มาต่อกันที่ซีรีส์ตอนที่ 2 กันนะคะ
หลังจากที่ห่างหายจากซีรีส์ "ปิดเทอม 9 วัน ดูหนัง 9 เรื่อง" มาสองปีกว่า พริ้มก็ตัดสินใจจะลองทำต่อ ซึ่งก็มาทำต่อในตอนที่ไม่มีปิดเทอมแล้วนะคะ 55555 (เนื่องจากฝึกงานเยอะมากเลยค่ะ)
1
ขอสารภาพอีกหน่อยว่าสรุปแล้วปิดเทอม 9 วันในปีนั้น ก็ติดซีรีย์เรื่องนึงแทนค่ะ ก็เลยใช้เวลาทั้ง 9 วันดูซีรีส์จนจบพร้อมเคลียร์งานค้างอื่น ๆ จนไม่ได้ดูหนังเลยค่ะ
1
สำหรับหนังที่จะมาเขียนในวันนี้ก็คือเรื่อง Begin again ค่ะ
สำหรับเนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 ส่วนนะคะ
1. รีวิวเนื้อเรื่องคร่าว ๆ แบบไม่เปิดเผยเนื้อหาหลักค่ะ (ไม่มีสปอย) สำหรับท่านที่อยากลองอ่านแล้วไปตามดูเพื่อลุ้นเนื้อเรื่องกันต่อค่ะ
2. เล่าเนื้อเรื่องของหนังโดยเปิดเผย (มีสปอย) มีการเล่าความประทับใจในฉาก วิเคราะห์เนื้อเรื่อง เป็นการแสดงความรู้สึกที่มีต่อหนังเลยค่ะ
3.เล่าประสบการณ์จริงของตัวเอง และเหตุผลที่ชอบหนังเรื่องนี้ เผื่อว่าจะสามารถแชร์กับผู้อ่านทุกท่านได้ว่าเคยมีประสบการณ์คล้ายกันบ้างหรือไม่ค่ะ
มาเริ่มกันในช่วงที่ 1 นะคะ
สำหรับเนื้อเรื่องโดยย่อของเรื่อง Begin again
จะเป็นเรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่น เกรตต้า (Gretta) (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) สาวที่เดินทางมานิวยอร์กเพื่อไล่ตามความฝันในการเป็นนักร้องอาชีพ
เธอมีแฟนชื่อ เดฟ (Dave) (อดัม เลวีน) แฟนของเธอก็เป็นนักดนตรีเหมือนกัน เส้นทางรักของทั้งคู่ ในฐานะนักดนตรีที่มีจิตวิญญาณคนละดวงจะเป็นอย่างไร จะมีรสชาติเป็นรูปแบบไหนต้องไปลองลิ้มชิมรสด้วยตัวเองนะคะ
ซึ่งในหนังก็จะมีเรื่องราวของชายวัยกลางคน แดน (Dan) (มาร์ค รัฟฟาโล) โปรดิวเซอร์ตกอับ ที่มีชีวิตครอบครัวค่อนข้างพังทลาย และเส้นทางชีวิตก็ได้พาเขาให้มาพบกับเกรตต้า และก่อให้เกิดมวลความรู้สึกบางอย่าง และความสัมพันธ์กรุ่น ๆ อุ่น ๆ ขึ้นมา พร้อมกับชีวิตที่เปลี่ยนผันไป
ซึ่งในเส้นทางชีวิตที่มาบรรจบกันของหลายชีวิตในครั้งนี้ ก็มีบทเพลงบรรเลงเป็น Background และเป็น Soundtrack ที่บันทึกทั้งเรื่องราวและความรู้สึกทั้งมวลไว้
ทำให้หนังเรื่องนี้มีการสอดรับการระหว่างเนื้อเรื่องและบทเพลงในทุกท่วงทำนองเลยค่ะ
1
พริ้มจะมาต่อในส่วนที่ 2 นะคะ
ในส่วนนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาหลักของเรื่อง สำหรับท่านที่สนใจดูหนังต่อด้วยตนเอง แนะนำให้อ่านข้ามส่วนนี้ไปส่วนที่ 3 เลยนะคะ
เรื่องราวของเริ่มจะเปิดฉากมาที่เกรตต้า หญิงสาวถูกเพื่อนสนิทชายสตีฟ (Steve) ของเธอลากขึ้นเวที เพื่อให้เธอได้มีโอกาสแสดงเพลงที่เธอได้แต่งเก็บไว้
