มีบัญชีอยู่แล้ว?
ส่าหรี ผ้ามหัศจรรย์ ห่มได้กว่า 100 แบบ ห่มแบบนี้บอกได้เลยว่ามาจากไหน?!?
ส่าหรี (Saree หรือ Sari) เป็นเครื่องแต่งกายยอดนิยมของสาวๆ อินเดีย ที่ทำมาจากผ้าเพียงผืนเดียว แต่สามารถประยุกต์การห่มให้ออกมาได้มากมายหลายแบบ จนผู้เขียนอยากจะเรียกว่า “ผ้ามหัศจรรย์” ตัวผ้าเองก็สามารถทำมาจากเส้นใยหลายชนิด ทั้งเส้นใยธรรมชาติอย่างไหม หรือฝ้าย ไปจนถึงเส้นใยสังเคราะห์อย่างชีฟอง โพลีเอสเตอร์ หรือเส้นใยอื่นๆ ที่ทำให้สาวๆ สามารถเลือกสวมใส่ได้ตามสภาพอากาศ ส่วนสีสันก็จัดจ้าน มีให้เลือกทุกเฉดสีเลยก็ว่าได้ ไหนจะลวดลายที่สามารถปักหรือย้อมเพื่อเพิ่มเอกลักษณ์ให้แก่ผ้าแต่ละผืนได้ไม่รู้จบ ตัวผ้าเองก็มีขนาดยาวกว่า 4.5-9 เมตร ซื้อวันนี้ อีก 5 ปีน้ำหนักขึ้น 10 กิโล ก็ยังคงนำกลับมาใส่ได้ สาวๆ หลายคนได้รับมรดกตกทอดจากรุ่นย่า/ยาย หรือรุ่นแม่ เป็นส่าหรีด้วยซ้ำ เรียกว่าเป็นผ้ามหัศจรรย์ที่คลาสสิคและอยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ
ส่าหรี ผ้าผืนเดียวแต่สร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ Photo credit: The Sari Series
นอกจากเนื้อผ้าและสีสันที่มีให้เลือกจนตาลายแล้ว วิธีการห่มส่าหรีของสาวๆ อินเดียก็มีมากมายไม่รู้กี่แบบ ในนวนิยาย “สิเน่หาส่าหรี” ของนายแพทย์พงศกร ยังได้เขียนถึงวิธีการห่มส่าหรีของสาวๆ อินเดียว่ามีอยู่มากมาย แต่ละรัฐก็มีวิธีห่มแตกต่างกันไป จนสามารถบอกได้ว่าผู้หญิงที่ห่มส่าหรีแบบนี้มาจากรัฐไหน
ด้วยความสงสัย ผู้เขียนจึงไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมว่าการห่มส่าหรีของสาวๆ อินเดียมีกี่แบบกันแน่ ซึ่งแน่นอนว่าได้ตัวเลขมาไม่ตรงกันเลย บ้างก็ว่ามีเป็น 100 กว่าแบบ ผู้เขียนก็เลยขอรวบรวมไว้สัก 14 แบบที่ค่อนข้างดูมีเอกลักษณ์หรือเคยผ่านตามาบ้างก็แล้วกัน พร้อมแปะคลิปและก็ขั้นตอนการห่มให้ด้วย ไปดูกันเลยว่ามีแบบไหนบ้าง
1. Nivi จาก Andhra Pradesh
การห่มส่าหรีแบบนิวี (Nivi) น่าจะเป็นวิธีห่มส่าหรีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในสมัยนี้ มีต้นกำเนิดมาจากรัฐอานธรประเทศ แต่ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ เป็นการห่มแบบเรียบง่ายแต่ใช้ได้กับทุกโอกาสและกับส่าหรีทุกแบบ ทั้งส่าหรีผ้าฝ้าย ผ้าไหม ชีฟอง ฯลฯ โดยมีกระโปรงชั้นใน (petticoat เพททิโค้ท) เอาไว้เหน็บส่าหรี หรือหากไม่มีก็อาจจะมัดส่าหรีเป็นปมก็ได้ และเสื้อด้านบนที่มักเป็นเสื้อเอวลอยที่เรียกว่า “โชลี” (choli) การห่มจะเริ่มจากการจับจีบเหน็บไว้กับเพททิโค้ทที่เอวด้านหน้า พันรอบเอว แล้วตลบส่วนชายผ้าที่เรียกว่า “ปัลลู” (pallu) ที่มีการจับจีบแล้วไปด้านหลัง
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบนิวี
ความยาวส่าหรี: 5.5 เมตร / 6 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Raw Mango, ผ้าไหมพาราณสี 100%
