สำหรับเนื้อหาครั้งนี้จะเป็นชีวประวัติของอริสโตเติล (Aristotle) ค่ะ
เนื่องจากนักปรัชญาผู้นี้มีความโดดเด่นทั้งในด้านปรัชญา วิทยาศาสตร์ และด้านศิลปะ ดนตรี บทกวีอีกด้วย ถือเป็นผู้รอบรู้ในหลากหลายด้านเลยค่ะ และยังมีประวัติ ผลงานที่น่าสนใจมากมาย
วันนี้เลยหยิบยกรายละเอียดชีวิตที่น่าสนใจของอริสโตเติลมาเล่าสู่กันฟังนะคะ
เราจะมาเริ่มจากการทำความรู้จักกับอริสโตเติลคร่าว ๆ นะคะ
  • อริสโตเติลเป็นนักปรัชญาและผู้รู้รอบ เป็นศิษย์ของเพลโต เป็นผู้ก่อตั้งไลเซียม, สำนักปรัชญาเพริพาเททิก และขนบอริสโตเติล
  • มีผลงานครอบคลุมหลายสาขาวิชาเช่น ฟิสิกส์ ชีววิทยา สัตววิทยา อภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ บทกวี การละคร ดนตรี วาทศาสตร์ จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองและการปกครอง
  • อริสโตเติลเป็นผู้สังเคราะห์ปรัชญาต่าง ๆ อย่างซับซ้อน ทำให้โลกตะวันตกได้รับเอาผลงานของเขามาเป็นต้นแบบในด้านปรัชญาร่วมสมัย
แค่ประวัติโดยย่อ อริสโตเติลก็มีผลงานที่โดดเด่นน่าสนใจใช่ไหมคะ สำหรับเนื้อหาถัดไปจะกล่าวถึงรายละเอียดชีวประวัติเลยนะคะ
  • จุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของอริสโตเติล
อริสโตเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากิรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดของทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ของประเทศกรีก
เขาเป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาซิโดเนีย
ในวัยเด็กนั้น ผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลก็คือพ่อของเขานั่นเอง ซึ่งจะให้ความรู้เน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยาซึ่งบิดาของเขาก็เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กอยู่
เมื่อเขาอายุได้ 18 ปี ก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens)
ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่เลื่องชื่อลือนามจากเพลโต
ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช
ที่มารูปภาพ : https://images.app.goo.gl/yM2mw8vod8yfs1cZ9
  • จุดเปลี่ยนชีวิตสู่การเติบโตและการทำงาน
1
ในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)
ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของอริสโตเติล ทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม
ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งกินเวลาอย่างน้อยประมาณ 1,500 ปี
ที่มารูปภาพ : https://images.app.goo.gl/BcWbmhgQqYd7Kf4y8
  • ช่วงสุดท้ายของชีวิต
ในปี 323 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงถูกปลงพระชนม์ที่บาบิโลเนีย
1
อริสโตเติลเกรงว่าตนเองจะถูกทำร้ายจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช และไม่ชอบในตัวเขา อริสโตเติลจึงได้ออกเดินทางจากกรุงเอเธนส์ย้ายไปอยู่ที่เมืองคาลซิส
อริสโตเติลได้อาศัยอยู่ที่เมืองนี้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 322 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นการจบตำนานนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ที่บุกเบิกความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์จนมีชื่อเสียงจนถึงยุคปัจจุบัน
  • ผลงานในภาพรวม
อริสโตเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา
ในสาขาวิทยาศาสตร์ อริสโตเติลได้ศึกษา
  • กายวิภาคศาสตร์
  • ดาราศาสตร์
  • วิทยาเอ็มบริโอ
  • ภูมิศาสตร์
  • ธรณีวิทยา
  • อุตุนิยมวิทยา
  • ฟิสิกส์
  • สัตววิทยา
ในด้านปรัชญา อริสโตเติลเขียนเกี่ยวกับ
  • สุนทรียศาสตร์
  • เศรษฐศาสตร์
  • จริยศาสตร์
  • การปกครอง
  • อภิปรัชญา
  • การเมือง
  • จิตวิทยา
  • วาทศิลป์
  • เทววิทยา
นอกจากนี้ เขายังสนใจเกี่ยวกับศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ เขาได้รวบรวมความรู้ต่าง ๆ และประสบการณ์การเดินทางไปในที่ต่าง ๆทั้งในยุโรปและเอเชีย
อริสโตเติลจึงเขียนเป็นหนังสือได้มากมายกว่า 1,000 เล่ม และหนังสือที่เขาเขียนได้แยกความรู้ออกเป็นหมวดหมู่เพื่อให้สะดวกต่อการค้นคว้าและให้ง่ายต่อการอ่านและการทำความเข้าใจ
หนังสือต่าง ๆ ของอริสโตเติลมีลักษณะที่คล้ายกับหนังสือสารานุกรม จึงเรียกได้ว่าเป็นสารานุกรมฉบับแรกของโลกเลยก็ว่าได้
  • ทฤษฎีที่น่าสนใจในด้านวิทยาศาสตร์
ทฤษฎีที่เป็นที่น่าสนใจของอริสโตเติลนั่นคือ ความเชื่อที่ว่าโลกของเรานี้ประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ ทั้ง 4 ธาตุได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ
อริสโตเติลมีความคิดว่าโลกของเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมไปถึงดวงอาทิตย์ที่โคจรอยู่รอบ ๆในอวกาศ มีโลกอยู่ด้านล่างลงมาและมีน้ำอยู่บนพื้นโลก มีลมอยู่เหนือผิวน้ำและมีไฟที่อยู่เหนือลมอีกที
แต่ทว่าธาตุต่าง ๆ ของโลกนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ แต่ธาตุบางชนิดนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงไปและจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป
มีทฤษฎีต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johnann Kepler) ซึ่งเขาได้ตั้งกฎของเคปเลอร์และประกาศอย่างเป็นทางการ
“โลกเรานั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรุปแบบของวงรี”
เพื่อเป็นการลบล้างความเชื่อเรื่องที่เกี่ยวกับจักรวาลของอริสโตเติลออกไป
ทฤษฎีของอริสโตเติลนั้นไม่ได้มีเรื่องจักรวาลที่น่าสนใจอยู่เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีอีกเรื่องที่ก็ให้ความน่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือเรื่อง กรณีของวัตถุสองชนิดที่มีน้ำหนักไม่เท่ากันจะตกลงพื้นในเวลาที่ไม่พร้อมกันตามหลักคำสอนของอริสโตเติล
และต่อมาในปี ค.ศ. 1600 กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังได้หักล้างทฤษฎีของอริสโตเติลด้วยการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าคำสอนนั้นของอริสโตเติลไม่เป็นความจริง เพราะของสองสิ่งนั้นจะตกลงพื้นอย่างพร้อมกันเสมอ
แต่อย่างไรก็ตามอริสโตเติลก็ยังมีทฤษฎีทางด้านชีววิทยาที่ถูกยกย่องเป็นอย่างมาก
นั่นคือเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และสัตว์จำพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้โดยละเอียดมาก
โดยอริสโตเติลได้แบ่งสัตว์ออกเป็นจำนวน 2 จำพวกใหญ่ ได้แก่ สัตว์ประเภทที่มีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และสัตว์ประเภทที่ไม่มีกระดูกสันหลัง (LnVertebrates) เรียกได้ว่าอริสโตเติลนั้นได้เป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางชีววิทยาในด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลกเลยทีเดียว
  • ทฤษฎีที่น่าสนใจในด้านศิลปะ
อริสโตเติล มีทัศนะแตกต่างไปจากเพลโตผู้เป็นอาจารย์  อริสโตเติลอธิบายว่า  ความจริงสากลบางอย่างนั้นสามารถอธิบายและถ่ายทอดได้อย่างดีที่สุดด้วยสื่อทางศิลปะ  เพราะศิลปะจะช่วยสรรหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือรูปร่างที่เหมาะเจาะมาอธิบายความจริงได้
นอกจากนี้อริสโตเติลยังถือว่าความจริงที่ถ่ายทอดมาทางศิลปะจากจิตสำนึก ทำให้ความสนใจสามารถรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะความจริงเหล่านั้นถ่ายทอดมายังจิตสำนึกโดยอาศัยสื่อ  หรือเครื่องมือ  กระตุ้นให้จิตสำนึกสนใจ
สำหรับอริสโตเติลแล้ว ไม่มีโลกสองโลกอย่างที่เพลโตเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น เขาบอกว่ามีเพียงโลกเดียว และเป็นโลกซึ่งสามารถเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์   อริสโตเติลเชื่อว่าโลกแห่งผัสสะหรือที่เรามีประสบการณ์สัมผัส   โดยพื้นฐานแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องของมายาแต่อย่างใด
อริสโตเติลมีทฤษฎีที่สร้างรากฐานทางปรากฎการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติและศิลปะภายในแวดวง เทววิทยาของคริสเตียน   ปรัชญาของอริสโตเติลได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และเต็มไปด้วยพลังซึ่งส่อให้เห็นถึงอิทธิพลที่มีอยู่อย่างมากมายในงานเขียนของ เซนต์.โธมัส อไควนัส  (ค.ศ.1225-1274)
ดังนั้นในมุมมองนี้อริสโตเติลมีความคิดที่ไปไกลว่าเพลโต  ศิลปะของเพลโตเลียนแบบโลกภายนอกที่ปรากฏต่อผัสสะ  แต่ศิลปะของอริสโตเติลเสียนแบบสิ่งที่แฝงเร้นในโลกภายนอกที่ปรากฏต่อผัสสะ  หรือที่เรียกว่าแก่นแท้ของสิ่งต่าง ๆ
อริสโตเติลยังเชื่อเหมือนเพลโตว่าการเลียนแบบ  หรือการเข้าถึงความจริง  คือสิ่งประเมินค่าศิลปะดังความจริงได้
จึงมีปัญหาที่เกิดขึ้นแก่อริสโตเติลเหมือนกับเพลโตอันหนึ่งคือ  การเลียนแบบไม่ใช่สิ่งเดียวในการประเมินค่าทางศิลปะ  ศิลปะที่มีคุณค่าหรือไม่  ไม่ใช่ดูเพียงว่ามันเข้าถึงความจริงหรือไม่  แต่เราต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติทางรูปทรงและอารมณ์ที่แสดงออกมาด้วย
ซึ่งอริสโตเติลถือว่าศิลปะคือ การเลียนแบบความแท้จริง   ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นธรรมชาติ  ศิลปะไม่ใช่เป็นเพียงการถ่ายแบบรูปร่างภายนอกของวัตถุเท่านั้น
แต่เป็นการถ่ายแบบเนื้อแท้ภายในด้วยการเลียนแบบของศิลปะไม่ใช่เป็นการถ่ายแบบที่เหมือนของจริงทีเดียว
เพราะเป็นการแสดงความต้องการทางอารมณ์ของศิลปิน  ความต้องการทางอารมณ์ที่ศิลปินเก็บกดไว้จึงถูกระบายออกมาทางศิลปะซึ่งเป็นวิธีที่ไม่มีอันตราย
ดังนั้นหน้าที่ของศิลปะก็คือการระบายอารมณ์   ซึ่งทำให้เกิดความสมดุลในจิตใจมนุษย์แต่ศิลปะชั้นสูงเป็นการแสดงออกถึงวุฒิปัญญาและความรู้สึกของศิลปิน
ความเห็นของเพลโตและอริสโตเติลทั้งสองท่านเชื่อว่าเหมือนกัน   ธรรมชาติหรือความจริงของศิลปะก็คือการเลียนแบบโลกภายนอกและการเลียนแบบ  โดยประเมินค่าของศิลปะโลกภายนอกที่เลียนแบบ  มีความแตกต่างกันจึงทำให้ผลการประเมินค่าต่างกันไปด้วย
เพลโตคิดว่าโลกภายนอกที่ศิลปะเลียนแบบ  คือ สิ่งที่ปรากฏต่อผัสสะเป็นรูปธรรม  ศิลปะเป็นสิ่งด้อยค่าเพราะสร้างภาพลวงตาและเข้าไม่ถึงความจริง
