มีบัญชีอยู่แล้ว?
เดิมสมัยพุทธกาลพระธรรมคำสอนในพระพุทธเจ้าไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าปัจจุบัน มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้พระธรรมคำสอนซับซ้อนจนมองไม่เห็นต้นไม่เห็นปลาย ในบทความนี้จะทำความซับซ้อนให้ง่ายขึ้น
เรารับรู้รับทราบกันโดยทั่วไปว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คืออริยสัจ4 บ้างก็เคยได้ฟังว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีเพียงอริยสัจ4 จึงเกิดความสงสัยว่าแล้วบทธรรมอื่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือ
1
อริยสัจ4 ประกอบไปด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หากไม่ขยายความเพิ่มเติมจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าธรรมบทอื่นๆพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน
หากอุปมาว่าอริยสัจ4 เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อเปิดหนังสือที่ชื่อว่าอริยสัจ4ออกมาเราจะพบกับรายละเอียดที่เต็มไปด้วยบทธรรมที่ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท
อริยสัจ4 ประกอบไปด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เรามาเริ่มจากทุกข์กันก่อน
1. ทุกข์ หรือ ทุกขอริยสัจ
1
ทุกข์ คือทุกข์ที่ต้องไปในนรก ในเดรัจฉาน ในเปรต ในมนุษย์ ในเทวดา เป็นสภาวะจิต มโน วิญญาณ หรือวิญญาณที่ยังเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในวัฏสงสาร เห็นได้ด้วยบทธรรมที่ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท
2
ปฏิจจสมุปบาทเป็น อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ของจิต ของมโน ของวิญญาณ ของทุกสรรพสัตว์ ทุกตัวทุกตนบุคคลเราเขา อาการ คืออาการ ลิงคะ คือเพศ นิมิต คือเครื่องหมาย อุเทส คือเรื่องราว
1
เช่น เมื่อจิต มโน วิญญาณเป็นเทวดา อาการก็เป็นอาการของเทวดา เพศก็เป็นเพศของเทวดา เครื่องหมายก็เป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าเป็นเทวดา เรื่องราวก็เป็นเรื่องราวในเทวดา
เป็นสภาวะของจิต มโน วิญญาณ เป็นไปตามธรรมชาติอาจจะฟังธรรมในพระพุทธเจ้ามาบ้างแล้วหรือยังไม่เคยฟังธรรมมาเลยก็ได้ ซึ่งถูกจำแนกไว้5คติด้วยกัน คือ 1นรก 2เดรัจฉาน 3เปรต 4มนุษย์ 5เทวดา
1
ทุกข์ อธิบายด้วย ปฏิจจสมุปบาทได้ดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โศก ปริเทวะ ทุข โทมนัส อุปายาส
1
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง
มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น มีได้ด้วยประการฉะนี้
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์
ขันธ์5เป็นบทธรรมย่อของปฏิจจสมุปบาทเราจึงได้ยินบ่อยๆว่าทุกข์คือขันธ์5 ถ้าเราเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทเราจะเข้าใจในขันธ์5ได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท เราจะไม่เห็นความละเอียดของทุกข์ทั้งหมดทั้งมวล เราจะเห็นแค่ทุกข์แบบย่อเท่านั้น
2
2. สมุทัย
สมุทัย คือ อวิชชาและตัณหา ในเรื่องอริยสัจ4ข้อที่2คือ สมุทัยนั้น พระพุทธเจ้าได้ประกาศเอาไว้ว่า อวิชชานีวรณานัง สัตตานัง ตัณหาสัญโยชนานัง สันธาวตัง สันสรตัง เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้
