สำหรับโพสต์นี้ พอดีพริ้มได้ไปเจอทฤษฎีหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจ และมีคำถามให้ขบคิดต่อค่ะ เลยอยากเอามาแชร์ให้ทุกท่านได้ลองหาคำตอบกันดูนะคะ
เรื่องนั้นก็คือ เรือของธีซีอุสค่ะ
ซึ่งวันนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแนวการเล่าเรื่องนะคะ จากปกติจะเป็นเรื่องราวของบุคคลสำคัญเพียงอย่างเดียว
แต่คราวนี้จะกลายเป็นการเล่าถึงทฤษฎี โดยมีบุคคลสำคัญต่าง ๆ มากล่าวถึงและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีนี้นะคะ
ก่อนจะเริ่มเรื่องราวเรือของธีซีอุส ขอเพิ่มเติมเนื้อหาจากรูปหน้าปกเล็กน้อย คนในภาพคือพลูทาร์กนะคะไม่ใช่ธีซีอุส
1
ถ้าหากสงสัยว่าทำไมถึงนำรูปพลูทาร์กขึ้นบนหน้าปก ขออุบไว้ก่อนค่ะ ต้องลองอ่านเนื้อหาต่อนะคะ
ในเนื้อหาเริ่มต้น เราจะมาทำความรู้จักกับธีซีอุสหรือธีเซียส กันก่อนนะคะ
สำหรับเรื่องราวคร่าว ๆ นั่นก็คือ
ธีซีอุส มีที่มาจากเทพปกรณัมกรีก โดย ธีเซียสเป็นลูกชายของอีเจียส (Aegeus) กษัตริย์แห่งเมืองเอเธนส์ กับ อีธรา (Aethra) ลูกสาวของ พิทเธียส (Pittheus) กษัตริย์แห่งเมืองทรอยเซ็น (Trozen)
1
อีเจียสกับอีธราก็ไม่ได้สมรมกัน เพียงพลาดนอนด้วยกัน อีเจียสจึงกลับเมือง ซึ่งก่อนที่อีเจียส พ่อของเขาจะกลับเมืองเอเธนส์ ก็นำดาบกับรองเท้าแตะไปซ่อนไว้ใต้หินขนาดใหญ่ แล้วบอกกับนางอีธราว่า ถ้าได้ลูกชาย เมื่อโตเป็นหนุ่มและแข็งแรงพอที่จะเอาดาบกับรองเท้าแตะออกจากใต้หินได้ ให้สู่งลูกชายกลับเมืองเอเธนส์ อีธราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงธีเซียสมาจนเติบโตพอที่จะทำตามที่พ่อได้บอกไว้
(แต่ก็มีอีกตำนานที่ธีเซียสเป็นลูกของเทพโพไซดอนกับนางอีธรา)
1
ซึ่งระหว่างหนทางที่ธีเซียสไปเมืองเอเธนส์ก็ต้องมีการปราบโจรมากมาย จนได้พบกับพ่อที่เมืองเอเธนส์ แต่ในตอนนั้นอีเจียสได้แต่งงานใหม่กับนางเมดีอา (Medea) ซึ่งเป็นแม่มดที่เคยฆ่าลูกตัวเองกับสามีเก่ามาแล้ว และเมื่อนางได้เห็นธีเซียสก็รู้ว่าเป็นลูกของอีเจียส จึงเป่าหูอีเจียสให้กำจีดธีเซียสทิ้ง
ธีเซียสจึงโดนสั่งให้ไปปราบวัวดุร้ายที่ทำร้ายคนที่ทุ่งมาราธอน ซึ่งตัวธีเซียสเองก็มีความกล้าหาญ จึงยินดีรับคำสั่ง และสามารทำภารกิจได้สำเร็จ
นางเมดีอาไม่ยอมแพ้ ยังเกลี้ยกล่อมให้อีเจียสคิดว่าธีเซียสเป็นภัย และต้องวางยาเพื่อกำจัดทิ้ง ซึ่งนางก็ดำเนินการตามแผนต่อ โดยผสมยาพิษในเหล้าองุ่น ขณะที่กำลังจัดงานเลี้ยงฉลอง และให้อีเจียสนำเหล้านี้ให้ธีเซียสกิน
แต่ก่อนที่ธีเซียสจะกินเข้าไป อีเจียสเหลือไปเห็นดาบของธีเซียส และจำได้ว่านี่คือดาบที่ตนเองซ่อนไว้ใต้หิน จึงรู้ว่าธีเซียสคือลูกของตัวเอง จึงรีบปัดแก้วเหล้าองุ่นทิ้ง ส่วนนางเมดีอาเมื่อรู้ว่าอีเจียสรู้เรื่องทั้งหมดแล้วก็รีบหนีออกไป กลับเมืองบ้านเกิด
ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้อีเจียสก็ประกาศให้ชาวเมืองรับรู้ว่าธีเซียสเป็นลูกชายของตนและคือรัชทายาทคนต่อไป
และเมื่อธีเซียสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเมืองเอเธนส์ ก็ได้รวบรวมดินแดนแถบเมืองเอเธนส์ในแอนติกกาเข้าด้วยกัน สามารถเป็นผู้รวบรวมบ้านเมืองได้ ได้ชื่อว่าเป็น Synoikistes
