจมากกกก
ส่าหรีสีม่วง ถูกใจมาก
ระหว่างทาง ด้วยความรีบ ญาติเพื่อนขับรถไม่แคร์ไฟแดงเลยค่า เราได้แต่นั่งหัวเราะในรถ คือก็กลัวมากนะ ประกันตูก็ลืมทำมา มาตายที่นี่ทำไงวะเนี่ย แต่ก็เหมือนไว้ใจลึกๆอะ นั่งไปเหอะ มึงไม่เป็นไรหรอก ดวงแข็งจะตาย 555
ถึงงานก็มีเวลาเตรียมตัวนิดหน่อย แล้วเจ้าสาวก็มาถึง เพื่อนสวยมากวันนี้ ชมพูหวานเชียว
จากนั้นขบวน baraat หรือขบวนขันหมากก็มาถึง
กลองรัวได้ใจมาก อดออกไปเต้นด้วยไม่ได้
ขบวนขันหมาก
โอ๊ย มันส์มากจ้า มีแดนเซอร์เต้นนำหน้าด้วย กลองก็รัวได้ใจ เจ้าบ่าวก็เปิดตัวในรถเปิดประทุน มีญาติๆเดินตามเป็นพรวน เราก็ไปแดนซ์มั่วๆกับเค้านิดหน่อย
พอขบวนมาถึงงานก็มีการเต้นรำกับฝั่งเจ้าสาวเล็กน้อย แล้วก็ลอดซุ้มขึ้นไปบนที่ทำพิธี แล้วเจ้าสาวก็ตามไปบนที่ทำพิธี
บนที่ทำพิธี เค้าก็มีพ่อหมอประกอบพิธีเหมือนบ้านเราเลย มีเหมือนกับให้พ่อเจ้าสาวล้างเท้าให้เจ้าบ่าวด้วย แล้วก็แต้มสีที่หน้าผากให้ รายละเอียดเยอะพอสมควร เราก็ไปนั่งมองแบบงงๆ ถ่ายรูปไป ถ่ายคลิปไป
จากนั้นก็เป็นพิธีสวดเล็กน้อย แล้วก็ให้ญาติเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นมาอวยพร โดยการโรยข้าวเปลือกลงไปบนพาน แล้วให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเทลงไปในไฟตรงกลางลานพิธี
จากนั้นก็ให้คู่บ่าวสาวเดินรอบกองไฟ แล้วคนรอบๆก็โปรยดอกกุหลาบและตะโกนยินดี ประมาณ 3 รอบ
พิธีแต่งงาน
ผ่านไปประมาณ 30 นาที พิธีก็เสร็จแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไปเปลี่ยนชุด เพื่อมางานกลางคืนต่อ เราที่เหลือก็หาอะไรทาน นั่งเม้าธ์มอยกันไป รอเวลางานตอนค่ำเริ่มอีกที
พอตกค่ำ ก็กินกันอีกแล้วค่ะ วันนี้อาหารเว่อวังกว่าทุกวัน มีความอินเตอร์สูงมาก มีทั้งมองโกเลีย ไทย จีน เม็กซิโก ยำมะม่วงก็มี! ไม่มีวันไหนผิดหวังกับอาหารเลยสักวัน แต่ก็กินได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพราะมันเยอะจริงๆ
จากนั้นคู่บ่าวสาวก็ขึ้นไปบนเวทีพร้อมพ่อแม่ของเจ้าสาว เพื่อให้แขกเหรื่อจำนวนมหาศาลขึ้นไปอวยพรและถ่ายรูปร่วมกัน เรารอจนคิวท้ายๆก็ปาไปสี่ห้าทุ่มแล้ว
นั่งทานข้าวรอไป 2-3 ชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้นไปถ่ายรูปกับคู่บ่าวสาว แขกเยอะมาก
ถ่ายรูปแล้วก็กลับโรงแรมเลย เพราะญาติเพื่อนบอกว่าเดี๋ยวงานเสร็จแล้วจะพาไปดริ้งค์กันต่อ