วิธีห่ม:
1. ผูกส่าหรีเป็นปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบประมาณ 6 จีบ เหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
3. พันส่าหรีรอบตัวทวนเข็มนาฬิกา จับจีบชายผ้าแล้วตลบพาดบ่าด้านซ้ายไปด้านหลัง หรือจะตลบพาดบ่าไปเลยก็ได้
2. Athpourey จาก Bengal
Athpourey Drape
การห่มส่าหรีแบบอาทปูรี (Athpourey) หรือเรียกโดยทั่วไปว่าสไตล์เบงกอลี (Bengali) เป็นวิธีการห่มส่าหรีที่ค่อนข้างเก่าแก่ เอกลักษณ์ของการห่มส่าหรีแบบนี้คือจะมีจีบชายที่เอวด้านหน้า และชายส่าหรีซึ่งจับจีบแล้วจะตลบมาจากด้านหลัง นอกจากนี้ ผู้หญิงเบงกอลีที่ห่มส่าหรีแบบอาทปูรีในพิธีแต่งงานมักผูกกุญแจไว้กับชายส่าหรีที่พาดผ่านไหล่ด้านขวาเพื่อแสดงถึงอำนาจในบ้านหลังการแต่งงานอีกด้วย
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบอาทปูรี
วิธีห่ม:
1. พันส่าหรีรอบตัวเหน็บขอบส่าหรีไว้กับกระโปรงชั้นใน
2. พับจีบโดยเริ่มจากปลายส่าหรีแล้วพาดขึ้นไปบ่นไหล่ซ้าย
3. ตรงชายส่าหรีอาจเปลี่ยนจากการผูกกุญแจเป็นการผูกเครื่องประดับขนาดเล็กแทน จากนั้นพาดขึ้นไปบ่นไหล่ด้านขวา
3. Nauvari จาก Maharashtra
Nauvari Drape
คำว่า “นววารี” (Nauvari) หมายถึง 9 หลา ซึ่งก็คือความยาวของส่าหรีแบบมหาราษฏระแบบนี้นั่นเอง การห่มส่าหรีแบบนี้ท่อนล่างจะพันส่าหรีออกมาคล้ายกับผ้านุ่งโธตี (dhoti – คล้ายโจงกระเบน) แล้วด้านบนห่มแบบส่าหรีทั่วไป จึงดูแล้วเหมือนการพันผ้าทับกางเกง แต่ความจริงแล้วเป็นผ้าผืนเดียวทั้งหมด การห่มส่าหรีแบบนี้ทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกสบาย ซึ่งเป็นการห่มส่าหรีที่ใช้ในการแสดงการเต้นรำลาวานี (Lavani) อีกด้วย
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบนววารี
วิธีห่ม:
1. ผูกส่าหรีเป็นปม 2 ชั้น ไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบตรงชายผ้า แล้วพันรอบตัวไปด้านหลัง แล้วอ้อมขึ้นมาพาดไหลซ้ายจากหน้าไปหลัง
3. ผ้าที่เหลือตรงกลางให้ลอดขามาเหน็บไว้ด้านหน้า และจับจีบ เหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
4. จับจีบผ้าด้านหน้าลอดขาแล้วไปเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง
5. จัดจีบให้เรียบร้อย
4. Kunbi จาก Goa
กุนบี (Kunbi) เป็นการห่มส่าหรีที่เก่าแก่มาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 16 ริเริ่มโดยผู้หญิงในชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในรัฐกัวปัจจุบัน การห่มส่าหรีแบบนี้จะผูกชายผ้าด้านหนึ่งไว้ที่ไหล่ข้างขวา ความยาวของส่าหรีอยู่เหนือข้อเท้าเพื่อให้สะดวกต่อการทำงานในไร่นา
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบกุนบี
ความยาวส่าหรี: 6.5 เมตร / 7 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Raw Mango, ผ้าฝ้าย 100%
วิธีห่ม:
