มีบัญชีอยู่แล้ว?
สหรัฐฯ ติดเชื้อพุ่งวันละแสนราย หวั่นเชื้อเดิมกลายพันธุ์ซ้อน
ศูนย์คุมโรคฯ รับวัคซีนกำลังเอาไม่อยู่ ฉีดไม่ฉีดก็ติดเชื้อ
5
จำนวนของผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ กำลังกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อวันเดียวพุ่งทะลุไปที่ 108,775 ราย เสียชีวิต 406 ราย แล้ว ซึ่งสายพันธุ์เดลต้า คือตัวการหลักที่ทำให้การระบาดกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
5
สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ ก็คือ ไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ที่กำลังแพร่ระบาดในตอนนี้อาจกำลังทำให้วัคซีนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันอาจไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป โดย ดร. โรเชลล์ วาเลนสกี้ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ยอมรับว่า หากเชื้อมีการกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้ง จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา จะทำให้วัคซีนที่มีอยู่ในตอนนี้ไม่สามารถรับมือป้องกันไวรัสได้อีก และต้องมีการคิดค้นวัคซีนใหม่ๆ เพราะไวรัสสามารถหลบวัคซีนได้ดีขึ้น ถือเป็นความกังวลใหญ่หลวงที่สุด ที่วงการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์กำลังวิตกอยู่ในขณะนี้
3
ดร. วาเลนสกี้ ยังคงให้ความเชื่อมั่นว่าวัคซีนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ แต่การระบาดของไวรัสที่ยังคงไม่สามารถหยุด หรือชะลอลงเป็นสิ่งที่น่ากังวลคือ การกลายพันธุ์ไปสู่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันพัฒนาล้ำไปมากกว่าประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ และไม่สามารถต้านทานไหวในที่สุด
1
สำหรับการติดเชื้อในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว 2 โดส ก็ยังมีความความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อต่อได้อีก โดยการวิจัยพบว่าเมื่อผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ปริมาณไวรัสในร่างกายยังคงใกล้เคียงกับของผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน กล่าวง่ายๆ คือ ต่อให้ฉีดแล้วหรือยังไม่ฉีก ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อเหมือนกัน และแพร่เชื้อต่อได้อีกด้วย
4
🔵 บังคับกลับมาสวมหน้ากาก บังคับฉีดวัคซีน
ก่อนหน้านี้หลายรัฐได้มีการประกาศชัยชนะเหนือไวรัสไปแล้ว และอนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยได้ แต่จากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องมีคำสั่งกลับมาสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้ง
1
แพทย์แอนโทนี เฟาชี หัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ทางคณะทำงานได้เริ่มทบทวนแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการสวมใส่หน้ากากแล้ว หลังพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในหมู่ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก CDC ระบุว่า มีพื้นที่ใน 30 รัฐของสหรัฐฯ ที่ประชากรกว่าครึ่งยังฉีดวัคซีนไม่ครบ 2 เข็ม
6
หลายเมืองทั่วสหรัฐฯ เริ่มประกาศใช้มาตรการสวมใส่หน้ากากขณะอยู่ภายในอาคารอีกครั้งแล้ว เช่น นครเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี, เมืองซาวานนาห์ รัฐจอร์เจีย และเมืองโพรวินซ์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์
4
ไม่เพียงเท่านั้น เริ่มมีการ ‘บังคับ’ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งข้าราชการ และลูกจ้าง ต้องฉีดวัคซีนทุกคนภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ในสถานการณ์ปกติรัฐบาลจะไม่มีสิทธิ์ในการบังคับประชาชน เพราะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เหมือนนาทีนี้เป็นคราวจำเป็นที่ต้องบังคับทุกคน แม้จะต้องฝืนมาตรากฎหมายสูงสุดแห่งรัฐก็ตาม
4
บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ หรือแม้กระทั่งลูกจ้างของรัฐนิวยอร์กที่มีจำนวนกว่า 300,000 ราย จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนทุกคนภายในวันที่ 13 กันยายนนี้ ถ้าไม่ทำจะถูกบังคับตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์
1
ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐฯ ระบุว่า ภายในวันที่ 2 สิงหาคม เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของรัฐกว่า 246,000 คน จะต้องฉีดวัคซีนทุกคน ถ้าไม่ทำจะถูกบังคับตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์เช่นกัน
