มีบัญชีอยู่แล้ว?
ทฤษฎีดาว (Dow Theory)
ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายชาลส์ เอช ดาว (Charles H. Dow) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค ทฤษฎีดาวเกิดขึ้นนานกว่า 100ปีมาแล้ว แต่หลักการนี้ก็ยังนับได้ว่าถูกใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สิ่งนี้ถือเป็นปรัชญาของตลาดหุ้น ที่อธิบายถึงพฤติกรรมของตลาดหุ้นที่ยังคงเหมือนเดิม ดาว ได้พัฒนา การวิเคราะห์ตลาดหุ้น จนเกิดเป็นทฤษฏีในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ทฤษฎีดาว (Dow Theory) คือ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค ตามวงจรเศรษฐกิจ (Sector rotation) ทฤษฎีดาวมาจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal โดย ชาลส์ เอช ดาว ค.ศ. 1851-1902 นักเขียนผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการคนแรกของหนังสือพิมพ์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ดาวโจนส์แอนด์คอมแพนี และ ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) เป็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดัชนีหนึ่งดัชนีนี้แสดงถึงการซื้อขายหุ้นของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ 30 บริษัทในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ดาว เสียชีวิตแล้ว ก็มี หนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับทฎษฎีของเขามากมายเช่น The ABC of Stock Speculation, The Stock Market Barometer เป็นต้น
ทฤษฎีดาว (Dow Theory) มีทั้งหมด 6ขั้น แบ่งเป็นตลาดขาขึ้น 1-3ขั้น ตลาดขาลง 1-3ขั้น โดยมีคำอธิบายของแต่ละขั้นดังนี้
ตลาดขาขึ้น – ขั้นที่ 1 – สะสม
ฮามิลตัน (Hamilton) กล่าวไว้ว่าในช่วงแรกของตลาดขาขึ้นมักจะไม่แตกต่างจากตลาดในช่วงขาลง เพราะคนส่วนใหญ่ยังมองในแง่ลบและทำให้แรงซื้อยังคงชนะแรงขายในช่วงแรกของขาขึ้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ไม่มีใครถือหุ้น ประกอบกับไม่มีข่าวดี ทำให้ราคาประเมินของหลักทรัพย์ถึงจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาเช่นนี้เป็นช่วงที่ผู้ที่ลงทุนอย่างฉลาดจะเริ่มสะสมหุ้น และเป็นช่วงที่ผู้ที่มีความอดทนและใจเย็นพอที่จะเห็นประโยชน์ของการเก็บหุ้นไว้จนกระทั่งราคาดีดกลับ บางครั้งหุ้นมีราคาถูก แต่กลับไม่มีใครต้องการ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ได้กล่าวไว้ในช่วงฤดูร้อนของปี 1974 ว่าตอนนี้ได้เวลาที่จะซื้อหุ้นแล้ว แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ในระยะแรกของตลาดขาขึ้น
ราคาหุ้นจะเริ่มเข้าใกล้จุดต่ำสุด แล้วค่อยๆยกตัวขึ้น เมื่อตลาดเริ่มกลับตัวขึ้น คนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าตลาดกำลังจะปรับตัวขึ้น และเป็นการเริ่มต้นของขาขึ้น หลังจากตลาดยกตัวสูงขึ้นและดิ่งกลับลงมา จะมีแรงขายออกมา เป็นการบอกว่าขาลงยังไม่สิ้นสุด ในช่วงนี้เองที่จะต้องวิเคราะห์อย่างระมัดระวังว่าการปรับตัวลงมีนัยยะสำคัญหรือไม่ หากไม่มีนัยยะสำคัญ จุดต่ำสุดของการลงจะยกสูงขึ้นจากจุดต่ำสุดเดิม สิ่งที่ตามมาคือตลาดจะเริ่มสะสมตัวและมีการแกว่งตัวน้อย หลังจากนั้นจึงเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และหากราคาเคลื่อนขึ้นเหนือจุดสูงสุดเดิม จะเป็นการยืนยันถึงการเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้น
ตลาดขาขึ้น – ขั้นที่ 2 – การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ขั้นที่ 2 มักจะเป็นช่วงที่มีระยะเวลานานที่สุด และมีการปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุด ระยะเวลานี้จะเป็นช่วงที่กิจการต่างๆเริ่มฟื้นตัว มูลค่าหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้น รายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ช่วงนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงที่สามารถทำกำไรได้ง่ายที่สุด เพราะมีผู้เข้ามาลงทุนตามแนวโน้มของตลาดมากขึ้น