อวิชชากับตัณหามาจากบทธรรมที่ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท คำแรกหรือปัจจยการแรกของปฏิจจสมุปบาท คืออวิชชา อวิชชามี 8ข้อดังนี้
1. ทุกเข​ อัญญณัง ไม่รู้ในทุกข์
2. สมุทเย อัญญาณัง ไม่รู้ในเหตุแห่งทุกข์
3. นิโรเธ อัญญาณัง ไม่รู้ความดับทุกข์
4. ทุกขคามินีปฏิปทาอัญญาณัง ไม่รู้ในข้อธรรมสำหรับดับทุกข์
5. ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในอดีต
6. อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในอนาคต
7. ปุพพันตาปรันเต​ อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งอดีตไม่รู้ทั้งอนาคต (หรือไม่รู้ในปัจจุบัน)
8. อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปสัมปันเนสุ​ ธัมเมสุ อัญญาณัง ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท​ (หรือไม่รู้ในวิญญาณ) นี่คืออวิชชา8
อวิชชา คำแรก เพราะเรื่องนี้จึงถูกกระทำให้อยู่ในกองทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เป็นทุกข์ ที่อยู่ในวัฏสงสารไม่สิ้นสุด
คำที่2 กำกับหนักลงไปอีกว่า ตัณหาสัญโยชนานัง ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ตัณหาประกอบไปด้วย เริ่มจากเมื่อเกิดเวทนา แล้วเกิดความกำหนัดเกิดความยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่กำหนัดยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือรู้สึกเฉยๆต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ในที่นี้เราหมายถึงความกำหนัดยินดี ความพอใจที่จะเอาสิ่งนั้นที่เราเห็นด้วยตาเราฟังด้วยหู เราดมด้วยจมูก เรารับรสด้วยลิ้น เราสัมผัสด้วยกาย เรารับรู้ด้วยจิตเราแล้ว เรายินดีที่จะเอาสิ่งนั้นมาเป็นอาหารของเราเพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความอยู่เป็นสุข แต่เรายังไม่ได้ตอนในเวทนานั้น
พอเวทนาก็ตามด้วยตัณหา ตรงตัณหาเบื้องต้น ปริเยสนา กระทำการใดๆเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาเรียกว่า ปริเยสนา แล้วก็ได้สิ่งนั้นมาเป็นลาโภ ได้สิ่งนั้นมา เมื่อได้มาแล้ว ก็ตรวจสอบวินิจฉัยโย ตรวจสอบดูว่าสิ่งนั้นใช่สิ่งที่ต้องการไหม ลำดับต่อไปเมื่อใช่แล้วก็ ฉันทราโค กำหนัดพอใจรักใคร่ยินดีในสิ่งนั้น เมื่อกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นก็ อัชโฌสานัง พวังพวงห่วงใยใส่ใจในสิ่งนั้นยิ่งขึ้น เมื่ออัชโฌสานังแล้วก็ปริคคโห ยึดมั่นว่าเป็นของตนเอง เมื่อยึดเป็นของตนเองก็ย่อม ตะหนี่ถี่เหนี่ยว มัจฉริยัง ไม่ยอมให้สูญให้หายให้แตกทำลาย และเกิดการป้องกันสุดขีด ปฏิอารักโขป้องกันสุดขีด เมื่อเกิดการป้องกันแล้ว การกระทำการป้องกันนั้นย่อม เป็นไปด้วย ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดของรักของชอบใจคนอื่น โกหกส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ เมื่อเพ้อเจ้อแล้วก็ย่อมมุ่งหวังในกาม พยาบาทในกาม เป็นมิจฉาทิฏฐิ อกุศล10 ก็เกิดบริบูรณ์
นี่คืออวิชชานีวรณานัง และ ตัณหาสัญโยชนานัง อวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ให้อยู่ในทุกข์ สมุทัยมีสาเหตุดังนี้เพราะ อวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นและตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้
1
3. นิโรธ