1. ผูกส่าหรีเป็นปม 2 ชั้น ไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบประมาณ 12 จีบ เหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
3. พันส่าหรีรอบตัวทวนเข็มนาฬิกา เหน็บผ้าไว้ที่เอวด้านหน้า
4. จับจีบชายผ้าแล้วพันรอบหน้าอกทวนเข็มนาฬิกา แล้วพาดข้ามไปไหล่ขวา ผูกปมไว้กับผ้าตรงหน้าอก
5. Dhangad จาก Goa
เนื่องจากกัวเป็นรัฐติดทะเล ผู้หญิงชาวประมงจึงต้องห่มส่าหรีให้ทะมัดทแมง พร้อมที่จะลงน้ำได้ จึงเป็นที่มาของการห่มส่าหรีแบบธังกัด (Dhangad) คือท่อนล่างหันรอบเอวเหมือนโจงกระเบน และชายผ้าที่เหลือก็พันท่อนบนเหมือนกับส่าหรี คล้ายกับการห่มแบบนอวารี เพียงแค่ไม่มีการจับจีบเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนเป็นการรวบๆ ผ้าไว้มากกว่า
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบธังกัด
ความยาวส่าหรี: 8 เมตร / 9 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Taanbaan, ผ้าฝ้าย 100%
วิธีห่ม:
1. ทบส่าหรีด้านหนึ่งเข้าด้วยกัน พันรอบเอวแล้วผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบประมาณ 6 จีบ เหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
3. พันรอบตัวทวนเข็มนาฬิกาและพาดผ้าไว้ตรงไหล่ซ้าย
4. ดึงผ้าจากจีบด้านหน้าไปเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง
5. ดึงชายผ้าอ้อมไปด้านหน้าแล้วเหน็บไว้ที่เอว ขยับความสั้นยาวของส่าหรีตามที่ต้องการ
6. Seedha Pallu จาก Gujarat, UP, and Odisha
การห่มส่าหรีแบบสีธาปัลลู (Seedha Pallu) เป็นที่นิยมในหลายรัฐ ทั้งคุชราต อุตตรประเทศ และโอดิชา เป็นการห่มส่าหรีที่โชว์ความงดงามและหรูหราของส่าหรีได้อย่างเต็มที่ การห่มทุกอย่างจะเหมือนกันแบบนิวี (Nivi) ยกเว้นเพียงวิธีตลบชายส่าหรีเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะตลบชายส่าหรีจากด้านหลังมาด้านหน้า และนำมาพาดเฉียงกับส่วนหน้าอก เหมาะกับผ้าที่ค่อนข้างหนักเพราะชายผ้าที่ตลบมาด้านหน้ายาวเพียงคลุมส่วนหน้าอก ผู้สวมใส่จึงไม่ต้องรับน้ำหนักที่บ่ามาก อีกทั้งยังสามารถประยุกต์การจับจีบด้านล่างได้หลายแบบตามที่ต้องการด้วย
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบสีธาปัลลู
ความยาวส่าหรี: 5.5 เมตร / 6 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Rajesh Pratap Singh, ผ้าไหมพาราณสี 100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบประมาณ 12 จีบ เหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
3. พันชายผ้าทวนเข็มนาฬิกาและจับจีบ
4. ตลบชายผ้าจากด้านหลังมาด้านหน้า
5. ดึงชายผ้าด้านหนึ่งไปข้างหลัง แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านขวา
7. Pinkosu จาก Tamil Nadu
