เผยสถิติล่าสุดชี้ว่า โรเมลู ลูกากู ดาวยิงตัวเก่งของเบลเยียม สามารถทำประตูในนามทีมชาติได้เทียบเท่ากับตำนานศูนย์หน้าระดับเวิลด์คลาสตลอดกาลของโลกทั้ง โรนัลโด้ อดีตหัวหอกทีมชาติบราซิล และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอกจอมเก๋าชาวสวีเดนได้แล้ว ด้วยจำนวน 62 ประตูเท่ากัน
เมื่อคืนที่ผ่านมา ศูนย์หน้าจาก อินเตอร์ มิลาน เหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้เบลเยียมบุกถล่มรัสเซีย 3-0 ในศึก ยูโร 2020 กลุ่ม B คู่ดึกสุด โดยอีกลูก เบลเยียมได้จาก โธมัส เมอนิเย่ร์ แบ็กขวาที่ลงสนามเป็นตัวสำรองในครึ่งแรก
ศูนย์หน้าร่างยักษ์วัย 28 ปี รับใช้ทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่นัดล่าสุดเป็นเกมที่ 94 นั่นหมายความว่าเขาใช้จำนวนเกมลงสนามให้ทีมชาติในการยิงได้ 62 ลูก น้อยกว่า โรนัลโด้ R9 ที่เคยติดทีมชาติบราซิลทั้งหมด 98 นัด และน้อยกว่า ซลาตัน ที่ลงสนามให้ทีมชาติสวีเดนมากถึง 118 แมตช์
ปัจจุบัน ลูกากู ยังคงครองสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเบลเยียม โดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง เอแด็น อาซาร์ ที่ทำได้ 32 ประตูจากการลงเล่น 108 เกมมากทีเดียว
ซึ่งหากเทียบกับบรรดานักเตะที่เป็นเจ้าของสถิติยิงประตูให้ทีมชาติมากที่สุด และยังคงรับใช้ชาติจากทั้งหมด 24 ชาติในศึกยูโรปีนี้ เขาเป็นรองแค่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ดาวยิงทีมชาติโปรตุเกส และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวถล่มประตูกัปตันทีมชาติโปแลนด์เพียง 2 คนเท่านั้นเอง
แต่ถ้าหากนับ เฟเรนซ์ ปุสกัส อดีตตำนานผู้ล่วงลับของทีมชาติฮังการี, มิโรสลาฟ โคลเซ่ ตำนานดาวยิงทีมชาติเยอรมนีที่แขวนสตั๊ดไปแล้ว และ ร็อบบี้ คีน อดีตกองหน้าทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นชาติที่ไม่ได้มาลุยศึกยูโร 2020 เข้าไปด้วย จะถือว่า ลูกากู คือนักเตะที่ยิงให้ทีมชาติ มากเป็นอันดับ 5 ตลอดกาลของยุโรป ร่วมกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
รวมดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ 24 ชาติในศึกยูโร 2020 (ที่ดอกจันทร์ไว้ คือยังคงเล่นให้ทีมชาติในยูโรปีนี้)
***โปรตุเกส : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (104 ประตู จาก 175 นัด)
ฮังการี : เฟเรนซ์ ปุสกัส (84 ประตู จาก 85 นัด)
เยอรมนี : มิโรสลาฟ โคลเซ่ (71 ประตู จาก 137 นัด)
***โปแลนด์ : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (66 ประตู จาก 119 นัด)
***เบลเยียม : โรเมลู ลูกากู (62 ประตู จาก 94 นัด)
สวีเดน : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (62 ประตู จาก 118 นัด)
สเปน : ดาบิด บีย่า (59 ประตู จาก 98 นัด)
สาธารณรัฐเช็ก : แยน โคลเลอร์ (55 ประตู จาก 91 นัด)
อังกฤษ : เวย์น รูนี่ย์ (53 ประตู จาก 120 นัด)
เดนมาร์ก : พอล "ทิสต์" นีลเซ่น (52 ประตู จาก 38 นัด) และ ยอน ดาห์ล โทมัสสัน (52 ประตู จาก 112 นัด)
ตุรกี : ฮาคาน ซูเคอร์ (51 ประตู จาก 112 นัด)
ฝรั่งเศส : เธียร์รี่ อองรี (51 ประตู จาก 123 นัด)
เนเธอร์แลนด์ : โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (50 ประตู จาก 102 นัด)
ยูเครน : อังเดร เชฟเชนโก้ (48 ประตู จาก 111 นัด)
โครเอเชีย : ดาวอร์ ซูเคอร์ (45 ประตู จาก 69 นัด)
ออสเตรีย : โทนี่ โพลสเตอร์ (44 ประตู จาก 95 นัด)
สวิตเซอร์แลนด์ : อเล็กซานเดอร์ ฟราย (42 ประตู จาก 84 นัด)
***นอร์ทมาซิโดเนีย : โกรัน ปานเดฟ (37 ประตู จาก 119 นัด)
อิตาลี : ลุยจิ ริว่า (35 ประตู จาก 42 นัด)
***เวลส์ : แกเร็ธ เบล (33 ประตู จาก 93 นัด)
ฟินแลนด์ : ยารี่ ลิตมาเน่น (32 ประตู จาก 137 นัด)
สกอตแลนด์ : เดนิส ลอว์ (30 ประตูจาก 55 นัด) และ เคนนี่ ดัลกลิช (30 ประตู จาก 102 นัด),
รัสเซีย : อเล็กซานเดอร์ เคอร์ชาคอฟ (30 ประตู จาก 91 นัด)
***สโลวาเกีย : มาเร็ค ฮัมซิค (26 ประตู จาก 126 นัด)
จากผลงานซัด 2 เม็ดนัดล่าสุดของลูกากู ทำให้อดีตหัวหอก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงประตูในศึกยูโรรอบสุดท้ายไปแล้วทั้งหมด 4 ลูก หลังจากที่ในปี 2016 เขาเคยยิงได้ 2 ประตู ในเกมถล่ม สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 3-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม
และหากดูจากสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของศึกยูโรรอบสุดท้าย ที่ตอนนี้ มิเชล พลาตินี่ อดีตตำนานทีมชาติฝรั่งเศส และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ดังกัปตันทีมชาติโปรตุเกสที่ยังคงเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ในปีนี้ ครองไว้ที่ 9 ประตูเท่ากัน นั่นทำให้ ลูกากู มีโอกาสที่จะกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของยูโรได้เหมือนกัน ถ้าสามารถพาเบลเยียมไปไกล และรักษาสถิติยิงประตูแบบถล่มทลายต่อไปได้จนถึงรอบลึกๆ ของศึกยูโร 2020 ครั้งนี้
#เสียบสามเหลี่ยม #ลูกากู #โรเมลูลูกากู #เบลเยียม #โรนัลโด้ #ซลาตัน #อิบราฮิโมวิช #คริสเตียโน่โรนัลโด้ #เลวานดอฟสกี้ #Lukaku #Belgium #EURO2020 #ยูโร2020 #ยูโร