มีบัญชีอยู่แล้ว?
กรณีศึกษาของทองคำ ยิ่งโดนแบนมากเท่าไหร่ ยิ่งเติบโตมากเท่านั้น
ปัจจุบัน ทองคำคือสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หรือสินทรัพย์ปลอดภัย ในช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจไม่ปกติ
จะเห็นได้ว่า ช่วงเกิดวิกฤติ Covid-19 ใหม่ๆ สินทรัพย์ทั่วโลก ต่างดิ่งลงเหวจนน่าใจหาย ทว่าแร่มีค่าที่เรียกกันว่าทองคำ กลับใช้เวลาไม่นานทะยานพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ช่วงเดือนสิงหาคม 2020
มิหนำซ้ำ ราคาทองคำรูปพรรณ ก็มีราคากระโดดขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน
แต่รู้ไหม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เป็นแร่มูลค่าสูงที่ใครๆ ต่างก็ต้องการครอบครอง ในอดีต ทองคำเคยเป็นสินทรัพย์ที่โดนแบนมาก่อน
แล้วทำไมทองคำถึงกลายเป็นสินทรัพย์มากมูลค่าในปัจจุบันได้ ?
ย้อนกลับไปยังปี 1948 มีการขุดพบทองคำครั้งแรก ที่ไร่ของ John Sutter ในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียร์ ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาขุดทองนับแสน จนกลายเป็น “ยุคตื่นทอง” ขึ้นมา
ต่อมา เมืองซานฟรานซิสโก ที่เป็นเมืองเล็กๆ ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการพัฒนาความรุ่งเรือง และทองคำก็กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทต่อสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลกเริ่มจากสหรัฐฯ
ในปี 1900 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบหนุนเงินดอลลาร์ด้วยทองคำ จึงตั้งเป็น ‘มาตรฐานทองคำ’ หรือ ‘Gold Standard’ ขึ้นมา โดยกำหนดราคาแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 20.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ปี 1929 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดในอเมริกาเหนือและยุโรป ขยายวงกว้างไปทั่วทุกประเทศทั่วโลก
ปี 1930 สภาวะ Great Depression ที่ทั้งโลกประสบ ทำให้ Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐในเวลานั้น พยายามแก้ไขปัญหาโดยการปรับอัตราแลกเปลี่ยนทองคำขึ้นเป็น 25.56 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 34.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 1935
ทว่า 1 ปีถัดจากนั้น รัฐบาลสหรัฐกลับออกนโยบาย ‘ห้ามส่งออกทองคำจากแผ่นดินสหรัฐ’ และ ‘ห้ามประชนทั่วไปถือครองทองคำ’ ส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลงไปมาก
1
ต่อมาในปี 1960 เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำเข้าขั้นรุนแรง เงินสกุลดอลลาร์ไร้ค่า จนฝรั่งเศษเลือกสินทรัพย์ทองคำเป็นเงินทุนสำรองแทน มิหนำซ้ำ สหรัฐเองก็ไม่มีทองคำเพียงพอที่จะรองรับหนี้ต่างประเทศ ทำให้สถานะความมั่นคงของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ลดต่ำลงไปมาก
ปี 1971 Richard M. Nixon ประกาศเลิกรับแลกเงินดอลลาร์กับทองคำ ทำให้ความต้องการทองคำมากขึ้น จนในที่สุดรัฐบาลสหรัฐต้องจำยอมยกเลิก ‘มาตรฐานทองคำ’
ส่งผลให้ราคาทองคำลอยตัว ราคาพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่จาก 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็น 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เข้าถึงต้นยุค 1980 อัตราเงินเฟ้อสหรัฐ สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็น 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หลังจากปี 2000 เกิดการล่มสลายของตลาด Dot Com และเกิดเหตุการณ์ 9/11 งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับกิจการกองทัพ เกิดการขาดดุลเพิ่ม จนรัฐบาลสหรัฐต้องพิมพ์เงินออกมาใช้ โดยไม่มีทองคำมารองรับ ผลที่ตามมาก็คือ ความน่าเขื่อถือในสกุลเงินดอลลาร์ลดลงจนอ่อนค่าไป
1
หลังจากนั้นไม่นาน ประเทศจีน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจีนอนุญาตให้ประชาชนถือครองทองคำได้ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจาก 250 แตะ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี 2007
และหลังจากนั้น ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน และมีการปรับตัวขึ้นลงตามกลไกระบบเศรษฐกิจโลกเรื่อยมา..
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่..