ซึ่งตอนแรกเธอก็ไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยอมลองดู หลังจากที่เธอร้อง มีแค่เพลงกับกีต้าร์ตัวเดียว คนทั้งร้านก็ไม่ได้ใส่ใจกับเพลงเท่าไหร่นัก เพราะไม่ค่อยมีดนตรีอื่นประกอบ
แต่แดนก็เดินเข้ามาฟังเพลงที่เกรตต้าเล่น ด้วยความเป็นโปรดิวเซอร์จึงมีการเติมเสียงดนตรีอื่นประกอบเข้าไปในเพลงที่เกรตต้ากำลังเล่นอยู่ทันที
ซึ่งฉากนี้ก็เป็นการทำให้เราเห็นภาพในหัวของโปรดิวเซอร์ ถ่ายทอดประสานกับบทเพลง สำหรับพริ้มตอนดูครั้งแรกรู้สึกว่าเป็นฉากที่ครีเอทได้ดีจนกระแทกใจเข้าอย่างจัง
ยังจำความรู้สึกตัวเองตอนดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกได้เลยว่า วันนั้นรู้สึกเหนื่อยมากกำลังคิดว่าจะดูหนังสักเรื่อง หรือรีบนอนดีกว่า เลยลองเปิดหนังดูเล่น ๆ พอถึงฉากนี้ปุ๊ป ความง่วงหาย นั่งดูต่อจนจบและอินไปกับทั้งเรื่องเลยค่ะ
หลังจากฉากนี้ หนังก็เล่าเรื่องราวในฝั่งแดนที่มีชีวิตค่อนข้างพัง เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เรื่อง ดูไม่ใช่พ่อที่ดีหรือมีความรับผิดชอบเท่าไหร่ และดูเป็นโปรดิวเซอร์ตกอับที่ไม่ได้เรื่อง
หนังทำให้เราได้เห็นฉากที่แดนเป็นพ่อที่ไม่เข้าใจลูกสาว จนพาลูกสาวมาที่ทำงาน แล้วดำเนินเรื่องไปให้เห็นชัดว่าแดนก็มีปัญหากับเพื่อนร่วมธุรกิจ ชายวัยกลางคนที่ชื่อ โซล เป็นเพื่อนที่สร้างบริษัทเพลงมาด้วยกันจนบริษัทประสบความสำเร็จ
แต่เมื่อแดนไม่สามารถหาศิลปินหน้าใหม่มาปั้นให้ดังได้ดังเดิม แถมยังหักหน้าคู่ค้าทางธุกิจและผู้ร่วมหุ้นคนอื่น ๆ ในการคุยงาน ยิ่งที่ให้ความสัมพันธ์ทั้งเพื่อนและทั้งธุรกิจพังทลาย แดนเลยต้องออกจากบริษัทไป
แล้วนั่นยิ่งทำให้ลูกสาวขาดความเคารพและความเชื่อมั่นในตัวพ่อตัวเอง ซึ่งแดนก็ไปเมาที่ร้านเบียร์กับลูก แต่ตกอับถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่าเบียร์จนโดนเจ้าของร้านเบียร์ต่อยปากแตก
ซึ่งพอแดนกับลูกกลับมาถึงบ้านเจอแม่ของลูกก็มีปัญหาทะเลาะกันให้เห็นถึงความร้าวฉาน และความไม่เอาไหนของแดนเพิ่มเติมอีก และเป็นการตอกย้ำว่าแดนดูเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องในแทบทุกด้านของชีวิต
หลังจากที่ชีวิตของแดนพังถึงขีดสุด แดนเลยมากินเหล้าที่ร้านที่เกรตต้ากำลังแสดงดนตรีอยู่ ซึ่งในหัวของความเป็นโปรดิวเซอร์ก็ทำให้เห็นภาพเครื่องดนตรีที่กำลังเล่นเพลงอย่างครบชุด
เป็นฉากที่น่าจดจำมากค่ะ ถ้ามีเวลาอยากให้ทุกท่านได้ลองไปดูฉากนี้กันนะคะ
หลังจากฉากนี้ก็เป็นช่วงที่แดนกับเกรตต้าได้ทำความรู้จักกันและกัน และแสดงความเห็นทางดนตรี ว่าจริง ๆ แล้วดนตรีทำหน้าที่เพื่ออะไร และมีแนวทางของตัวเองเป็นยังไง ซึ่งเกรตต้าก็ยังไม่ยอมตกลงเซ็นสัญญากับแดน
