มีบัญชีอยู่แล้ว?
BREAKING !! : จับตาเศรษฐกิจโลก ! ล่าสุดธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง JPMorgan ได้ออกมาเปิดเผยถึงมุมมองว่า FED จะต้องขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปีนี้ ! และ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ อาจจะพุ่งสูงถึง 3% ขณะที่ FED อาจต้องปล่อยให้ตลาดหุ้นปรับฐาน 15-30% หากต้องการควบคุมเงินเฟ้อ !
ถือเป็น 1 ในการเปิดเผยมุมมองที่น่าสนใจมากที่สุดในตลาดเลยทีเดียว ! หลังจากที่ผู้บริหารธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง JPMorgan ออกมาเปิดเผยถึงคาดการณ์ที่ว่า Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ อาจพุ่งสูงถึง 3% ภายในปีนี้ !
1
นอกจากนี้ยังกล่าวเสริมว่าระดับการซื้อขาย Bond Yield พื้นฐาน (The baseline trading range) นั้นอยู่ในช่วง 1.875-2.375% ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่าระดับ Bond Yield ในปัจจุบันเสียอีก (ล่าสุด Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 1.73%)
ยิ่งไปกว่านั้น ทาง JPMorgan ยังกล่าวถึงมุมมองที่ว่า FED จะต้องขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2022 (เช่นเดียวกับ Goldman Sachs) ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ Jerome Powell ล่าสุดที่เขาได้กล่าวว่า FED พร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นหากจำเป็น
ดังนั้นแล้ว ถึงแม้ว่า FED จะไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยมากนัก แต่เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง เห็นตรงกันว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปีนี้ ก็ถือเป็นเรื่องน่าจับตามองว่าพวกเขาจะวิเคราะห์ผิดพลาดหรือไม่ ?
Bob Michele และ Kelsey Berro ซึ่งทั้ง 2 ดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารของ JPMorgan ให้ความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้ว่า ผลตอบแทนหรือ Bond Yield ในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป จึงไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ และการทำ QE Tapering ของ FED หมายความว่าผู้ซื้อในตลาดจะลดลงอย่างมาก ดังนั้นหากจะดึงดูดให้ผู้คนสนใจพันธบัตรมากขึ้น อย่างน้อยผลตอบแทนจริง (Real Yield) หรือก็คือผลตอบแทนของพันธบัตรเมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อ ควรจะอยู่ในแดนบวกซะก่อน (ซึ่งตอนนี้ Real Yield กำลังติดลบอยู่)
1
โดยเขาได้กล่าวคำพูดที่น่าสนใจเอาไว้ว่า
“หากปราศจากการซื้อ (QE) ของธนาคารกลาง (FED) และด้วยเงินสดที่ให้ผลตอบแทนบางส่วน (ดอกเบี้ยเงินฝาก) เรามาดูกันว่านักลงทุนจะเต็มใจซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาล ด้วยอัตราผลตอบแทนจริงที่ติดลบอย่างมีนัยสำคัญได้อย่างไร”
3
(Without the central bank purchases and with cash now offering some yield, let’s see how willing investors are to continue to purchase long-duration government debt at significantly negative real yields.)
นอกจากนี้ Michele ยังกล่าวเตือนนักลงทุนว่าอย่าประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ต่ำเกินไป โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ FED โดยเขาได้เน้นย้ำถึงกรณีที่ว่า FED อาจจะไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายไปมากกว่านี้เพื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“เราไม่เห็นด้วย และคิดว่า FED จะปล่อยให้ตลาดตกต่ำกว่านี้มาก หากความกังวลหลักของพวกเขาคือการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ผลกระทบใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำมีแนวโน้มที่จะทำให้ตลาดหุ้นร่วงลง 15-30% ไม่ใช่แค่ 2–3%”
“We disagree and think the Fed would let the markets drop much further if their primary concern was battling inflation,” Michele said. “The strike of any put is likely to be declines of 15–30% in equities, not 2–3%.”
ภาพด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่ากองทุนพันธบัตร iShares 20+ Year Treasury Bond ETF กำลังอยู่ในภาวะ Offloading หรือโดนเทขาย (กระแสเงินไหลออก) โดยมีความรุนแรงสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ซึ่งหมายความว่ามีนักลงทุนเทขายพันธบัตรเก่า ๆ และอาจมีจุดประสงค์ที่จะรอซื้อพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
Michele นั้นถือเป็น 1 ในกูรูผู้มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาถึง 40 ปี ซึ่งในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาก็เป็นเพียงไม่กี่คนที่ออกมาเตือนว่า FED จะต้องตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นโดยการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดการณ์ ซึ่งปรากฏว่าตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้นการทำนายของเขาที่ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีนี้ จึงถือเป็นคำทำนายที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อมาจากบุคคลระดับผู้บริหารของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก
1
นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวอีกว่า นักลงทุนอาจต้องเผชิญความประหลาดใจครั้งใหม่ เมื่อ ECB ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ แทนที่จะเป็นในปี 2023 อย่างที่ตลาดกำลังคาดการณ์อยู่
ทั้ง Bob Michele และ Kelsey Berro กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“ในขณะที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ในตราสารหนี้ แต่การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในวงกว้างจะได้รับผลกระทบทางลบจากอัตราคิดลด* ที่สูงขึ้น ดังนั้นแล้ว กองทุนรวมเงินสดหรือกองทุนรวมตลาดเงิน มักจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นบวก ในขณะที่สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ มีมูลค่าลดลง”
“As yields rise, asset valuations not just within fixed income but more broadly are negative impacted by higher discounting rates, Therefore, cash or money market funds will be most likely to have positive return while other asset classes deflate in value.”