ปินโกสุ (Pinkosu) หรือ ปิน โกสวาม (Pinn Kossavam) หมายความว่า “จีบอยู่ด้านหลัง” เป็นวิธีการห่มส่าหรีที่นิยมในแถบทมิฬนาฑู วิธีนี้ส่วนที่เป็นจีบของส่าหรีจะถูกเหน็บไว้ตรงเอวด้านหลัง ชายผ้าตวัดมาเหน็บเอวด้านหน้า และไม่จำเป็นต้องมีกระโปรงชั้นใน เพราะเป็นการห่มที่ทำให้ส่าหรีเป็นที่เหน็บในตัวได้
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบปินโกสุ
ความยาวส่าหรี: 7.5 เมตร / 8 หลา
ส่าหรี: จาก Sanjay Garg, ผ้าไหมพาราณสี 100%
วิธีห่ม:
1. จับจีบประมาณ 6 จีบ ถือไว้ตรงเอวด้านหลัง
2. พันส่าหรีอีกด้านทวนเข็มนาฬิกาทับจีบที่จับไว้ แล้วผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
3. ตลบชายผ้าข้ามไหล่ขวา เหน็บผ้าส่วนหน้าไว้เอวด้านหลัง
4. ดึงชายส่าหรีด้านขวาจากหลังไปหน้า แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านซ้าย
8. Madisaru จาก Tamil Nadu
การห่มส่าหรีแบบมาดีซารู (Madisaru) เป็นการห่มส่าหรีแบบทมิฬนาฑูดั้งเดิม แต่ก่อนนิยมเฉพาะในหมู่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมในเทศกาลสำคัญต่างๆ ทั้งในผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงาน การห่มส่าหรีแบบนี้จะห่มท่อนล่างให้เป็นโธตี หรือกางเกงทรงหลวมคล้ายโจงกระเบน และด้านบนห่มแบบส่าหรีทั่วไป เรียกสไตล์แบบนี้ว่า Ardhanareeshwara
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบมาดีซารู
ความยาวส่าหรี: 8 เมตร / 9 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Raw Mango, ผ้าไหม 100%
วิธีห่ม:
1. ผูกส่าหรีเป็นปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. พับส่าหรีขึ้นมาแล้วเหน็บไว้ที่เอว
3. จับจีบส่าหรีอีกด้านหนึ่งประมาณ 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
4. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านซ้าย
5. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ด้านหลัง
6. พันส่าหรีรอบตัวทวนเข็มนาฬิกา แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านซ้าย
7. นำส่าหรีส่วนที่เหลือลวดใต้ขา แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง
8. จับจีบส่าหรี 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านขวา
9. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ด้านหน้า
10. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ด้านซ้าย
11. ตลบชายส่าหรีจากหน้าไปหลัง เหน็บชายผ้าไว้ที่เอวด้านขวา
12. ดึงชายส่าหรีจากหลังไปหน้า พับครึ่งแล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านซ้าย
9. Coorgi จาก Karnataka
การห่มส่าหรีแบบกูร์กี (Coorgi) จากรัฐกรณาฏกะ จะห่มส่าหรีขึ้นมาคลุมถึงหน้าอก มีจีบแคบทางด้านหลัง และเก็บชายผ้าไว้ที่ไหล่ด้านขวาโดยการผูกเป็นปมที่เรียกว่า “โมลากัตตู” (molakattu) ว่ากันว่าการห่มส่าหรีแบบนี้มีที่มาจากการที่ผู้หญิงชาวกรณาฏกะสมัยก่อนต้องการความสะดวกในการปีนเขาและต้นไม้ จึงไม่ต้องการให้ส่าหรีมีชายลากยาวเป็นอุปสรรค