ซึ่งแดนก็ให้ข้อเสนอว่าถ้างั้นให้อยู่ต่อทำ Demo เพื่อไปเสนอขายที่บริษัทเก่าของตัวเองก่อนแล้วค่อยว่ากัน เกรตต้าใช้เวลาคิดอยู่สักพักใหญ่ก่อนที่จะตอบตกลงลองทำดู
ระหว่างที่กำลังตัดสินใจเกรตต้าก็คิดถึงแฟนเก่าของตัวเองคือเดฟ คิดถึงความทรงจำดี ๆ ที่มีระหว่างกัน แนวทางการใช้ชีวิตที่คล้ายกัน เคยวาดฝันไว้ด้วยกัน
เรื่องราวของเกรตต้ากับเดฟเป็นแฟนที่มีความสัมพันธ์ที่หวานมาก อบอุ่น ค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะเป็นทั้งเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และคู่รัก เดฟต้องพึ่งพาเกรตต้าในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องงาน ไปจนถึงเรื่องการตัดสินใจอื่น ๆ และความมั่นคงทางจิตใจ ย่อมส่งผลให้ความรู้สึกของเกรตต้าที่มีต่อเดฟคือความมั่นคงและความเชื่อใจ
แต่พอวันหนึ่งที่เดฟมีชื่อเสียง โด่งดัง นิสัยก็ดูเปลี่ยนแปลงไป ถึงขั้นที่มีคนอื่น ซึ่งพอเกรตต้าได้รับรู้เรื่องนี้ความรู้สึกที่มีทั้งหมดก็พังทลายลง และเกรตต้าก็ตัดสินใจเดินออกมาจากความสัมพันธ์นี้
ระหว่างที่เกรตต้ากำลังย้อนดูความทรงจำภาพวิดีโอที่เคยถ่ายกับเดฟตอนร้องเพลง lost star ที่เกรตต้าแต่งขึ้นเองเพื่อเป็นของขวัญให้เดฟ ซึ่งเป็นความทรงจำที่ดี ก็มีความทรงจำที่เกรตต้ารู้ว่าเดฟมีคนอื่นจากการฟังเพลงใหม่ที่เดฟแต่งผุดขึ้นมาด้วย
จนสุดท้ายเกรตต้าก็ตัดสินใจที่จะลองเซ็นสัญญากับแดน เลยพากันไปที่บริษัทเก่าแล้วเล่นสดให้ฟัง แต่โซลคู่หูทางธุรกิจก็ไม่ซื้อ ต้องการให้อัด Demo มาก่อน แดนพยายามให้โซลให้เงินไปทำ Demo แต่โซลไม่ยอม
สุดท้ายแดนเสนอให้อัดเพลงนอกสถานที่เพื่อทำ Demo โดยอัดเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ แบบประหยัดงบประมาณและทำให้เสร็จภายในฤดูร้อน ซึ่งเป็นภารกิจที่น่าสนใจ ระหว่างฉากนี้ก็จะมีเพลงเพราะ ๆ มากมายพร้อมกับพื้นหลังของเมืองนิวยอร์ก ดูได้อย่างเพลิดเพลิน
ด้วยความที่แดนเป็นโปรดิวเซอร์มาก่อนก็สามารถหานักดนตรีมาประกอบได้จนครบ ส่วนสตีฟก็ช่วยเปลี่ยนรถจากัวร์ให้เป็นเครื่องอัดเสียงเคลื่อนที่ ทำให้ภารกิจก็ผ่านไปได้อย่างสวยงามและอบอุ่นหัวใจ ส่วนหนึ่งเพราะได้ความช่วยเหลือจากศิลปินที่แดนเคยปั้นให้ประสบความสำเร็จด้วยอีกแรง
ระหว่างที่ทำภารกิจอัดเพลง แดนก็พาเกรตต้าไปรับลูกสาวที่ชื่อไวโอเลตที่โรงเรียน เมื่อเกรตต้าได้สังเกตไวโอเลต ก็เริ่มมีความเข้าใจในความเป็นไวโอเลต และสร้างความมั่นใจให้กับไวโอเลตทั้งในด้านความรัก ความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง
หากมองความสัมพันธ์ของเกรตต้าที่เหมือนเป็นเพื่อนที่มีเคมีบางอย่างที่ลงตัวกับแดน และสามารถเข้ากับลูกสาวของแดนอย่างไวโอเลตได้อย่างดี เหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่ง
ในฉากนี้พริ้มรู้สึกว่ามีเคมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจของเกรตต้าและแดนแล้วนะคะ
แล้วเกรตต้ายังชวนไวโอเลตมาร่วมเล่นกีต้าร์ในภารกิจทำเพลงรอบเมืองนิวยอร์กด้วย ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในความสามารถของไวโอเลต และทำให้แดนได้ใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้นด้วย ได้เห็นลูกในอีกมุมนึง สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
และในฉากต่อมาแดนกับเกรตต้าได้นั่งคุยกันที่ร้านอาหาร และได้เฉลยปมว่าแท้จริงแล้วที่แดนทิ้งครอบครัวออกมาอยู่คนเดียว เพราะมิเรียม (Miriam) อดีตภรรยาจะทิ้งครอบครัวไปแต่งงานกับชายชู้ เนื่องจากชายชู้บอกจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กัน แต่สุดท้ายมิเรียมก็โดนชู้ทิ้งและยังอยู่กับครอบครัวเหมือนเดิม ทำให้แดนรู้สึกแตกสลายจนต้องออกมา
ซึ่งในเรื่องจะมีฉากที่แดนระบายความในใจว่า ทุกคนตัดสินเขาไปแล้วว่าเขาเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ใครจะเข้าใจความจริง จริง ๆ บ้าง
ซึ่งจังหวะนี้ตอนดูครั้งแรกก็อึ้ง เพราะพริ้มเองก็มองแดนในทางที่ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งพอรู้ความจริงจากตอนหนังเฉลยก็รู้สึกกระแทกใจว่า เราตัดสินใครจากบริบทที่เราได้เห็นหรือได้รู้มาเฉย ๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ ถ้าเรายังไม่ได้รู้แน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วชีวิตเขาผ่านอะไรมาบ้าง ถือเป็นประเด็นที่พริ้มนำไปคิดต่อได้เลยค่ะ
หลังจากฉากนี้ที่เกรตต้าได้รู้ความจริงว่าแดนถูกนอกใจจนจิตใจแตกสลาย ไม่ใช่เพียงเพราะเขาไม่มีความรับผิดชอบ เกรตต้าก็รู้สึกผิด เลยขอโทษและวิ่งไปกอดแดน
แล้วทั้งแดนและเกรตต้าก็ได้ปรับความเข้าใจกันและแชร์เรื่องราวในชีวิตให้ฟัง แดนได้เล่าถึงวันที่เจอมิเรียมในเดตแรกแล้วมีการแชร์เพลงกันฟัง โดยใช้สายหูฟังแยก เดินฟังเพลงด้วยกันไปทั่วเมืองนิวยอร์ก
แดนเลยเสนอให้แชร์เพลงที่เก็บไว้ในมือถือแต่ละคนมาเดินฟังเพลงทั่วเมืองนิวยอร์ก แล้วเกรตต้าก็ลองดู
ฉากนี้สำหรับพริ้มถือว่าดูเพลินมากเลยนะคะ มีฉากเมืองนิวยอร์กตอนกลางคืน สีสันสวยงามกับเพลงคลาสสิคฟังแล้วสบายใจ เข้ากันสุด ๆ ค่ะ แถมองค์ประกอบฉากถือว่าสวยมากเลยด้วยค่ะ
ในฉากนี้จะมีฉากที่เกรตต้ากับแดนพากันไปเต้นในผับโดยที่ใส่หูฟัง ฟังเพลงของทั้งคู่ พอได้เห็นสายตาของเกรตต้า อันนี้พริ้มคิดเองเออเองนะคะว่าเกรตต้าเองก็คงมีความรู้สึกดีดีให้กับแดนอยู่พอสมควรค่ะ
