28 มิ.ย. 2022 เวลา 22:11 • ปรัชญา
"กายวิเวก"
กุฏิของวัดป่าจะมองไม่เห็นกัน เพื่อให้มีความวิเวก ให้มีความรู้สึกว่า อยู่คนเดียว เพราะการจะเจริญความสงบของจิตใจ กายต้องอยู่ในสภาพที่สงบก่อน คือสงบก็คือหมายความว่าอยู่ตามลำพัง อยู่ห่างไกลจากบุคคลต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ ห่างไกลจากเเสงสีเสียง ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่จะมารบกวนใจ ทำให้ใจคิดฟุ้งซ่าน ทำให้ใจเกิดอารมณ์อยากต่างๆ ขึ้นมา ถ้ามีอารมณ์แล้วก็จะเป็นนิวรณ์ก็คืออุปสรรค ที่จะทำให้ใจสงบ
นิวรณ์ตัวนี้เรียกว่ากามฉันะ ความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ โดยปกติจิตใจของพวกเราทุกคน จะมีความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ถ้าอยู่ใกล้แล้วมันก็เหมือนกับไฟกับน้ำมัน มันจะลุกขึ้นทันที ถ้าไม่อยากจะให้ไฟลุก
เขาจึงมักจะเก็บน้ำมันกับไฟไว้ห่างไกลกัน ถ้าอยู่ใกล้กันแล้วไฟจะลุก ฉันใดถ้าตาหูจมูกลิ้นกาย ไปอยู่ใกล้กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็จะเกิดกามารมณ์ขึ้นมา เกิดกามฉันทะขึ้นมา พอเกิดกามฉันทะก็จะเกิดความุรุ่มร้อนขึ้นมา ความฟุ้งซ่านตามมา ก็จะทำให้ไม่สามารถทำใจให้สงบได้
การบวช หรือการปฏิบัติธรรมนี้ เป้าหมายของเราก็อยู่ที่การทำใจให้สงบ เพราะไม่มีความสุขอันใด ที่จะดีเท่ากับความสุขที่เกิดจากความสงบ ผู้ที่บวชหรือผู้ที่ปฏิบัติธรรมนี้ มีจุดมุ่งหมายมีเป้าหมาย
อยู่ที่การหาความสุขอันนี้ หาความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ จึงจำเป็นต้องทิ้งความสุข ที่ได้จากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะเคยเสพมาแล้วตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยอิ่มไม่เคยพอ ไม่เคยดับความทุกข์ต่างๆ ที่มีอยู่ภายในใจให้หมดไปได้เลย
จึงต้องสละความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แล้วก็ออกไปปลีกวิเวกไปบวชบ้าง ไปอยู่ถือศีล ๘ ถือศีล ๑๐ บ้าง สุดแท้แต่กรณีความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่เป้าหมาย ก็มีเป้าหมายอันเดียวกัน
ก็คือจะแสวงหาความสุขจากความสงบของจิตใจ เพราะเป็นความสุขที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นความสุขที่ไม่มีความทุกข์ตามมา ไม่เหมือนกับความสุขที่ได้รับจากรูปเสียงกลิ่นรสโผกฐัพพะ เป็นความสุขที่ปนไปด้วยความอยาก เมื่อเสพแล้ว แทนที่จะเกิดความอิ่มความพอ ก็จะเกิดความอยาก ที่จะเสพเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อมีความอยากขึ้นมากไปเรื่อยๆ ก็จะมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะความอยากนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ
ดังนั้นการเสพความสุขทางตาหูจมุกลิ้นกายจึงไม่ได้เป็นการเสพความสุข แต่เป็นการเสพความทุกข์ ผู้ที่ฉลาดถึงมีปัญญาจะเห็นโทษของการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จึงต้องเจริญเนกขัมมบารมี ก็คือออกจากกามสุข ออกจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ด้วยการถือศีล ๘ ถือศีล ๑๐ ศีล ๒๗๗ เป็นศีลของนักบวช
แล้วก็ออกไปปลีกวิเวกไปหาสถานที่สงบ สงัด ห่างไกล จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ชนิดต่างๆ ที่จะคอยหลอกล่อให้เกิดอารมณ์ เกิดกามารมณ์เกิดความอยาก เกิดกามฉันทะขึ้นมา ถ้ามีกามฉันทะก็จะอยากต่อการที่จะทำใจให้สงบได้ แต่ถ้าไปอยู่ที่ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ โอกาสที่จะเกิดกามฉันทะขึ้นมาก็จะน้อยมาก
และถ้ามีความระมัดระวังคอยควบคุมความคิดอยู่ทุกเวลานาที ไม่ให้ปล่อยไปคิดถึงเรื่องรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ กามฉันทะก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ ความสงบก็จะปรากฏขึ้นมาแทน ถ้าไม่มีกามฉันทะ กามฉันทะสงบลงไป ความฟุ้งซ่านก็สงบลงไป ความสงบก็จะปรากฏขึ้นมา
นี่คือสาเหตุที่วัดป่านี้จะตั้งกุฏิไว้ให้ห่างไกลกัน ไม่ให้เห็นกัน ไม่ให้ได้ยินเสียงกัน ถ้าเห็นกันปั๊บ มันจะเกิดอารมณ์ปรุงเเต่งขึ้นมา ถ้าได้ยินเสียงปั๊บมันก็จะเกิดอารมณ์ปรุงเเต่งเกิดความคิดขึ้นมา แล้วก็จะเป็นเรื่องเป็นราวยาวไป เกิดอารมณ์ขึ้นมาได้
บางครั้งก็ต้องไปคุยกัน เห็นหน้ากันแล้วก็อดที่จะต้องทักทายกันไม่ได้ ถามถึงสารทุกข์สุขดิบกันไม่ได้ เกิดเป็นห่วงเป็นใยกันขึ้นมาทันที ทั้งที่นานทีปีหนไม่เคยสนใจกันเลย แต่พอไปอยู่คนเดียวนี้มันเกิดอาการเหงาว้าเหว่เศร้าสร้อย พอเห็นคนสักคนนี้เหมือนกับต้นไม้ได้น้ำ มันดีอกดีใจ โอ๊ยได้เจอเพื่อนแล้วได้มีเพื่อนแล้ว มีเพื่อนคุยแก้เหงาแล้ว
นี่คือเป็นธรรมชาติของใจที่ยังไม่มีความสงบ จะเป็นอย่างนั้น จะชอบคิดปรุงเเต่ง อยู่คนเดียวก็คิด ยิ่งมีคนมาอยู่คุยด้วยยิ่งสนุกใหญ่ เพราะจะได้มีเรื่องคุยกันยาวแก้เหงาฆ่าเวลาผ่านไป แต่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการทำใจให้สงบ
ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
“ศัตรูของนักบวช”
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
โฆษณา