ดังนั้นธีเซียสจึงถือว่าเป็นกษัตริย์ในตำนานที่ชาวเอเธนส์ถือว่าเป็นต้นตระกูลของกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาที่ปกครองเอเธนส์ด้วย
ซึ่งถึงแม้ว่าธีเซียสจะเป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อตกอับแล้วไปหวังพึ่งกษัตริย์ไลโคมิดีส (Lycomedes) กลับโดนไลโคมิดีสผลักตกหน้าผาตาย และก็กลับเป็นจุดจบที่น่าเศร้าของธีเซียส
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับประวัติของธีเซียสแล้ว เนื้อหาต่อมาจะมาเล่าถึงเรื่องเรือกันต่อนะคะ
ซึ่งเรือของธีซีอุส หรือ เรือของธีเซียส
ถือว่าเป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายเลยในนักปรัชญาโบราณค่ะ
โดยเราจะมาทำความรู้จักกันก่อนนะคะว่า ทฤษฎีที่ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง
เรือของธีเซียส หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าปฏิทรรศน์ธีเซียส (Theseus’ paradox) เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการทดลองทางความคิด (Thought experiment) ที่ตั้งคำถามว่า หากวัตถุหนึ่งค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยส่วนประกอบใหม่ วัตถุดังกล่าวนั้นยังคงเป็นวัตถุเดิมโดยสภาพพื้นฐานหรือไม่
โดยปฎิทรรศน์นี้ได้รับการบันทึกและเป็นที่รู้จักโดยนักปรัชญา พลูทาร์ก (Plutarch) ใน ไลฟ์ ออฟ ธีเซียส (Life of Theseus) ในปลายศตวรรษที่ 1 โดยพลูทาร์กได้ถามว่า หากสำเภาลำหนึ่งได้รับการซ่อมแซมโดยการแทนที่ไม้เก่าด้วยไม้ใหม่ทั้งหมด สำเภาลำนี้ยังคงเป็นสำเภาลำเดิมหรือไม่
สำเภาที่นำธีเซียสและคนหนุ่มสาวจากเอเธนส์กลับมาจากครีต มีไม้พาย 30 ไม้ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาจากชาวเอเธนส์เป็นอย่างดี แม้แต่ในช่วงเวลาของดีมีทริอุสแห่งฟาเลรัม (Demetrius Phalereus) โดยผู้ดูแลจะรื้อไม้ที่ผุพังออก เปลี่ยนเป็นลำไม้ที่ใหม่และแข็งแรงกว่า จนทำให้เรือลำนี้เป็นตัวอย่างสำคัญในบรรดาเหล่านักปรัชญาเกี่ยวกับคำถามเชิงตรรกะเรื่องการเติบโต ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าเรือนั้นยังคงเป็นเรือลำเดิม ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่าเรือได้เปลี่ยนไปแล้ว
พลูทาร์ก (Plutarch) (ราว ค.ศ. 46 –  ค.ศ. 120)
นอกจากนี้คำถามนี้ผ่านการถกเถียงมาอย่างมากมายในหมู่นักปรัชญาสมัยโบราณ เช่น เฮราคลิตุส (Heraclitus) โสกราตีส (Socrates) และ เพลโต (Plato)
และยังคงมีการถกเถียงในหมู่นักปรัชญาสมัยใหม่ เช่น โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) และ จอห์น ล็อก (John Locke) นอกจากนี้ ยังมีปฎิทรรศน์นี้ในรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ขวานคุณปู่ (Grandfather’s axe)
โดยหลายคนกล่าวว่าการทดลองทางความคิดนี้เป็น “แบบจำลองสำหรับนักปรัชญา” ซึ่งก็มีการแสดงความคิดเห็นกันต่าง ๆ นานาเพื่อถกประเด็นว่า “วัตถุนั้นยังคงเป็นวัตถุเดิม” หรือ “วัตถุนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว”