แต่โลกภายนอกที่ศิลปะเลียนแบบสำหรับอริสโตเติลเป็นสิ่งที่เข้าถึงด้วยความคิดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมศิลปะมีคุณค่าสูงเพราะเข้าถึงความจริง
ซึ่งทำให้อริสโตเติลเขียนเรื่องศิลปะขึ้นมาเพราะต้องการต่อต้านความคิดของเพลโต  และเพื่อปกป้องศิลปะว่า มิใช่เป็นสิ่งไร้ค่าดังความเชื่อของเพลโตศิลปะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์กับสังคม อิทธิพลความคิดของอริสโตเติลส่งผลต่อศิลปินในยุคฟื้นฟู (Renaissance)เป็นอย่างมาก เช่น ราฟาเอล( Raphael )ไมเคแองจิโล (Michelangelo)
สุดท้ายนี้ก็ขอทิ้งท้ายด้วยคำคมจากอริสโตเติลนะคะ
ความเป็นเลิศไม่เคยเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เป็นผลจากความตั้งใจสูง ความพยายามอย่างจริงใจ และการดำเนินการอย่างชาญฉลาดเสมอ มันแสดงถึงทางเลือกที่ชาญฉลาดของทางเลือกมากมาย - ทางเลือก ไม่ใช่โอกาส เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคุณ
อริสโตเติล (Aristotle)
2
แหล่งที่มาของข้อมูล :
เรียกได้ว่าอริสโตเติลถือเป็นนักปราชญ์ผู้มากความสามารถและรอบรู้ในหลายแขนงในสมัยกรีกโรมันเลยค่ะ
และอริสโตเติลยังมีแนวคิดมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ที่หลากหลายและน่าสนใจ หากคิดอย่างไรกับทฤษฎีหรือแนวคิดของอริสโตเติล สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เลยนะคะ
สำหรับประวัติบุคคลสำคัญในนำมาแบ่งปันกันในวันนี้ หากท่านผู้อ่านชอบบทความนี้โปรดกดติดตาม กดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ
#PRIMEMOTION
#เรื่องเล่าเราเขียน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
1.4K รับชม
    ผู้สังเกตการณ์
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลแน่น ๆ ค่ะ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เพื่อนเปิดร้านกาแฟ+กัญชาอยู่แถวบางลำพู เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันมีลูกค้าแบบไหนบ้าง ที่ walk-in มาถามหากัญชา กลุ่มแรก ชาวต่างชาติ กลุ่มนี้จะตรงเข้ามาถามซื้ออย่างชำนาญ ไม่ต้องแนะนำอะไรเลย ส่วนใหญ่หน้าตาดี แต่งตัวดี สูบเสร็จก็เดินออกไปเลย ไม่ค่อยนั่งแฮงก์เอาต์ที่ร้าน
      ดีใจมากที่เห็นน้อง ๆ :) ที่ เกาะลิบง กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ได้นำโดรนสำรวจพื้นที่บริเวณหน้าบ้านตนเอง เพื่อดูทรัพยากรรอบๆ เเต่กับได้ภาาพอันแสนน่ารักของเจ้าพยูนว่ายน้ำข้างๆกับปลาตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นปลามง(แอดไม่แน่ใจเหมือนกันครับ) ถ้าใครไม่รู้จักกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ขออธิบายสั้นๆนะครับ กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เป็นกลุ่มคนพื้นที่เกาะลิบงที่ดูแลพะยูนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงหรือบ้านตนเองมาอย่างยาวนานและเป็นกลุ่มคนสำคัญที่ดูแลเจ้าหนูมาเรียมนั้นเองครับ ขอให้น้องพะยูนอยู่กับพี่ๆกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงไปนานๆนะครับ <3
      ผลโพลล่าสุดจัดสำรวจโดย “เครมลิน” พบว่า 55% “คนรัสเซีย” ต้องการให้มีการเจรจากับ “ยูเครน” เพื่อสงบศึก
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      ดูทั้งหมด