นิโรธ คือการดับทุกข์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็น สมถะ หรือ เจโตวิมุติ ในส่วนนี้เกิดขึ้นจากการกระทำฌานผู้ที่จะดับทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ได้ทันที คือผู้รู้ธรรมพอสมควร หรือรู้ในจิต มโน วิญญาณ ที่เกิดทุกข์อยู่ เห็นแล้วดับด้วยการละสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ชวนให้กำหนัด ในทุกข์นั้นได้ถูกจุด
ในทางโลกการดับทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่มีหลากหลายวิธี ในทางธรรมคือการกระทำฌานผู้ที่จะกระทำฌานได้ต้องรู้ธรรมในปฏิจจสมุปบาทจนถ้วนรอบแล้ว จึงจะทำฌานได้ถูกที่ ทุกข์เกิดที่ไหนดับที่นั่น ทุกข์เกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ละความ ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ชวนให้กำหนัด ในทุกข์นั้นได้ถูกจุด ด้วยการมี ฉันโท พอใจที่จะละ อทิโมกโข เชื่อว่าละแล้วจะเป็นสุข วิริยัง พากเพียร สติ มีสติรู้เหตุเกิดรู้เหตุดับ อุเบกขา เมื่อทำไว้ดีแล้วก็อุเบกขา มนสิกาโร ทั้งหมดกระทำในใจ
4. มรรค หรือ อริยมรรคมีองค์8
มรรค หรือ มรรคมีองค์8 หรือ อริยมรรคมีองค์8 เป็นวิปัสสนา หรือ ปัญญาวิมุติ
คือ เป็นการดับทุกข์ล่วงหน้าด้วยปัญญาที่เห็นเหตุเกิดของทุกข์ เห็นเหตุดับของทุกข์ เส้นทางที่ประกอบไปด้วยองค์ธรรม8องค์ด้วยกัน คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
มรรคมีองค์8 อธิบายรายละเอียดอยู่ในพระสูตรที่ชื่อว่ามหาจัตตารีสกสูตร ในพระสูตรได้อธิบายอริยมรรคมีองค์8 เอาไว้อย่างละเอียด แต่ให้สังเกตในข้อสัมมาสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7เหล่านี้แลเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง
ประกอบแล้วด้วยองค์ 7เหล่านี้แลเรียกว่าสัมมาสมาธิ คือสัมมาสมาธิต้องประกอบไปด้วย สัมมาทั้ง7 จิตที่ตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่งที่ประกอบไปด้วยองค์ธรรม7นั้น จึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นองค์ธรรมองค์ที่8 เส้นทางนี้จึงจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง มรรคนี้จึงจะเป็นมรรคที่ถูกต้อง เมื่อความถูกต้องทั้ง7มารวมในจิตเดียวจิตนั้นเป็นสัมมาสมาธิเป็นองค์ธรรมที่8
แต่ด้วยมรรคมีองค์8ไม่สามารถปฏิบัติให้ถึงผลด้วยธรรมเพียงบทเดียวได้ จึงมีธรรมฮ่อมล้อมที่ชื่อว่าโพธิปักขิยธรรม อธิบายรายละเอียดในพระสูตรที่ชื่อว่ามหาสติปัฏฐานสูตร
โพธิปักขิยธรรมประกอบไปด้วย สติปัฏฐาน4 สัมมัปปทาน4 อิทธิบาท4 อินทรี5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคมีองค์8
ด้วยต้องอธิบายจนละเอียดจึงแนะนำฟังพอตแคสต์ด้านล่าง 👇
ทั้งหมดนี้คืออริยะสัจ4 ในแบบเข้าใจง่ายในภาษาธรรม
ต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะจิตเดียวกัน จิตมโนวิญญาณเกิดขึ้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ใดที่หนึ่งหรือทั้งหมด นั่นหมายถึงการเกิดปฏิจจสมทุปบาททช่วงเริ่มต้นท่ามกลางบันปลายตามเหตุตามปัจจัย
ในเรื่องของทุกข์ หากใครกำลังตามหาที่สุดแห่งทุกข์อยู่ พระพุทธเจ้าได้บอกพวกเราเอาไว้แล้วว่าความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้นมีได้ด้วยประการฉะนี้ คือปฏิจจสมุปบาท หรือจิตมโนวิญญาณ หรือวิญญาณ