จากคำถามตั้งต้นของพลูทาร์กว่า สำเภายังคงเป็นลำเดิมหรือไม่หากทุกชิ้นส่วนของเรือค่อย ๆ ถูกแทนที่ หลายศตวรรษต่อมา นักปรัชญา โทมัส ฮอบส์ ได้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากเรารวบรวมชิ้นส่วนเก่าที่ถูกทิ้งขึ้นมาประกอบเป็นเรือลำใหม่ และเรือลำใดกันแน่ ที่เป็นเรือต้นแบบของธีเซียส
ดังนั้นในตอนนี้ก็จะมีประเด็นคำถามที่น่าสนใจอยู่ 2 คำถามนะคะ เลยอยากลองสอบถามว่าในความคิดของทุก ๆ คน อยากจะตอบสองคำถามนี้ว่าอย่างไรดีคะ
สำหรับพริ้ม ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ดังนี้ค่ะ
1.เรือสำเภาจะยังเป็นลำเดิมหรือไม่ ถ้าหากชิ้นส่วนของเรือถูกแทนที่
ในความคิดเห็นส่วนตัวคือว่าความเป็นตัวตนของเรือลำนั้น ขึ้นกับตัวของเรือเอง ไม่ว่าจะมีอะไรมาแทนที่ที่เรือลำนั้น แต่ถ้าได้ถูกแต่งตั้งเป็นเรือธีซีอุสแล้ว ก็จะเป็นเรือธีซีอุสดังเดิมค่ะ
โดยพริ้มมองในมุมว่าหากเรือลำนั้นเป็นเด็กคนหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปเด็กก็โตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ แทบจะไม่เหมือนตอนเด็กแรกคลอด แต่คนคนนั้นก็ยังมีอัตลักษณ์เป็นคนคนเดิม ก็เลยคิดว่าน่าจะนำมาเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของเรือได้ค่ะ
ซึ่งประเด็นนี้เท่าที่พริ้มเคยอ่านมาก็มีการเพิ่มประเด็นของเรื่องการนำมาเทียบกับการปลูกถ่ายอวัยวะร่างกายของมนุษย์ด้วยว่า ถ้าหากในอนาคตมีการพัฒนาทางการแพทย์จนสามารถนำอวัยวะของสัตว์มาดัดแปลงให้ใกล้เคียงกับมนุษย์ แล้วปลูกถ่ายใส่แทนที่มนุษย์ มนุษย์จะถือว่ามีความเป็นมนุษย์ 100% หรือไม่
และถ้าหากสามารถพัฒนาให้โคลนนิ่งเฉพาะอวัยวะของมนุษย์จากเซลล์ต้นแบบ แล้วทำการปลูกถ่าย มนุษย์จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ซึ่งก็มีข้อถกเถียงในหลายประเด็นทั้งด้านจริยธรรมและด้านอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ
สำหรับคำถามข้อแรกพริ้มก็มีความคิดเห็นประมาณนี้ค่ะ ไปต่อกันในคำถามข้อที่ 2 นะคะ
2.หากรวบรวมชิ้นส่วนเก่าที่ถูกทิ้งมาประกอบเป็นเรือลำใหม่ แล้วเรือลำใดจะเป็นเรือของธีซีอุส
หากอิงจากคำตอบในข้อก่อนในความคิดเห็นของพริ้มคิดว่า เรือธีซีอุสก็จะมีเพียงเรือลำเดิมลำเดียวค่ะ ส่วนเรือที่เกิดจากส่วนประกอบชิ้นเก่าของเรือธีซีอุสมาประกอบใหม่ ก็จะถือเป็นเรือลำใหม่ไปเลยค่ะ
ซึ่งจากการหาข้อมูลในคำถามนี้ก็มีการเพิ่มประเด็นมาตั้งคำถามว่าหาก AI ในปัจจุบันมีการพัฒนาจนสามารถมีความสำนึกรู้ในตนเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกล (เหมือนเอาความเป็นมนุษย์ไปใส่ในเครื่องจักรกล) แล้ว AI จะถือเป็นเครื่องจักรกลเหมือนเดิม หรือถือว่ามีความเป็นมนุษย์แล้ว ซึ่งก็ยังเป็นคำถามที่ต้องขบคิดต่อไปและยังไม่ได้มีข้อสรุปตายตัวนะคะ
จากคำถามทั้งสองข้อ ถ้าหากทุกท่านคิดเห็นอย่างไรสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะคะ พริ้มรู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันค่ะ
นอกจากคำถามเรือธีซีอุสแล้ว ยังมีตัวอย่างคำถามรูปแบบคล้ายกันในสถานการณ์ต่าง ๆ มาฝากกันค่ะ