ตลาดขาขึ้น – ขั้นที่ 3 – เกินมูลค่า
ระยะที่ 3 ของตลาดขาขึ้น เป็นระยะที่มีการเก็งกำไรมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะตลาดเฟ้อ (ดาวได้คิดทฤษฎีนี้ขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน แต่เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเป็นเรื่องที่คุ้นเคยในปัจจุบัน) ในขั้นสุดท้ายนี้ ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในตลาด ค่าที่ประเมิน สูงเกินไป และความมั่นใจมีมากเกินปกติ จึงเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนกลับของขั้นที่ 1
ตลาดขาลง – ขั้นที่ 1 – กระจาย
เมื่อการสะสมเป็นขั้นที่ 1 ของขาขึ้น การกระจายก็คือขั้นแรกของขาลง นักลงทุนที่ฉลาด จะไหวตัวทันว่าธุรกิจต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้ดีอย่างที่เคยคิด และเริ่มขายหุ้นออก แต่คนอื่นๆยังคงอยู่ในตลาดและยังพอใจที่จะซื้อในราคาที่สูง จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าตลาดกำลังเข้าสู่ขาลง อย่างไรก็ตาม จุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัว เมื่อตลาดปรับตัวลง คนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าตลาดเข้าสู่ขาลง และยังมองตลาดในแง่ดี ดังนั้นเมื่อตลาดปรับตัวลงพอประมาณ
จึงมีแรงซื้อกลับเข้ามาเล็กน้อย ฮามิลตันกล่าวว่าการกลับตัวขึ้นในช่วงขาลงนี้จะค่อนข้างรวดเร็วและรุนแรง ดังเช่นที่ฮามิลตันได้วิเคราะห์ไว้เกี่ยวกับการกลับตัวที่ไม่มีนัยยะสำคัญนี้ ว่าส่วนที่ขาดทุนไปจะได้กลับคืนมาในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นการตอกย้ำว่าขาขึ้นของตลาดยังไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม จะสูงสุดใหม่จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม และหลังจากนั้น หากราคาทะลุผ่านจุดต่ำสุดเดิม นั่นจะเป็นการยืนยันถึงขั้นที่ 2 ของตลาดขาลง
ตลาดขาลง – ขั้นที่ 2 – การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
เช่นเดียวกับตลาดในขาขึ้น ขั้นที่ 2 เป็นขั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคามากที่สุด ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่แนวโน้มเด่นชัดและกิจการต่างๆเริ่มถดถอย ประมาณการณ์รายได้และกำไรลดลง หรืออาจถึงขาดทุน เมื่อผลประกอบการแย่ลง แรงขายจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดขาลง – ขั้นที่ 3 – สิ้นหวัง
ณ จุดสูงสุดของตลาดขาขึ้น ความคาดหวังมีมากจนถึงขั้นมากเกินไป ในตลาดขาลงขั้นสุดท้าย ความคาดหวังทั้งหมดหายไป มูลค่าที่ประเมิน ต่ำมาก แต่ยังคงมีแรงขายอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกคนในตลาดพยายามที่จะถอนตัวออก มีข่าวร้ายเกี่ยวกับธุรกิจ มุมมองเศรษฐกิจตกต่ำ จึงไม่มีผู้ใดต้องการซื้อ ตลาดจะยังคงลดต่ำลงจนกระทั่งข่าวร้ายทั้งหมดได้ถูกซึมซับแล้ว เมื่อราคาสะท้อนถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆแล้ว วัฏจักรก็จะเริ่มต้นอีกครั้ง
จุดประสงค์ของดาวและฮามิลตัน คือ การหาจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม และ สามารถจับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ได้ พวกเขารู้ดีว่าตลาดถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ของตลาดและการเกิดปฏิกิริยาเกิน (Overreaction) จริงทั้งในด้านบวกและลบ พวกเขาจึงมุ่งความสนใจไปที่การมองหาแนวโน้มและเคลื่อนไหวไปตามแนวโน้ม แนวโน้มจะยังคงอยู่จนกระทั่งสามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงแนวโน้มใหม่ ทฤษฎีดาวช่วยให้นักลงทุนเรียนรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งข้อสมมติฐานและคาดการณ์ล่วงหน้า การตั้งข้อสมมติฐานเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับนักลงทุน เพราะการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องยาก ฮามิลตันเองยอมรับว่าทฤษฎีดาวนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ
ในขณะที่ทฤษฎีดาวสามารถให้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ ทฤษฎีนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์ของนักลงทุน การอ่านเกมตลาดเป็นศาสตร์ที่ได้จากประสบการณ์ตรงจากตลาด ดังนั้นกฎของฮามิลตันและดาวจึงมีข้อยกเว้น พวกเขามีความเชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากการศึกษาที่จริงจังและการวิเคราะห์ที่มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดี
แต่อย่าหลงระเริง ขณะเดียวกัน ความผิดพลาด ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่จะให้บทเรียนที่มีค่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน เรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและล้มเหลวด้วยการมองไปข้างหน้า
ทั้งหมดนี้ก็คือทฏษฐีของ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ทฤษฎีดาวเป็การมองวงจรเศรษฐกิจ เมื่อถึงจุดสูงสุดก็อาจจะต้องกลับมาที่จุดต่ำอีกครั้งเมื่อเหล่านักลงทุนรู้สึกว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้นมูลค่าเกินความเป็นจริง
  • กำลังนิยมในบล็อกดิต
    ทำไม คนนอนไม่หลับ ถึงกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ รู้หรือไม่ว่า ประชากรโลกกว่า 1 ใน 5 มีภาระการทำงานที่ต้องอยู่จนดึก จนส่งผลต่อเวลานอน
    🚩 ปรับปรุงประสบการณ์การสื่อสารของคุณด้วย Direct Guest Join จาก Zoom และ Microsoft องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกที่นำโซลูชันใหม่ ๆ มาใช้ในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการติดต่อสื่อสารด้วยวีดีโอ ได้ทำให้เกิดโซลูชันและเทคโนโลยีที่หลากหลายจากผู้ให้บริการต่าง ๆ
    หืยยย!!! ตัวไหร? สัตว์รูปร่างแปลกประหลาดคล้ายแปรงทำความสะอาดพื้นชนิดนี้คือปูที่ถูกเรียกว่าปูฟองน้ำ
    • ฝรั่งเศสประท้วงปิดสนามบิน 🇫🇷 ส่งภาพบรรยากาศจากสนามบิน Paris Charles de Gaulle ช่วงสายของวันศุกร์ที่ผ่านมา มาให้ชมค่ะ เมื่อพนักงานสายการบินรวมตัวกันปิดสนามบินบริเวณทางเข้า Terminal ทำให้รถยนต์ไม่สามารถขับเข้าไปได้ ผู้โดยสารหลายคนจึงตัดสินใจลงจากรถ แล้วเดินลากกระเป๋าเข้าไปแทน ถ้าถามว่าไกลไหม ... ฉันตอบเลยว่ามวากกกกก 😅 แล้วถ้าถามว่าลูกแอร์ลงเดินไหม ... ฉันตอบเลยว่า ไม่! 🤣 ทางเราตัดสินใจเลยไปที่ train station แล้วนั่งรถไฟเข้าไปใน terminal แทน แต่คิดๆแล้วก็เดินไกลไม่ต่างกันค่ะ จั๊กเปียกตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน ยุโรปหน้าร้อนนี่ก็ตับแตกได้เหมือนกันนะคะ 🥵 เอนี่เว... ผู้คนล้นโบกี้รถไฟ ลามไปถึงในสนามบิน มารร้ายในตัวแอบคิดว่า จะมีคนมาไม่ทันบ้างมั้ยนะ แต่ปรากฏว่าทุกคนสู้ชีวิตมาก มากันครบไม่มีตกหล่น เหมือนมารอกันตั้งแต่เมื่อวาน ด้วยเหตุนี้ทำให้ไฟล์ทดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมง ผู้โดยสารเต็มลำเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหิวโหยกันมากกก รวมถึงแอร์ด้วย! นี่คิดเล่นๆว่า ถ้ากลับบ้านไปเปิดร้านขนม ร้านน้ำแล้วลูกค้าเข้าหาตลอดแบบนี้ ขายดีแบบไม่ได้นั่ง smart watch ยังบอกว่ายูเดินไปแล้ว 5000 ก้าว นั่งบ้างเถอะ แบบนี้คงจะรวยมาก รวยแบบออกพอชคาเยนได้ด้วยเงินสด! 🤣 แต่ก็ได้แค่คิด พอเถอะ... ระหว่างไฟล์ทก็เมาท์มอยกับผู้โดยสารว่าเค้าประท้วงอะไรกันอ่ะยู ผู้โดยสารบอกว่า ตอนนี้ข้าวของที่ฝรั่งเศสแพงขึ้นมาก สวนทางกับรายได้ แล้วพนักงานสายการบินก็เลยรวมตัวกันประท้วงขอขึ้นค่าแรง อีกเหตุผลหนึ่งคือ คนไม่พอ สวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยวและไฟล์ทที่เพิ่มขึ้นหลังจากโควิดค่ะ ผู้โดยสารยังบอกอีกว่า นอกจากพนักงานสายการบินแล้ว ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น มีแนวโน้มว่าประชาชนจะออกมารวมตัวกันประท้วงทั่วฝรั่งเศสแน่นอนค่ะ ใครไปเที่ยวฝรั่งเศส รวมถึงอังกฤษ (ก็ไม่เบาเด้อหญิง) ช่วงนี้ตามข่าวกันด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ 😊
    ดูทั้งหมด