และสายตาของแดนที่มองเกรตต้าก็มีความรู้สึกดีดีให้เกรตต้าอยู่เช่นกันหรือจะมองอีกมุมว่าแดนเองก็คงรู้สึกคิดถึงครั้งแรกที่ไปเดตกับมิเรียม ในใจลึก ๆ อาจจะคิดถึงช่วงเวลาดีดีที่มีกับอดีตภรรยาก็ได้ค่ะ
เมื่อทั้งคู่เดินเล่นสักพักก็มานั่งเล่นกัน โดยที่แดนก็เล่าว่าที่ชอบดนตรีเพราะดนตรีเปลี่ยนช่วงเวลาน่าเบื่อให้เหมือนกับไข่มุกที่ล้ำค่า แต่แดนก็พูดว่า "ผมเองก็แก่เกินไข่มุกพวกนี้แล้ว ทำให้ผมหาช่วงเวลาไข่มุกแบบนี้ยากขึ้น แต่ช่วงเวลานี้คือไข่มุกนะเกรตต้า" ซึ่งหลังจากทั้งคู่คุยเสร็จก็เดินจับมือกันไปเดินเล่นต่อ
ในฉากนี้เป็นฉากที่ประทับใจสำหรับพริ้มมากเลยค่ะ เพราะพริ้มเองตีความได้ว่า แดนก็รู้สึกชอบเกรตต้าพอสมควร ดีใจที่ได้มีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน แต่แดนเองก็อาจจะแก่เกินไข่มุกพวกนี้แล้ว แต่ก็ขอใช้เวลาล้ำค่าคืนนี้ เดินเล่นและเติมความรู้สึกดี ๆ ให้กันให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะคะ และเกรตต้าก็ได้ข่าวว่าเดฟได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยม มีการออกข่าวเปลี่ยนลุคไปเหมือนเป็นคนละคนมีการให้สัมภาษณ์ว่า เดฟได้ทำตามฝันสำเร็จแล้ว ซึ่งเกรตต้ารู้สึกงงว่าความฝันของเดฟคืออะไร เพราะตั้งแต่คบกันมา เกรตต้าไม่เคยรู้ว่าเดฟมีความฝันประมาณนี้ ซึ่งแดนก็บอกว่าบางความฝันก็เป็นความฝันส่วนตัว อาจจะไม่ได้เล่าให้ฟังก็ได้
ฉากนี้ก็ทำให้เกรตต้ารู้สึกเหมือนไม่รู้จักเดฟเท่าไหร่ เลยแต่งเพลงแอบด่าส่งให้เดฟฟัง ถึงเรื่องพัง ๆ ที่เดฟทำไว้กับเกรตต้า และลงท้ายว่าถึงมันจะแย่แค่ไหนเกรตต้าก็ยังรักเดฟอยู่
หลังเดฟได้รับข้อความเพลงที่เกรตต้าแต่งด่า ก็ขอมาเจอกันเพื่อเคลียความสัมพันธ์ เกรตต้าก็ยอมไปเจอ คุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และได้รู้ว่าเดฟได้เอาเพลง lost star ที่เกรตต้าแต่งไปทำทำนองใหม่ ซึ่งฉีกจากแนวเดิม แต่เป็นแนวที่คนชื่นชอบและนิยม
เกรตต้าคิดว่าการทำดนตรีควรจะทำให้เหมาะกับเพลง ไม่ใช่แค่ตามกระแส ซึ่งเดฟก็คิดว่าเพลงควรได้รับฟังและได้รับความนิยมจากคนฟัง ได้สื่อสารไปถึงคนฟัง ในความคิดของเกรตต้าเพลงที่คนคนหนึ่งแต่งเพื่อคนสองคน กำลังกลายเป็นเพลงของคนอื่น เพลงที่เกรตต้าเคยทุ่มเทให้ทั้งหมดกลับกลายเป็นเพลงที่แต่งให้คนอื่น ในขณะที่เดฟต้องการให้เพลงเป็นของทุกคน ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ต่างกันพอสมควร
ซึ่งเดฟเองอยากกลับมาคบกับเกรตต้า เพราะที่เดฟนอกใจไปกับมิ้มก็คบกันเพียงเดือนเดียวแล้วก็เลิกกันไป