ในยุคสมัยแรก ๆ จะมีสถานการณ์ที่โสกราตีสกับเพลโตพลัดกันเปลี่ยนชิ้นส่วนรถลากของตนเองทีละชิ้น จนกระทั่งรถลากของโสกราตีสประกอบไปด้วยชิ้นส่วนทั้งหมดของรถลากของเพลโต และรถลากของเพลโตประกอบไปด้วยชิ้นส่วนทั้งหมดของรถลากของโสกราตีส ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า เหตุการณ์นี้เท่ากับว่าทั้งสองคนแลกรถลากกันหรือไม่
นักปรัชญา จอห์น ล็อก ได้เสนอเหตุการณ์ที่ว่า หากถุงเท้าคู่โปรดเกิดมีรู ถุงเท้าคู่นั้นจะยังเป็นคู่เดิมหรือไม่ แล้วถ้าหากเราปะซ่อมรูนั้นแล้วถุงเท้าจะยังเป็นคู่เดิมหรือไม่ และถ้าเกิดเราปะซ่อมรูที่สอง รูที่สาม จนกระทั่งเนื้อผ้าทั้งหมดของถุงเท้าถูกแทนที่ด้วยผ้าปะรู จนไม่มีเนื้อผ้าถุงเท้าเก่าแล้ว ถุงเท้านั้นจะยังเป็นถุงเท้าคู่โปรดคู่เดิมหรือไม่
1
ยังมีคำถามเรื่อง “ขวานของจอร์จ วอชิงตัน” (บางครั้งเรียกว่า “ขวานคุณปู่”) ว่าถ้าหากด้ามจับและหัวขวานถูกแทนที่ไปแล้วจะยังถือว่าเป็นขวานของจอร์จ วอชิงตันหรือไม่
เรื่องเล่าดังกล่าวยังถูกกล่าวถึงในฐานะ “ขวานของเอ็บ ลินคอล์น” (Abe Lincoln’s axe) จากชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการใช้ขวานของลินคอล์น ทำให้ขวานที่มีส่วนในชีวิตของเขาหลายด้ามได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
และยังมีเรื่องเล่าที่คล้ายกันของฝรั่งเศสคือเรื่องมีดของณ็องโนต์ (Jeannot’s knife) โดยมีดดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนใบมีดถึงสิบห้าครั้ง และด้ามมีดอีกสิบห้าครั้ง แต่ยังคงถือว่าเป็นมีดเล่มเดิมอยู่
ในบางประเทศที่ใช้ภาษาสเปน เรื่องเล่านี้ได้กลายเป็นสุภาษิต และได้รับการเรียกว่า “มีดประจำตระกูล” (Family knife) โดยยังคงหลักการเดิมอยู่
จากที่พริ้มได้หาข้อมูลมาก็พบว่ามีคำถามในทำนองเดียวกันค่อนข้างแพร่หลายในหลายประเทศพอสมควรเลยค่ะ
หลังจากที่เราได้มาทำความรู้จักกับคำถามเรือของธีซีอุส กับความคิดเห็นของพริ้มไปแล้ว พริ้มก็เลยอยากนำเสนอความคิดเห็นของนักปรัชญาที่มีต่อคำถามนี้กันค่ะ
มาเริ่มกันที่ เฮราคลิตุส
นักปรัชญาชาวกรีก เฮราคลิตุส ได้พยายามหาคำตอบจากคำถามนี้ด้วยการเสนอแนวคิดเรื่องแม่น้ำที่มีน้ำไหลเวียน
โดยอาริอุส ดิไดมัส (Arius Didymus) ได้ยกคำของเฮราคลิตุสโดยกล่าวว่า “ผู้ใดที่ได้ก้าวลงไปในแม่น้ำนั้น กี่ครั้งใด น้ำก็แตกต่างในครั้งนั้น” ซึ่งพลูทาร์กได้โต้กับคำกล่าวนี้ว่าการก้าวลงไปในแม่น้ำเดิมสองครั้งนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะ "น้ำกระจายตัวและรวมตัวกันอีกครั้ง เกยเข้าหาและถดถอยลงไป"
สำหรับคนต่อมาคือ อริสโตเติล
ตามระบบเชิงปรัชญาของอริสโตเติลและผู้ติดตาม มีสี่เหตุปัจจัยในการบรรยายโดยปัจจัยเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้
โดยมีระบบคือ รูปเหตุ (Formal cause) หรือรูปทรง คือโครงร่างของสิ่งนั้น ในขณะที่วัสดุเหตุ (Material cause) คือสสารที่สิ่งนั้นถูกสร้างขึ้น อัตลักษณ์ของสิ่งหนึ่ง ตามคำกล่าวของอริสโตเติล คือรูปเหตุ
ดังนั้น สำเภาของธีเซียสจึงเป็นเรือ “ลำเดิม” เพราะรูปเหตุ หรือโครงร่างนั้นไม่ได้เปลี่ยนไป แม้ว่าสสารที่ใช้ในการสร้างจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน
ในมุมมองของเฮราคลิตุส แม่น้ำมีรูปเหตุเดิมอยู่ แม้ว่าวัสดุเหตุ (น้ำในแม่น้ำ) จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับคนที่ก้าวลงไปในแม่น้ำ
อีกเหตุของอาริสโตเติลคือ จุดหมายปลายทาง หรืออันตเหตุ (Final cause) ซึ่งคือจุดประสงค์ของสิ่งนั้น สำเภา โดยสำเภาของธีซีอุสก็มีจุดหมายปลายทางเดิม ตามตำนานคือ การเป็นพาหนะขนส่งธีซีอุส และในแง่การเมืองคือ การโน้มน้าวให้ชาวเอเธนส์เชื่อว่าธีซีอุสมีตัวตนจริง แม้ว่าวัสดุเหตุจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
และสำหรับ สัมฤทธิเหตุ (Efficient cause) คือวิธีการและผู้ที่ก่อให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น เช่น ช่างฝีมือที่ถักทอและประกอบวัตถุ ในกรณีสำเภาของธีซีอุสหมายถึง คนงานที่สร้างเรือในตอนแรก ซึ่งน่าจะได้ใช้เครื่องมือและเทคนิคการสร้างเดียวกันในการซ่อมแผ่นไม้ของเรือค่ะ
สำหรับข้อมูลประวัติของธีเซียสสามารถอ่านเต็ม ๆ ได้ที่
แหล่งที่มา :
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเรือธีซีอุสสามารถอ่านต่อได้ที่
แหล่งที่มา :
หลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว หากทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะคะ
บทความนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดหลายในประเด็นเลย ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
หากชอบบทความนี้โปรดกดติดตาม กดไลก์กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ
#PRIMEMOTION
#เรื่องเล่าเราเขียน
8.1K รับชม
    Varin Channel
    เยี่ยมค่ะ ติดตามนะคะ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เพื่อนเปิดร้านกาแฟ+กัญชาอยู่แถวบางลำพู เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันมีลูกค้าแบบไหนบ้าง ที่ walk-in มาถามหากัญชา กลุ่มแรก ชาวต่างชาติ กลุ่มนี้จะตรงเข้ามาถามซื้ออย่างชำนาญ ไม่ต้องแนะนำอะไรเลย ส่วนใหญ่หน้าตาดี แต่งตัวดี สูบเสร็จก็เดินออกไปเลย ไม่ค่อยนั่งแฮงก์เอาต์ที่ร้าน
      ดีใจมากที่เห็นน้อง ๆ :) ที่ เกาะลิบง กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ได้นำโดรนสำรวจพื้นที่บริเวณหน้าบ้านตนเอง เพื่อดูทรัพยากรรอบๆ เเต่กับได้ภาาพอันแสนน่ารักของเจ้าพยูนว่ายน้ำข้างๆกับปลาตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นปลามง(แอดไม่แน่ใจเหมือนกันครับ) ถ้าใครไม่รู้จักกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ขออธิบายสั้นๆนะครับ กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เป็นกลุ่มคนพื้นที่เกาะลิบงที่ดูแลพะยูนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงหรือบ้านตนเองมาอย่างยาวนานและเป็นกลุ่มคนสำคัญที่ดูแลเจ้าหนูมาเรียมนั้นเองครับ ขอให้น้องพะยูนอยู่กับพี่ๆกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงไปนานๆนะครับ <3
      ผลโพลล่าสุดจัดสำรวจโดย “เครมลิน” พบว่า 55% “คนรัสเซีย” ต้องการให้มีการเจรจากับ “ยูเครน” เพื่อสงบศึก
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      ดูทั้งหมด