ในเรื่องของสมุทัยคือการมีสติเห็นอวิชชาเกิดเห็นตัณหาเกิดทุกลมหายใจในขณะที่มีกาโยนี้อยู่แล้วดับด้วยการกระทำฌานอยู่เนืองๆ ละกามละอกุศลธรรมอยู่เนืองๆ องค์ธรรมในฌานที่ 1 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา ในวิตก วิจาร คือบทธรรมย่อของปฏิจจสมุปบาทในชั้นที่4 หรือสภาวะจิตมโนวิญญาณ ที่ย่อเหลือแค่จิตที่มีความปรารถนากับสิ่งที่มีอยู่เท่านั้น
1
เมื่อเรากระทำการเห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับ รู้คุณ รู้โทษ รู้อุบายเครื่องออก จากผัสสายตนะทั้ง6 ตามความเป็นจริงอยู่เนืองๆ เราจะเกิดวิปัสสนา ปัญญาวิมุติไปพร้อมๆกัน กระทำฌานที่สติปัฏฐาน4ทั้งหมดทั้งมวลถือปฏิบัติตามมรรคมีองค์8
1
เมื่อรู้ในทุกข์ รู้ในสมุทัย รู้ในนิโรธ รู้ในมรรค ก็จะบริบูรณ์ในอริยสัจ4 เมื่อรู้เข้าใจในอริยสัจ4ได้ตรงแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติด้วยการทำให้มาก ทำให้เจริญ
ด้วยการถือประพฤติปฏิบัติการ รู้เหตุเกิด รู้เหตุดับ รู้คุณ รู้โทษ รู้อุบายเครื่องออกจากผัสสายตนะทั้ง6ตามความเป็นจริงอยู่เนืองๆ
อ่านบทความ ฟังพอตแคสต์เพิ่มเติมได้ที่ 👇
    อิสรภาพแห่งจิต
    สาธุ🙏🙏🙏ในธรรมค่ะคุณตุ้ย😊👉❤🌻🌻🌻
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      BREAKING !! : ด่วน ! ทองคำพุ่งแรงเหนือคาด !! ล่าสุดราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1843 $/Oz แล้ว ซึ่งครั้งนี้ถือว่าผิดจากคาดการณ์ของเราไปจริง ๆ ในขณะที่ Bond Yield และเงินดอลลาร์ลดลงเล็กน้อย ส่วนตลาดหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในโซนบวกวันนี้ ล่าสุดราคาทองคำได้พุ่งขึ้นเหนือระดับ 1843 $/Oz ไปแล้ว !! ซึ่งต้องยอมรับว่ารอบนี้เหนือไปจากคาดการณ์ของเราจริง ๆ (เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก) ในขณะที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์มีการปรับตัวลดลงจากเมื่อคืนนี้ โดย Yield ของพันธบัตร 10 ปีลดลงจากเกือบ 1.9% มาอยู่ที่ 1.838% และดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนตัวจาก 95.8 มาสู่ 95.4
      การสร้างความมั่งคั่งในช่วงวิกฤต สวัสดีครับ หากคุณยังจำได้ ผมชื่อ ตั้ม เป็นเทรดเดอร์อยู่ในตลาด Forex เหมือนที่ผมแนะนำตัวไปในบทความก่อนหน้านี้ ด้วยความตั้งใจที่อยากเป็นอีกหนึ่งแรงใจเพื่อสร้างสังคมไทยที่ดีและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ด้วยตัวเอง จึงสร้างเว็บไซท์ Thailand Fx Warrior
      ‘แกรนท์ ซาบาเทียร์’ ผู้พลิกเงิน 76 บาทในบัญชีเป็น 33 ล้านบาท ภายใน 5 ปี “เงินในกระเป๋าเท่านี้ อนาคตจะดูแลตัวเองและคนรอบข้างอย่างไร ?” เป็นคำถามที่ยังคงวกเวียนในหัวของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจบใหม่ คนในวัยทำงาน หรือนักธุรกิจ แม้จะมีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ก็ใช้จ่ายไม่เคยจะพอ
      ใครๆก็จับมือกับ Binance เปิด Exchange ของตัวเองได้ ด้วย Binance Cloud ตอนแรก GULF ร่วมมือกับ Binance ต่อมาก็มีข่าวลือออกมาว่า KBANK ก็จะร่วมมือกับ Binance เหมือนกัน ซึ่ง KBANK ออกมาชี้แจงกับข่าวลือแบบไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ นั่นก็แปลว่า KBANK อาจกำลังศึกษาว่าจะร่วมมือกับ Binance หรือไม่
      ดูทั้งหมด