แต่สำหรับเกรตต้ารู้สึกว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ควรกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
แต่เดฟก็อยากให้เกรตต้ามางานคอนเสิร์ตของเขาที่เขาเล่นเพลงที่เกรตต้าแต่ง ให้เกรตต้าเห็นว่าคนชอบเพลงนั้นมากแค่ไหน แล้วเกรตต้าก็บอกว่าอย่าเล่นเพลงในแนวที่เดฟปรับแล้วก็พอ
ซึ่งสุดท้ายเดฟก็ยอมเล่นเพลง lost star ตามที่เกรตต้าเคยแต่งไว้ แต่เกรตต้าก็คงคิดว่าเดฟก็คือเดฟ ไม่ใช่เดฟที่เกรตต้าเคยรู้จักแล้ว เกรตต้าตัดสินใจจบความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจัง
ชีวิตของเดฟเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักร้องที่ประสบความสำเร็จ ส่วนชีวิตของเกรตต้าก็เริ่มต้นใหม่เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำตามหัวใจตัวเอง โดยไม่มีเดฟอีกแล้ว
ส่วนแดนก็ตัดสินใจกลับไปคืนดีกับมิเรียม และทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง
สำหรับเรื่องเพลงเนื่องจากทางค่ายจะขาย อัลบัม 10 เหรียญโดยแบ่งให้เกรตต้าแค่ 1 เหรียญ เกรตต้าเลยตัดสินใจไม่เซ็นสัญญาและปล่อยอัลบัมขายทางออนไลน์ 1 เหรียญแทน
ส่วนความสัมพันธ์อุ่น ๆ กรุ่น ๆ ก็ดำเนินต่อไปในหัวใจของผู้ชมอย่างพริ้มค่ะ
สำหรับตรงนี้มาถึงช่วงสุดท้ายนะคะ ก็คือช่วงที่ 3 เล่าประสบการณ์จริงพร้อมเหตุผลที่ชอบหนังเรื่องนี้นะคะ
ในหนังเรื่องนี้ทำให้พริ้มคิดได้ในหลายประเด็นเลย ไม่ว่าจะในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความฝัน ความเข้าใจ และการตัดสินผู้อื่น
ตัวบทมีความกลม ทำให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวละครต่าง ๆ เห็นพัฒนาการของตัวละคร เห็นความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ได้เห็นความรู้สึก ที่อินไปกับเพลงเพราะ ๆ ที่อยู่ในแต่ละฉากค่ะ
ในประสบการณ์ส่วนตัวในหลายปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปทำงาน Part-time และได้เจอพี่ที่ทำงานที่ค่อนข้างใจดีและช่วยสอนงานอย่างละเอียดก็รู้สึกประทับใจค่ะ
แล้วมีความบังเอิญที่บ้านอยู่ไม่ไกลกันมาก เส้นทางจากที่ทำงานกลับบ้านเป็นทางเดียวกัน มีครั้งนึงที่ต้องอยู่ที่ทำงานค่ำ เลยมีโอกาสต้องกลับบ้านพร้อมกันโดยนั่ง Grab ทีเดียว
วันนั้นฝนตกแล้วเราสองคนก็ได้คุยเรื่องราวชีวิตกันบนรถคันนั้นพร้อมกับเพลงยุค 90 ที่คนขับเปิดไว้ด้วย รู้สึกโรแมนติกเหมือนอยู่ในฉากหนึ่งของหนังเลยค่ะ
ระหว่างที่รถขับผ่านสายฝนโปรยปรายเพลง How deep is your love ของ Bee gee ดังขึ้น พี่เขาก็บอกว่าเพลงนี้คลาสสิคมากลองฟังดูนะ แล้วก็คุยกันเรื่องไฟข้างทางตอนกลางคืนที่สวยดี มีไฟจากตลาดหลายสีตัดกับบรรยากาศค่ำ ๆ