เราก็รีบแต่งตัวรอเลย คิดว่าไม่เกินตีหนึ่งคงมากัน ปรากฏว่ารอจนหลับจ้า โดนโทรมาปลุกอีกทีตีสามครึ่ง! ให้ขึ้นไปหาที่อีกห้องหนึ่ง
25 December 2016 - ฉลอง “คริสต์มาส” ยันเช้า ลุยเดี่ยวเดินแฮงก์เหล้าชมเมือง
วันใหม่แล้ว…
เราก็เอาไงดีวะ จะไปดีไม่ไปดี ง่วงมาก แต่ก็อยากสนุก ระหว่างที่อ้อยอิ่งอยู่ก็โดนตามอีกรอบ พร้อมบอกให้เอาแก้วขึ้นมาด้วย ก็เลยเอาวะ ไปก็ไป ความอยากแอลกอฮอล์เข้าสิง 555
ไปถึงก็เปิดประตูเข้าไปเจอดงแขกวัยรุ่นประมาณ 15 ชีวิต ตะโกน Merry Christmas ใส่ ตื่นเลยจ้า เอาสิคะ ฉลองคริสต์มาสกลางดงเพื่อนใหม่ ณ เวลา ตี 4 กลางเมืองมุมไบ
และก็ตามคาด อยู่กันเยอะขนาดนั้นมีหรือจะเสียงเบา โดนโทรมาด่าหลายรอบมาก ทีนี้สั่งน้ำแข็งจาก room service กัน ปรากฏว่าห้องเปิดไม่ได้ทั้งด้านในและด้านนอก โดนล็อคจ้า!
เอาล่ะสิ ทำไงกันไม่ได้ ก็กินเหล้าให้หมด ดูดบารากู่ และนั่งคุยกันมันจนเช้า รอถึงเจ็ดโมงกว่าถึงจะมีคนมาพังประตูให้ สงสารห้องข้างๆเหลือเกิน ปังๆๆ อยู่เป็นครึ่งชั่วโมงอะ
ออกจากห้องได้ก็ตัวใครตัวมัน เราหลับเป็นตายค่า ตื่นมาอีกทีสิบโมงกว่า เพราะนัดกันว่าจะไปเดินซื้อของในเมืองกัน
ปรากฏว่ามีแต่เราที่ตื่นคนเดียว แฮงก์อีกต่างหาก ปวดหัวทั้งวัน อยากออกไปข้างนอกสักที ก็มีแต่คนบอกให้รอๆๆ ห้ามไปคนเดียวนะ เราเลยไม่สนใจล่ะค่ะทีนี้ รอจนเบื่อละ ก็เลยโบกแท็กซี่ไปเองเลย
ได้เที่ยวสมใจแล้วววว
วันคริสต์มาสปีนี้ แทนที่จะไปทานข้าวกับที่บ้านเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เราก็เลยได้ตะลอนๆ อยู่แถว Gateway of India ด้วยความปวดหัว กินอะไรก็กินไม่ลง ข้ามถนนก็ข้ามไม่เป็น เดินอ้อมไปอ้อมมาอยู่นาน ดีนะที่ Google Map มันบอกตำแหน่งได้ เราเลยเดินไปตามมัน ไม่หลงจนน่าเกลียด
ปรากฏว่า การได้เดินแบบแฮงก์ๆวันนั้น มันเป็นอะไรที่เราประทับใจมากกกกกก
มัน”เรียล”อย่างที่เค้าว่าจริงๆแก มันได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้อรรถรสที่สุด มันคือสตรีทจริงๆ ที่มันขับรถผ่านเฉยๆไม่ได้ มันต้องมีการหยุด การจ้องมอง การพิจารณา อ้าว นี่กูปรัชญาอะไรเนี่ย แต่ก็อย่างนั้นจริงๆนะ มัน “ใช่” อะ นี่แหละสิ่งที่เรามองหาทุกครั้งที่ได้ไปที่ไหนใหม่ๆ และที่นี่ มันได้กลับมาเต็มๆ มันใช่อะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ระวังตัวเองด้วย