โดยเฉพาะที่นครซานฟรานซิสโก กลายเป็นเมืองแรกของประเทศที่บังคับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าของรัฐ ต้องฉีดวัคซีนทั้งหมด หากฝ่าฝืนไม่ทำตามถูกคาดโทษหนักถึงขั้น 'ไล่ออก'
3
แม้ว่าการที่จะเลือกที่จะรับหรือไม่รับวัคซีนจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่ควรถูกบังคับ แต่ ณ เวลานี้คงถึงคราวจำเป็นที่ต้องบังคับกันอย่างจริงจัง เพราะความเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลกำลังกระทบต่อผู้คนส่วนรวมที่อาจต้องเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตได้จากการที่เป็นพาหะแพร่เชื้อของใครบางคน
3
🔵 ทั้งประเทศฉีด 2 เข็มไม่ถึง 50% ปัญหาใหญ่คือคนไม่ยอมฉีด
ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับความขาดแคลนวัคซีน แต่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีน mRNA รายใหญ่ที่สุดของโลก กลับประสบปัญหาความล่าช้าในการกระจายวัคซีนในประเทศ รวมทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน
4
ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่ถึง 97% ยังไม่ได้รับวัคซีนเลยสักโดส และผู้ที่รับวัคซีนแล้ว 2 โดสยังไม่ถึง 50% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ
1
ประชากรบางกลุ่มเช่นเด็ก หรือผู้ป่วยในบางโรคยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ฉีดวัคซีน อีกทั้งประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยเมินการฉีดวัคซีน ซึ่งเกิดจากการที่มีข่าวปลอม เฟกนิวส์ หรือข้อมูลไม่จริงที่เป็นด้านลบต่างๆ ออกมามากมาย จนทำให้ผู้คนกลัวหรือลังเลใจที่จะไปฉีดวัคซีน
🔵 เล่นการเมืองบนความเป็นความตาย
2
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องขั้วทางการเมืองก็มีผลอย่างมากในการรับวัคซีนของประชาชน รัฐที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล หรือไม่ใช่ฐานเสียงที่เทคะแนนให้พรรคเดโมแครต ซึ่งมี โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีที่มาจากพรรคดังกล่าว เช่น ฟลอริดา เท็กซัส และมิสซูรี ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสะสมสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐ ก็มีผู้ไม่ยอมรับการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากแกนนำนักการเมืองขั้วตรงข้ามอย่างพรรครีพับบลิกัน เคยออกมาประกาศตัวคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการฉีดวัคซีน
2
และการที่นักการเมืองในท้องที่เคลื่อนไหวในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝั่งการเมืองขั้วตรงข้ามก็เลือกที่จะไม่รับวัคซีนเช่นกัน
1
อีกทั้งก่อนหน้านี้รัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของเดโมแครต ก็มีการจัดส่งวัคซีนไปถึงน้อยกว่ารัฐที่เป็นฐานเสียง หรือลงคะแนนให้ผู้สมัครของพรรค ซึ่งกลายเป็นสัญญาณชัดเจนเลยว่าขั้วการเมืองมีส่วนอย่างมากต่อการเข้าถึงวัคซีนในสหรัฐฯ และการเลือกที่รักมักที่ชังก็มีในสังคมที่หลายคนเชื่อว่ามีความเท่าเทียมกัน
1
อย่างไรก็ตาม CDC รายงานว่า ชาวอเมริกันยังไม่สามารถรับวัคซีนจนครบโดสมีไม่ถึง 50% ของประชากร และอัตรการฉีดวัคซีนก็เริ่มชะลอตัวลง โดยตั้งแต่ที่มีการฉีดวัคซีนมา วันที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดคือเมื่อวันที่ 10 เมษายน ถึง 4.63 ล้านโดส แต่หลังจากนั้น ตัวเลขก็ชะงักงันและลดลงมาเรื่อย ๆ ซึ่ง ณ เวลานี้มีผู้มารับวัคซีนเหลือแค่ 7 แสนกว่าโดสเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะลดลงไปอีก ทำให้การที่สหรัฐฯ จะเร่งให้ประชาชนรับวัคซีนได้ทั่วประเทศยิ่งต้องช้าออกไปอีก
7
ซึ่งผลของการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าจะส่งผลให้ไวรัสกลายพันธุ์เพื่อหนีประสิทธิภาพของวัคซีนไปอีก และเมื่อถึงเวลานั้นวัคซีนจะไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอที่จะหยุดยั้งเชื้อ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เชื้อหนีไปกลายพันธุ์ จะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้รวดเร็วและครอบคลุมที่สุด แต่มันก็ยังไม่สามารถทำได้จริงด้วยปัจจัยที่กล่าวไปทั้งหมดในบทความนั่นเอง
╔═══════════╗
ไม่พลาดบทความสาระดีๆ ที่ Reporter Journey ตั้งใจสร้างสรรเพื่อผู้ติดตามทุกท่าน อย่าลืมกดติดตามเพจ ติดตาม Reporter Journey ได้ทุกช่องทางที่
╚═══════════╝
    BKT
    แลก ซิโนแวค มั้ย อะ