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบกูร์กี
ความยาวส่าหรี: 6.5 เมตร / 7 หลา
ส่าหรี: จาก Shakuntala Devi, ผ้าไหมไมซอร์ 100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. พันส่าหรีรอบเอวไปด้านหลัง จับจีบประมาณ 6 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านหลัง ดึงให้จีบกระจายออกจากกัน
3. ดึงส่าหรีขึ้นมาพันส่วนหน้าอก แล้วพันข้ามไหล่ขวามาด้านหน้า แล้วผูกปม
10. Halakki Vokkaliga จาก Karnataka
ฮาลักกี โวกกาลีกา (Halakki Vokkaliga) เป็นการห่มส่าหรีของผู้หญิงในชนเผ่าดั้งเดิมของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เทือกเขาฆาตตะวันตก (Western Ghats) หรือรู้จักกันในนามชนเผ่าดั้งเดิมแห่งอุตตรกันนาดา “Aboriginals of Uttara Kannada” ผู้หญิงในรัฐนี้ห่มส่าหรีโดยใช้ส่าหรีผืนเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งเสื้อหรือกระโปรงชั้นในเลย
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบฮาลักกี โวกกาลิกา
ความยาวส่าหรี: 8 เมตร / 9 หลา
ส่าหรี: จาก Taanbaan, ผ้าฝ้าย100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบส่าหรีอีกด้านหนึ่งประมาณ 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านขวา
3. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านหน้า
4. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านซ้าย
5. จับจีบอีก 3 จีย แล้วเหน็บไว้ที่เอาด้านหลัง
6. จับจีบอีก 3 จีบ แล้วเหน็บไว้ที่เอวด้านขวา
7. จับจีบขนาดใหญ่ขึ้น 12 จีบ แล้วเหน็บที่เอวด้านหน้า
8. จัดจีบให้คลี่ออกตรงรอบเอว
9. พันผ้าที่เหลือขึ้นมารอบอก แล้วดึงพาดไหล่ขวามาด้านหน้า ผูกชายผ้าไว้ด้านหน้า
11. Mohiniattam จาก Kerala
การห่มส่าหรีแบบโมหินีอัตตัม (Mohiniattam) จากรัฐเกรละสังเกตได้ง่ายคือมีการจีบส่าหรีเยอะมาก และมักใช้ส่าหรีผ้าไหมมากกว่าผ้าประเภทอื่น เพราะจีบจะอยู่คงทนยาวนานกว่า ริเริ่มมาจากเกษตรกรและผู้เลี้ยงแกะในหมู่บ้าน Narasannapalle ในรัฐอานธรประเทศ การห่มเริ่มมาจากการจับจีบแบบการห่มส่าหรีทั่วไป จากนั้นเหน็บจีบไว้ที่เอวแล้วพันและหมุนจีบให้บานออก
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบโมหินีอัตตัม
ความยาวส่าหรี: 8 เมตร / 9 หลา
ส่าหรี: จาก Taanbaan, ผ้าฝ้าย100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. จับจีบ 12 จีบ แล้วถือไว้ที่เอวด้านซ้าย
3. พันผ้าทับจีบ โดยเหลือความยาวจีบไว้ประมาณ 1 ฝ่ามือ ผูกปมไว้ที่เอว
4. จับที่มุมบนของชายผ้า พันรอบตัวโดยให้ความยาวของผ้าอยู่ระดับเข่า อ้อมผ่านไหล่ซ้าย
5. จัดจีบตรงเอวให้สวยงาม
12. Ranchi Saiko จาก Jharkhand