วันนั้นด้วยความที่เราแต่งตัวแบบนักท่องเที่ยวสุดฤทธิ์ (กล้องห้อยคอ กระเป๋าช้อปปิ้งใบโต มือถืออยู่ในมือ) ก็เลยโดนจ้องเยอะเหมือนกัน มีคนเข้ามายัดเยียดขายของให้เยอะมาก และเพื่อนก็เตือนมาตั้งแต่วันแรกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้านะ เราเลยได้แต่ โนๆๆ แล้วก็เดินหนี กว่าจะมากล้าซื้อของก็ตรงเดินพ้นจากย่านคนเยอะๆแล้ว
เดินไปแฮงก์ไป จาก Gateway of India ถึง Crawford Market ได้เห็นมุมไบแบบเรียลสุดๆ
สรุปว่าวันนั้นเราก็ได้เดินผ่านทุกอย่างตามแผน เริ่มจาก Gateway of India แล้วก็ไปพิพิธภัณฑ์ Chhatrapati Shivaji Maharaj Vastu Sangrahalaya (คนอินเดียเสียค่าเข้า 70 รูปี คนต่างชาติ 500 ค่า) แล้วก็เดินต่อไป Victoria Terminus ได้เข้าไปข้างในด้วยคราวนี้ กะว่าจะไปแอบถ่ายคนเบียดกันขึ้นรถไฟสักหน่อย แต่คนก็ไม่เยอะเท่าไหร่ เลยยืนดูเฉยๆ จากนั้นก็เดินต่อ ไปจบที่ Crawford Market แหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรเลย ได้แต่ไปยืนดูลุงสองคนนั่งทำเมี่ยงที่เรียกว่า “ปาน” กัน
มุมไบ... แล้วแต่สองขาจะพาไป
จบทริปเดินแฮงก์เหล้า ก็ถึงเวลากลับพอดี ก็เลยเรียกแท็กซี่ที่จอดอยู่แถวๆนั้นไป ชวนนางคุย ชวนนางถ่ายรูป แต่นางพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ค่าแท็กซี่ 100 นึง เราเลยให้ไป 150 ถูกชะตาในความใสซื่อ นางก็เลยยิ้มใหญ่เลย 🙂
ถึงโรงแรมก็อาบน้ำแต่งตัว มีทานข้าวกับที่บ้านเพื่อนอีกคืนนึง คืนสุดท้ายละ
วันนี้เป็นวันเกิดพ่อเพื่อนด้วย เลยได้กินเค้กอีกแล้ว เย้ น้ำหนักข้าจงเจริญ
ญาติเพื่อนก็ถามว่าคืนนี้เราอยากทำอะไร คืนสุดท้ายละ เราเลยบอกว่าอยากเห็นแสงสี อยากเห็นเมืองตอนกลางคืน เมื่อคืนที่แล้วก็พลาด แถมโดนขังในห้องด้วย คืนนี้ช่วยพาชั้นไปปลดปล่อยหน่อยนะ นะๆๆ
ทุกคนก็ตกลง แต่ปรากฏว่าทุกที่เงียบหมดจ้าวันนี้ อาจเป็นเพราะเป็นวันอาทิตย์และก็คริสต์มาสด้วย ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน ขับรถเที่ยวกันแทน
ขับรถเที่ยวไปตาม Marine Drive เลียบทะเล เปิดเพลงในรถเสียงดังๆ แวะหาของกินข้างทางตอนตีหนึ่ง จอดนั่งรับลมทะเลตอนตีสอง แต่ยังเหมือนทุกคนออกมาปิคนิคกัน คนเต็มชายทะเลอยู่เลย เราว่ากรุงเทพคนไม่หลับไม่นอนแล้วนะ มุมไบเค้าไม่หลับไม่นอนกันยิ่งกว่า!