และหลังจากวันนั้นพริ้มก็ฟังเพลง How deep is your love อยู่บ่อย ๆ นะคะ หลายครั้งที่ได้ฟังก็จะคิดถึงความทรงจำดี ๆ ที่เคยมีร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งพริ้มก็ทำงานอยู่ที่นั้นประมาณ 3 เดือนก่อนที่จะเปิดเทอมเรียนต่อ ส่วนพี่เขาก็ไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่ได้มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยค่ะ
1
ไม่แน่ใจด้วยว่าผ่านมานานจนถึงวันนี้พี่เขาจะจำกันได้ไหม แต่ว่าอย่างน้อยก็เคยมีความทรงจำที่ดีร่วมกัน แค่นี้ก็ประทับใจมากแล้วค่ะ
ถ้าหากท่านใดมีประสบการณ์อยากมาเล่าสู่กันฟัง สามารถแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันเรื่องราวได้เลยนะคะ ขอขอบคุณที่ท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ค่ะ
ถ้าชอบบทความแนวนี้ ฝากรอติดตามบทความในซีรีส์นี้ต่อ ๆ ไปนะคะ
ฝากกดติดตาม กดไลค์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนด้วยนะคะ
#ปิดเทอม 9 วัน ดูหนัง 9 เรื่อง
#PRIMEMOTION
#เรื่องเล่าเราเขียน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
10K รับชม
    นกขมิ้น บินไกล Miles Travel Inka
    ขยันดู ขยันเขียน ขอบคุณที่นำมาเล่าค่ะ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นอย่างไร ? โรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนที่ผิวข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมลงอย่างช้าๆ และจะเป็นมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดเข่า เข่าบวม ข้อยึดติด มีเสียงดังในเข่า หรือหากเป็นมากสามารถทำให้เข่าผิดรูปจนกระทั่งไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
      ทำไม คนอินเดีย ถึงเก่ง คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ หากพูดถึงความเก่งของคนอินเดีย ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หลายคนน่าจะนึกถึง ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์
      ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกในรอบ 44 ปี ที่เอาชนะเยอรมัน และ สเปน ได้ในฟุตบอลโลกทัวร์นาเมนต์เดียวกัน ใครจะไปเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง ทำไมพวกเขาทำได้ วิเคราะห์บอลจริงจัง จะอธิบายแท็กติกให้เข้าใจง่าย เยอรมัน และ สเปน แพ้ด้วยสกอร์ 2-1 เท่ากัน ที่สนามเดียวกัน และโดนแผนการเล่นแบบเดียวกัน แน่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ที่คุณจะไม่ให้เครดิตเฮดโค้ชของญี่ปุ่นที่ชื่อ ฮาจิเมะ โมริยาสุ
      ดูทั้งหมด