การห่มส่าหรีแบบรานชี ซาอีโก (Ranchi Saiko) ชื่อเมืองหนึ่งในรัฐฌาร์ขัณฑ์เป็นการห่มส่าหรีแบบไม่ต้องจับจีบ และต้องกางขาเพื่อให้พันออกมาแล้วมีพื้นที่เหลือให้ขาเคลื่อนไหวได้สบาย
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบรานชี ซาอีโก
ความยาวส่าหรี: 5 เมตร / 5.5 หลา
ส่าหรี: จาก Swati & Sunaina, ผ้าไหมพาราณสี100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านขวา
2. เม้มขอบผ้าด้านบนลงมาประมาณ 2 นิ้ว แล้วเหน็บไว้ที่เอว
3. กางขาให้กว้างเท่าไหล่ พันส่าหรีรอบตัวทวนเข็มนาฬิกา เหน็บด้านบนของผ้าไว้ที่เอว
4. พันรอบตัวอีกรอบ โดยเม้มขอบผ้าให้ความยาวส่าหรีอยู่ระดับเข่า เหน็บขอบผ้าไว้ที่เอว
5. ตลบส่าหรีที่เหลือข้ามไหล่ซ้าย แล้วตลบกลับมาจากด้านหลังผ่านไหล่ขวา
6. ตลบชายส่าหรีข้ามไหล่ซ้ายไปด้านหลังอีกครั้ง
13. Kotapad จาก Orissa
การห่มส่าหรีแบบโกตาปัด (Kotapad) เป็นการห่มส่าหรีแบบชาวเผ่าที่อาศัยอยู่ในรัฐโอริสสาตอนใต้ ซึ่งมักห่มให้มีความยาวสั้นขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงาน ส่าหรีของหมู่บ้านโกตาปัดโดยดั้งเดิมมีความพิเศษคือเป็นส่าหรีที่ย้อมมาจากสีจากต้นไม้ท้องถิ่นและทอกันเองในหมู่บ้าน
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบโกตาปัด
ความยาวส่าหรี: 4.5 เมตร / 5 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Huemn, ผ้าโพลีเอสเตอร์ 100%
วิธีห่ม:
1. วางส่าหรีไว้บนไหล่ซ้าย แล้วผูกปมไว้ที่เอวขวา
2. พันผ้าที่เหลือรอบตัวทวนเข็มนาฬิกา ดึงชายผ้าข้ามไหล่ซ้าย
3. ดึงชายผ้าแล้วตลบผ่านไหล่ขวากลับมาด้านหน้า
14. Purnia จาก Bihar
ปูร์เนีย (Purnia) มาจากชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐพิหาร ที่มาของการห่มส่าหรีแบบนี้นั่นเอง โดยการห่มส่าหรีแบบนี้จะมีชายผ้าพอที่จะให้คลุมศีรษะของผู้สวมใส่ด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะอากาศร้อน ผู้หญิงชาวพิหารจึงต้องมีผ้าคลุมกันร้อน
ตัวอย่างการห่มส่าหรีแบบปูร์เนีย
ความยาวส่าหรี: 4.5 เมตร / 5 หลา
ส่าหรี: แบรนด์ Bibhu Mohapatra, ผ้าฝ้าย100%
วิธีห่ม:
1. ผูกปมไว้ที่เอวด้านซ้าย
2. พันผ้ารอบตัวตามเข็มนาฬิกา เหน็บส่วนหนึ่งไว้ที่เอวด้านหลัง
3. พันผ้าที่เหลือรอบตัวทวนเข็มนาฬิา แล้วดึงขึ้นไปข้ามศีรษะและไหล่ขวาจากด้านหลังมาด้านหน้า
4. ดึงชายผ้าให้พันรอบตัวและเหน็บมุมไว้ที่เอวด้านซ้าย
สรุป
โดยรวมแล้ว ผู้เขียนคิดว่าในสมัยก่อน การมองจากวิธีการห่มส่าหรีคงจะสามารถบอกว่าผู้สวมใส่ส่าหรีมาจากไหนได้จริง แต่สมัยนี้ ด้วยการอพยพย้ายเมืองและความรู้ที่สามารถถ่ายทอดหากันได้โดยง่าย หากจะใช้วิธีห่มส่าหรีเพียงอย่างเดียวเป็นการบอกว่าผู้หญิงที่ห่มส่าหรีแบบนี้มาจากรัฐไหน อาจจะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เอาเป็นว่าเราใช้วิธีการห่มส่าหรีเป็นการวิเคราะห์คร่าวๆ ละกันนะคะ ไม่มีข้อจำกัดสักหน่อยว่าเธอมาจากรัฐนี้ต้องห่มแบบนี้นะ และก็ห้ามห่มอีกแบบนะ อีกทั้งสไตล์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทุกวัน มีการนำส่าหรีมาผสมผสานกับเสื้อผ้าใหม่ๆ ตั้งหลายแบบ ซึ่งแน่นอนว่าคงมีวิวัฒนาการไม่รู้จบ แฟชั่นเปลี่ยนแปลงและกลับมาใหม่ได้เสมอค่ะ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกำลังรอคอยละคร “สิเน่หาส่าหรี” อย่างใจจดใจจ่อค่ะ อยากดูว่าส่าหรีสีขาวผืนสำคัญของเรื่องนั้นจะออกมาสวยงามอย่างที่ผู้เขียนจินตนาการไว้แค่ไหน ตอนนี้แค่เห็นภาพนักแสดงและฉากที่ทางทีมงานปล่อยออกมา (เพียงน้อยนิด) ก็ตื่นเต้นมากแล้วค่ะ ส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยดูละคร แต่เรื่องนี้รออย่างตั้งใจ หวังว่าจะไม่ผิดหวัง ^^
อ่านต่อ: ชุดอินเดีย 10 แบบ – นอกจากส่าหรีแล้วสาวอินเดียเค้าใส่อะไรกัน?
ปล. การถอดเสียงเป็นคำภาษาไทยอาจจะเพี้ยนไปบ้าง ผู้เขียนพยายามถอดเสียงสั้นเสียงยาวให้ใกล้เคียงเท่าที่จะทำได้แล้วค่ะ แต่พออ่านแล้วก็ไม่ตรงเป๊ะซะทีเดียว เอาเป็นว่าถือเป็นการออกเสียงคร่าวๆ ละกันนะคะ
อ้างอิง:
Fashion Remix
Bollywood Shaadis
Style Caret
Indy Vogue
Travel.earth
Sari Safari
The Sari Series
Sabaidee India | สบายดีอยู่ที่อินเดีย
อยู่และเรียนรู้อินเดีย บล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ภาษา และอาหารในอินเดีย เพราะเราอยากให้ทุกคนมารู้จักและ(อาจจะ)รักอินเดียไปด้วยกัน
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เรื่องราวของ ลิซ เมอร์เรย์ ทำให้คิดถึงตัวเอง เปล่า ชีวิตผมไม่ถึงขนาดเรียนหนังสือข้างถนน แต่ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้เรียนหนังสือชั้นสูงๆ เหตุเพราะคนจีนสมัยก่อนมีลูกมาก และฐานะไม่ดี พ่อแม่ไม่มีปัญญาส่งเสียลูกเรียนจบทุกคน โดยเฉพาะลูกผู้หญิง แทบไม่ได้เรียนเลย
      PRODUCT INSIDE by KTAM เจาะลึกกองทุน : กองทุนเปิดเคแทม อินคัม แอนด์ โกรท ฟันด์ (KT-IGF) เน้นเติบโต พร้อมสร้างรายได้ ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย อ่านบทความคลิก https://bit.ly/3nw720r
      วันนี้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงมากค่ะ สังเกตจากบริเวณท่าพระจันทร์ น้ำขึ้นสูงเข้าบ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำบางส่วนแล้ว เป็นการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการนะคะ เพราะชอบมาคาเฟ่มุมนี้ ที่จริงเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่เดือนกันยาน้ำก็เริ่มสูงแล้ว หากช่วงที่น้ำน้อยบริเวณนี้จะสามารถเห็นดินเลนริมน้ำได้เลย
      [ #กล้าเล่นกับไฟจริงหรือ? ] หลังจัดการเคลียร์กับ สตีฟ บรู๊ซ เรียบร้อย ภารกิจจากนี้ของบอร์ดบริหารนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยุคปรับปรุงใหม่ยิ่งใหญ่อลังการคือหาผู้จัดการทีมมาแทน
      ดูทั้งหมด