1
* อัตราคิดลด (discounting rates) คือ อัตราที่ใช้คำนวณในการนำมูลค่าอนาคตย้อนกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน บางกรณีเรียกค่านี้ว่า Present value interest factor (PVIF) ซึ่งยิ่งอัตราคิดลดยิ่งสูงเท่าไหร่ มูลค่าในปัจจุบันก็จะถูกตีความว่ายิ่งน้อยลง และการที่เราสนใจค่าอัตราคิดลด เนื่องจากอัตราคิดลดจะสัมพันธ์กับระดับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) ทำให้ต้องมีการปรับอัตราคิดลดให้เหมาะสมกับสภาพเงินเฟ้อ เช่น สมมติว่าเราอยู่ในช่วงอัตราเงินเฟ้อต่ำ อัตราคิดลดที่เหมาะสมอาจอยู่ในระดับ 6% ต่อปี แต่ถ้าเป็นช่วงเงินเฟ้อสูง เราอาจต้องปรับอัตราคิดลดให้เท่ากับ 9%
โดยสรุปก็คือ ถึงแม้ว่า Jerome Powell ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า FED จะใช้มาตรการอื่นมาแบ่งเบาการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ทาง JPMorgan และ Goldman Sachs ยังคงมองว่า FED จะต้องขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 3 ครั้ง ดังนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าตลาดหรือพวกเขาจะเป็นฝ่ายถูกต้อง แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ความเคลื่อนไหวของ FED จะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการประเมินสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกตลอดปีนี้
3
ทันโลก ทันเหตุการณ์ ทันข่าวสารที่แท้จริงไปกับ World Maker
🙏 ขอบคุณทุกท่าน 🙏 ที่ติดตาม World Maker ฝากกด Like และ Share เพื่อเป็นกำลังใจและให้นักลงทุนท่านอื่นได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ 😊
References :
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      นี่คือความรุนแรงของแผ่นดินไหวระดับ 5 ล่าสุดในญี่ปุ่น ขนาด 6.4 แม็กนิจูด ที่เขย่าภาคใต้ของญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ระบุว่า ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งคิวชู ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่น สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า ไม่มีการเตือนภัยสึนามิ และไม่มีรายงานความเสียหายในทันที Credit : https://twitter.com/gingatandx/status/1484567277387530242?t=0wwRI2P7h6bfYav0KCw-jA&s=19
      ## ถึงคุณผู้ชายทั้งหลาย โควิดอาจทำให้น้องชายของคุณสั้นลง และนั่นเป็นผลระยะยาว ## เราไม่อยากจะสร้างความหวาดหวั่นให้กับท่านชายทั้งหลายแต่อย่างใด แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบอกข่าวร้ายนี้ให้ทราบจะได้ระวังเจ้าโควิดตัวร้ายเอาไว้ให้ดี เพราะไม่ใช่แค่มีข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศของอดีตผู้ป่วยโควิด แต่การศึกษาหลายชิ้นได้ตอกย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แถมหมอยังบอกว่าเป็นไปได้ที่ความเสื่อมถอยนี้จะคงอยู่อย่างถาวร
      8 แบงก์ปี64 กำไรอู้ฟู่ 1.26 แสนล้าน "BBL"โตพุ่ง 54% 8 แบงก์ไทยปี 64 กำไรสุทธิร่วม 1.26 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.28% จากปี 2563 โดย 3 แบงก์ใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กำไร 38,053 ล้านบาท โต 29.1% กรุงศรี กำไร 33,794 ล้านบาท โต 46.7% ตามด้วยธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 26,507 ล้านบาท โตพุ่ง 54.3%
      วิธีทดสอบ ความรู้จริงของพนักงาน สไตล์ Apple Apple บริษัทที่มีมูลค่าแตะ 100 ล้านล้านบาท เป็นบริษัทแรกในโลก และเป็นบริษัทที่เป็นแหล่งรวมหัวกะทิ จากทุกซอกทุกมุมโลกมาอยู่ด้วยกัน
      ดูทั้งหมด