นั่งมองทะเลแล้วเราก็เศร้า ไม่อยากกลับเลย รู้สึกผูกพัน รู้สึกยังไม่พอ อยากอยู่ต่อ อยากทำความรู้จักที่นี่มากกว่านี้ อยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ โห ฟีลลิ่งมาเต็มอะคืนนั้น เราเงียบไปเลยจนทุกคนถามว่าเป็นอะไร ก็เลยบอกว่าเศร้า เห็นทุกคนดูสนิทกันจังเลย ลูกพี่ลูกน้องเราไม่ได้สนิทอย่างงี้มานานแล้ว แง้ ว่าแล้วก็เศร้าต่อ
26 December 2016 - กลับเมืองไทยด้วยใจโหวงๆ
วันนี้ต้องกลับแล้ว เพื่อนก็ยังอุตส่าห์ส่งคนขับรถมารับไปส่งที่สนามบิน อิชั้นก็เกือบไปลืมมือถือไว้ในห้องน้ำสนามบินอีกจ้า จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ
ระหว่างนั่งรอเครื่องก็ได้คุยกับบ่าวอินเดียคนหนึ่ง นางมาจากเดลี ถามว่าเรามาเที่ยวมุมไบแล้วเป็นไงบ้าง เราก็บอกว่าเราชอบมาก อยากกลับมาอีก นางก็ทำหน้าแปลกใจ วุ่นวายจะตาย จะมาทำไม
เราก็บอกว่าเราชอบอะ อาจจะเป็นเพราะเป็นบ้านเธอ เธอเลยไม่ชอบ แต่ชั้นชอบ ชั้นหลงรัก ชั้นทิ้งหัวใจไว้ที่นี่ไปแล้ว 555 อิบร้า
เคยกันมั้ยล่ะ ตกหลุมรักและอกหักในช่วงเวลาแค่ 5 วันอะ
สีสันของท้องถนนอินเดีย สิ่งหนึ่งที่ทำให้อยากไปอีกครั้ง
นี่แหละครั้งแรกของชั้น… อะไรไม่เคยก็มาเคยที่อินเดียเนี่ยแหละ
ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 4 ปี ใครจะไปรู้ว่าจากแค่ 5 วัน ฉันจะได้กลับมาเป็นนักศึกษาที่อินเดียอีก 2 ปี แล้วก็แต่งงานกับคนอินเดีย จนอยู่ที่นี่เข้าปีที่ 3 แล้ว…
นั่นแหละน้อ คู่กันแล้วมันคงไม่แคล้วกัน ฮ่าๆๆ
ปล. เนื่องจากทริปนี้รูปและคลิปเยอะมาก ลงไม่หมดจริงๆ ขอฝากเป็นวิดีโอนี้ไว้ละกันนะคะ
Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย
อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ซิลลิค ฟาร์มา แถลงยืนยัน! จะส่ง "วัคซีนโมเดอร์นา" 5.6 แสนโดส ถึงไทยภายใน 5 พ.ย.นี้ ซิลลิค ฟาร์มา แถลงความคืบหน้าส่งมอบวัคซีนโควิด-19 “โมเดอร์นา” ให้แก่ประเทศไทย 5.6 แสนโดส ภายใน 5 พ.ย.นี้ พร้อมยืนยันจำนวน 1.9 ล้านโดส จะส่งได้ครบในไตรมาส 4 ปีนี้
      ## เปิดประเทศ เปิดโรงเรียน จะปลอดภัยจริงไหม? เมื่อโควิดเบนสาย มุ่งระบาดในกลุ่มเด็กๆ และเยาวชน ## ทุกคนคะ ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ นอกจากจะเป็นกำหนดวันเปิดภาคเรียนให้เด็กกลับมาเรียนในโรงเรียนตามเดิมทั่วประเทศแล้ว ล่าสุด นายกฯ ก็ประกาศออกมาว่า “เราจะมีการเปิดประเทศ” ในวันเดียวกันอีกด้วยค่ะ โอ้โห!! ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ?
      VACCINE: โมเดอร์น่าแจ้ง สงวัคซีนให้ไทยไม่เกิน 5 พ.ย. นี้ แซดพี เทอราพิวติกส์ หน่วยธุรกิจภายใต้ ซิลลิค ฟาร์มา แจ้งว่า ได้รับการยืนยันจากโมเดอร์น่า ว่าจะจัดส่งวัคซีน จำนวน 560,000 โดส ถึงไทยได้ไม่เกินวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ และยืนยันว่า จะสามารถส่งมอบวัคซีน จำนวน 1.9 ล้านโดส ได้ภายในไตรมาส 4 ปีของ 2564 ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 6.8 ล้านโดส คาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2565
      [ #กล้าเล่นกับไฟจริงหรือ? ] หลังจัดการเคลียร์กับ สตีฟ บรู๊ซ เรียบร้อย ภารกิจจากนี้ของบอร์ดบริหารนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยุคปรับปรุงใหม่ยิ่งใหญ่อลังการคือหาผู้จัดการทีมมาแทน
      ดูทั้งหมด