มีบัญชีอยู่แล้ว?
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ได้ประกาศให้โรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงจำนวนมากกว่า 16,000 ราย จาก 75 ประเทศทั่วโลก และยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย
ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่าความเสี่ยงของโรคฝีดาษลิงทั่วโลกอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นในภูมิภาคยุโรปที่ประเมินว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง
จากข่าวใหญ่เรื่องการประกาศให้โรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉิน เรามาเริ่มจากการทำความรู้จักกับโรคฝีดาษลิงกันก่อนนะคะ
1
โรคไข้ฝีดาษลิง หรือ ไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เกิดจาก ไวรัสที่ชื่อ Othopoxvirus ซึ่งไวรัสตัวนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสโรคไข้ทรพิษ (Smallpox)
โดยเราสามารถพบเชื้อได้ในสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต เป็นหลัก มีการค้นพบโรคนี้ครั้งแรกในลิง ซึ่งเป็นการไปรับเชื้อมาโดยบังเอิญ จึงเป็นที่มาของชื่อโรค “ฝีดาษลิง”
ซึ่งโรคฝีดาษลิงนี้เป็นโรคที่เคยพบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิงให้ห้องแลป
โรคฝีดาษลิงแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกา จนกลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิต 1-10% ทั้งนี้การเสียชีวิตขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักของโรคฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ
1. สายพันธุ์ Congo Basin พบอัตราการเสียชีวิต 10%
2. สายพันธุ์ West African พบอัตราการเสียชีวิต 1%
สำหรับการติดต่อของโรคฝีดาษลิง จะแบ่งเป็น 2 ประเภทนะคะ
1. การติดต่อจากสัตว์สู่คน
เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ติดเชื้อ ถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด หรือข่วน กินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อ และปรุงสุกไม่เพียงพอ
2. การติดต่อจากคนสู่คน
เกิดจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยทางสารคัดหลั่ง จากผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรือละอองฝอยจากการหายใจ
ในส่วนของระยะเวลาฟักตัว (ช่วงเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงเริ่มแสดงอาการ) ของโรคฝีดาษลิงมีระยะเวลาได้ตั้งแต่ 7 - 14 วัน
สำหรับอาการโรคฝีดาษลิงจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ในระยะแรก ระยะก่อนออกผื่น ประมาณ 0-5 วัน จะมีอาการดังนี้
  • มีไข้
  • ปวดศีรษะมาก
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ปวดหลัง
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลียมาก
  • และจะมีภาวะต่อมน้ำเหลืองโตเป็นลักษณะเด่นของโรคฝีดาษลิง เมื่อเปรียบเทียบกับโรคอื่น ๆ เช่น อีสุกอีใส หัด และฝีดาษธรรมดา
ระยะต่อมาคือ ระยะออกผื่น ปกติเริ่มภายใน 1-3 วันหลังจากเริ่มมีไข้ จะมีอาการดังนี้
  • ตุ่มผื่นมักขึ้นหนาแน่นบนใบหน้าและแขนขามากกว่าลำตัว โดยผื่นจะมีขนาด 2-10 มิลลิเมตร
  • ในช่วง 2-4 สัปดาห์ต่อมา สามารถเกิดตุ่มผื่นได้ทั้ง ใบหน้า ฝ่ามือฝ่าเท้า เยื่อบุช่องปาก อวัยวะเพศ เยื่อบุตา และกระจกตาอีกด้วย
ซึ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไป ผื่นที่เริ่มจากผื่นแดง จะกลายเป็น ผื่นนูน (เป็นตุ่มแข็งนูนเล็กน้อย) กลายเป็นถุงน้ำที่มีของเหลวใสบรรจุอยู่ภายใน แล้วเกิดตุ่มหนองที่มีของเหลวสีเหลืองบรรจุอยู่ภายใน จนกลายเป็นฝี และเมื่อตุ่มหนองแตกและแห้งเป็นสะเก็ด ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้น และหมดระยะในการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
ที่มารูปภาพ : https://www.aidsmap.com/news/jul-2022/study-shows-spectrum-monkeypox-symptoms
ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการแสดงในช่วงระยะฟักตัวเชื้อว่ามีอาการดังนี้หรือไม่
  • มีไข้ หรือไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดตัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
  • ปวดกระบอกตา
  • ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย เช่น บริเวณคอ ไหปลาร้า ข้อศอก รักแก้ เป็นต้น
  • มีผื่นตุ่มหนอง (หลังจากมีไข้ประมาณ 3 วัน)
ในส่วนของการป้องกันโรคฝีดาษลิงมีดังนี้ค่ะ
  • ออกห่างจากผู้ติดเชื้อ ผู้ที่สงสัยเสี่ยงติดเชื้อ หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย
  • ไม่นำมือไปสัมผัสผื่น ตุ่ม หนอง ของผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อ
  • สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ สามารถช่วยป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85%
  • รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก
  • ทำความสะอาดมือด้วยสบู่เมื่อสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วย หรือเสี่ยงติดเชื้อฝีดาษลิง
เชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อที่มีโปรตีนหุ้ม ซึ่งสามารถถูกทำลายได้ด้วยแอลกอฮอล์ ดังนั้นจึงควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไปค่ะ
นอกจากนี้การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และการสวมหน้ากากอนามัย ยังสามารถช่วยป้องกันได้ถึง 3 โรค ได้แก่ โรคฝีดาษลิง โรคโควิด-19 และโรคไข้หวัดใหญ่
และขอแนะนำเพิ่มเติมว่าในช่วงนี้ก็ยังควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์กันต่อไปนะคะ
แหล่งที่มาของข้อมูล :
จากรายละเอียดของโรคฝีดาษลิงที่กล่าวข้างต้น ก็มีความอันตรายและน่ากลัวพอสมควรนะคะ
ยิ่งในช่วงนี้มีข่าวผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรกในประเทศแล้ว เราต้องยิ่งระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม คอยติดตามข่าวสาร มาตรการ และประกาศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดนะคะ
สำหรับผู้เขียนเองได้แต่หวังว่าโรคฝีดาษลิงจะถูกบรรเทาการระบาดและยุติความรุนแรงลงในเร็ววันค่ะ
หากชอบบทความนี้โปรดกดติดตาม กดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ
#PRIMEMOTION
#เรื่องเล่าเราเขียน
12K รับชม
    mr.meme
    น่ากลัวอยู่นะ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      นิสัยอะไรบ้างที่ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ | 5M EP.1359 ความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะมันคือ “ความเชื่อ” ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองแล้วทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริงขึ้นมาได้เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันขึ้นชื่อว่าความมั่นใจนั้น มันก็สามารถทำลายเราได้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากเราขาดความมั่นใจนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรสักอย่าง ต่อให้เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายดายขนาดไหน สิ่งนั้นก็อาจจะดูยากลำบากขึ้นมาทันทีทันใดได้เช่นเดียวกัน โดยในพอดแคสต์ 5M EP.นี้ เตรียมไปพบกับ 4 นิสัยที่หลายคนนั้นมักมี โดยที่ไม่รู้เลยว่านิสัยเหล่านี้กำลังทำลายความมั่นใจของพวกเขาอยู่ #goodtime #5minutespodcast #missiontothemoonpodcast
      บริษัท ซาบีน่า มหาชน (จำกัด) ร่วมกับ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อุดรธานี จัดกิจกรรมในโครงการ “Sabina Sewing Cup Sewing Heart เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม ปีที่ 16
      กูรูชี้ ประท้วงจีนไม่สะเทือนอำนาจ ‘สี จิ้นผิง’ การประท้วงในจีนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ล่าสุดประชาชนลงถนนต่อต้านมาตรการคุมโควิดในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดคำถามว่าการประท้วงจะบานปลายเหมือนเทียนอันเหมิน และจะส่งผลต่อสี จิ้นผิง ที่เพิ่งกระชับอำนาจเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์วาระสามหรือไม่ นักวิเคราะห์ต่างประเทศมีคำตอบ
      เราจะมียาดี ๆ แล้ว ไม่นานมานี้ IBM ได้ร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพ Algorithmiq Inc. ในการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมในการค้นหายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ
      ดูทั้งหมด