มีบัญชีอยู่แล้ว?
จะเป็นอย่างไรถ้าโลกนี้มีอาการต่างกันสุดขั้วมาอยู่ด้วยกันอย่าง Impostor syndrome กับ Dunning–Kruger effect
เมื่อคนเก่งคิดว่าตัวเองไม่เก่ง
แต่คนไม่เก่งคิดว่าตัวเองเก่ง
โลกจะวุ่นวายแค่ไหน ถ้าความต่างมาเจอกัน ในรูปแบบที่ดูสับสน ว่าความจริงคืออะไร ต้องลองอ่านรายละเอียดกันต่อไปนะคะ
ก่อนที่จะเข้าเนื้อหารายละเอียดของทั้งสองอาการข้างต้น หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินประโยคทำนองว่า คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด
หากคิดต่อจากประโยคนี้ ก็อาจคิดต่อไปได้ว่าคนฉลาดก็อาจเป็นเหงื่อคนแกล้งโง่
แต่สำหรับบทความนี้อยากจะนำเสนอในมุมมองว่า ทั้งคนโง่และคนฉลาดอาจเคยเป็นเหยื่อของคนอวดฉลาดมาแล้ว
ซึ่งคนที่อวดฉลาดนั้นเป็นเรื่องอันตรายมากเพราะบางทีเราอาจหลงเชื่อคนที่แสดงตัวว่าฉลาด แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้รู้เรื่องนั้นอย่างแท้จริง
กลายเป็นว่าผู้ที่ดูเชี่ยวชาญน่าเชื่อถือ อาจจะทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจผิดตาม ๆ กันไปก็ได้
ซึ่งถ้าเรื่องที่หลาย ๆ คนเข้าใจผิดพร้อมกัน เป็นเรื่องใหญ่ อาจจะส่งผลเสีย และความวุ่นวายตามมาได้อีกอย่างไม่รู้จบ
วันนี้เลยจะมาทำความเข้าใจกับคนฉลาดที่คิดว่าตัวเองไม่ฉลาด และคนไม่ฉลาดที่คิดว่าตัวเองฉลาดกันนะคะ
อย่างน้อยหากได้ทำความเข้าใจกับคนสองประเภทนี้แล้ว ก็จะสามารถประเมินความน่าเชื่อถือได้ในระดับนึงค่ะ
สำหรับอาการที่คนเก่ง แต่ไม่คิดว่าตัวเองเก่ง ก็คืออาการ Impostor Syndrome ค่ะ
เป็นอาการที่เกิดความไม่มั่นใจตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นอาการอีกหนึ่งอย่าง ที่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นโรคซึมเศร้าได้
อาการนี้สามารถเป็นกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ยิ่งอยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูงแบบในปัจจุบัน ยิ่งมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิด Imposter Syndrome ได้
ซึ่งอาการนี้มีสัญญาณเริ่มต้นคือ บุคคลนั้นจะเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเก่งจริงหรือไม่ หรือเชี่ยวชาญในสิ่งที่กำลังทำอยู่จริง ๆ หรือเปล่า หรือตั้งคำถามว่าความสำเร็จต่าง ๆ ที่ได้มาอาจเป็นเพราะโชคช่วยไม่ได้มาจากความสามารถของตนเองจริง ๆ
ซึ่งเมื่อเริ่มเกิดความคิดวนไปวนมาต่อความสามารถของตนเอง ก็จะเกิดความรู้สึกสงสัยในตนเอง เมื่อได้ยินคำชื่นชม หรืออาจมีผลงานที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่สามารถรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
อาจไปถึงขั้นไม่สามารถเห็นข้อดี และมักคิดว่าตนเองไร้ซึ่งความสามารถ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือมักมีความคิดว่าความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมาได้มาจากโชคช่วยหรือมาจากการช่วยเหลือของคนอื่นมากกว่าความสามารถของตนเอง
จนทำให้เกิดความรู้สึกกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะจับได้ว่าตนไม่มีความสามารถหรือไม่ดีพอในงาน มักจะมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและควบคุมความคิดได้ยาก
โดยอาการดังกล่าว ไม่ใช่การถ่อมตัว แต่มันคือสัญญาณของอาการที่คิดว่าตัวเองด้อยค่าค่ะ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของ Imposter Syndrome มีดังนี้ค่ะ
  • บุคลิกส่วนตัว
โดยอาจพบในผู้มีปัญหาในการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) คนที่ขาดความมั่นคงทางอารมณ์  คนที่ขาดความทะเยอะทะยานและไม่สามารถทำตามแบบแผนที่ถูกกำหนดได้ หรือบางครั้งอาจพบในคนที่มีนิสัยรักความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหากสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการจะรู้สึกไม่พอใจและโทษตัวเอง
  • การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก
บุคคลที่ได้รับการเลี้ยงดูปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป จนสงสัยในความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง หรือได้รับการให้มุมมองถึงชีวิตต้องมีความสมบูรณ์แบบอย่างเข้มงวด หรือ ตัวอย่างเช่น ความกดดันในการเรียน การถูกเปรียบเทียบกับลูกพี่ลูกน้อง ครอบครัวที่ควบคุมการใช้ชีวิต และครอบครัวที่ปกป้องดูแลลูกมากเกินไป
  • ปัญหาสุขภาพจิต
มีโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจทำให้สภาพจิตใจของบุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงไป เช่น เกิดความสงสัยในตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเองลดลง และกังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองไม่ดี
สำหรับวิธีรับมือกับ Imposter Syndrome มีดังนี้ค่ะ
  • อย่างแรกให้รู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนอีกหลายล้านคนบนโลกที่รู้สึกแบบเรา รู้สึกไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเราไม่ได้เผชิญมันคนเดียวบนโลก และสิ่งที่เรากำลังคิดมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นแค่อาการหนึ่งทางจิตเวชที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ วันหนึ่งมันจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  • ประเมินตัวเองข้อดีข้อด้อยของตัวเอง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น
  • ชื่นชมความสำเร็จของตัวเองบ่อย ๆ เช่น นึกถึงผลงานที่ตัวเองทำได้ดี และคำชมเชยที่ได้รับจากหัวหน้างาน
  • พ่อแม่ควรชื่นชมของลูกโดยให้ความสำคัญกับความพยายามมากกว่าการชมว่าเก่งเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีคุณค่า และสอนให้ลูกรู้จักรับมือกับความผิดหวังได้ด้วยตัวเอง
  • ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ เพราะทุกคนมีความสามารถและความถนัดที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบจะยิ่งทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง
  • ปรึกษาคนใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้น และอาจได้คำแนะนำในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
  • เปลี่ยนมุมมองให้มองโลกในแง่บวกมากขึ้น เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้น ชื่นชมกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน
  • ทำความเข้าใจกับอาการของตนเอง ค่อย ๆ ปรับมุมมองที่มีต่อตัวเอง พร้อม ๆ กับพัฒนาตนเองให้เริ่มมีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
สำหรับทุก ๆ ท่านที่เคยสัมผัสอาการเหล่านี้ หรือมีอาการเหล่านี้อยู่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ
เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับ Imposter Syndrome แล้ว ต่อไปจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ The Dunning-Kruger effect นะคะ
The Dunning-Kruger effect เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า ทำไมบางคนโง่แต่ยังอวดฉลาด เป็นความรู้สึกภายในจิตใจที่คิดอยู่เสมอว่า ตัวเองเก่งมีความสามารถมาก ทั้งๆที่มันอาจจะยังไม่เป็นเช่นนั้น หรือจะพูดง่ายๆ คือ คิดว่าตัวเองเก่ง แต่จริง ๆ แล้วโง่นั่นเอง
แนวคิดนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปีค.ศ. 1999 ในขณะนั้นนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง David Dunning และ Justin Kruger นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความสามารถที่มีอยู่จริง และตามความคิดของตัวเอง
โดยงานวิจัยนี้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทำข้อสอบหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การใช้เหตุผล ไปจนถึงความรู้ทางไวยกรณ์
ซึ่งก่อนที่จะประกาศผลคะแนน David Dunning และ Justin Kruger ได้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองประเมินผลการทดสอบของตัวเองออกมาตามความคิดของตัวเอง ผลปรากฎว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีผลคะแนนต่ำ มักจะประเมินผลการทดสอบของตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงมาก
โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีคะแนนในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 15 ที่มักจะประเมินผลการทดสอบของตัวเองเฉลี่ยอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 ขึ้นไป
ในขณะที่ผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีผลคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ก็มักจะประเมินผลการทดสอบของตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน
ซึ่งหากจะมองถึงรายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้ แค่ชื่องานวิจัยก็ถือว่าตรงปะเด็นมากเลยค่ะ
"ไม่มีความสามารถ แต่ยังไม่รู้ตัว (unskilled and unaware of)"
ในบทคัดย่อของงานวิจัยเรื่อง Dunning–Kruger effect มีประโยคที่ว่า “คนเรามักจะประเมินทักษะความสามารถของตัวเองว่าสูงกว่า เก่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ” และงานศึกษาในชั้นหลังก็บอกว่าคนทั่วไปประเมินตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่นเสมอ
เช่น ในสหรัฐฯ มีการทำสำรวจทักษะการขับขี่ของนักศึกษา ผลคือนักศึกษาจำนวน 93% ประเมินว่าตัวเองมีทักษะการขับขี่ที่ ‘เก่งกว่าทั่วๆ ไป (above average)’ หรือเจ้าของร้านอาหารทั้งหลายก็บอกว่าร้านข้าพเจ้าเตรียมรับรางวัลได้เลย แต่ผลที่แท้จริงคือร้านส่วนใหญ่มักจะปิดตัวลงภายในเวลาไม่เกินสามปี
สำหรับกราฟที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีก็คือกราฟนี้ค่ะ
ที่มารูปภาพ : https://www.investerest.co/attitude/dunning-kruger-effect/
ซึ่งคำอธิบายในเรื่องเดียวกันนี้ Dunning, Kruger และบุคคลอื่น ได้ขยายความเพิ่มเติมในปี ค.ศ.2003 ในงานที่ชื่อ Why People Fail to Recognize Their Own Incompetence โดยเขามีข้อสรุปจากการศึกษาว่า คนโง่นั้นได้รับผลกระทบจากการไม่ตระหนักรู้ถึงการขาดซึ่งประสิทธิภาพของตนถึง 2 ชั้น กล่าวคือ ในชั้นแรก พวกเขาไม่รู้ว่าคำตอบหรือการจัดการที่ถูกต้องของประเด็นหนึ่งๆ นั้นคืออะไร และในชั้นที่สอง พวกเขาไม่รู้กระทั่งว่าสิ่งที่ตอบไปซึ่งผิดนั้น ‘มันผิด’ (คือ คิดว่ามันถูกต้องอยู่แล้ว)
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ตรงกับ Bertrand Russell นักปรัชญาบอกว่าโลกนี้วุ่นวายเพราะคนที่ฉลาดก็คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ลังเลสงสัยในตัวเองอยู่ตลอด ส่วนพวกที่โง่ก็ดันมั่นใจในตัวเองมากเกินไป
ในมิติของปรัชญาและความรู้นักปรัชญาผู้ลุ่มลึกเช่นขงจื๊อเน้นย้ำว่า “ความรู้ที่แท้จริงคือการรู้ว่าตัวเองไม่รู้” คือต้องรู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีโลกส่วนที่เราไม่รู้ก่อน การยอมรับว่าเรามีสิ่งที่ไม่รู้ ถือจุดเริ่มต้นที่เราจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้ค่ะ
ซึ่งสำหรับอาการ The Dunning-Kruger effect ก็ไม่ได้มีวิธีแก้ไขโดยตรง นอกจากผู้ฟังต้องประเมินความรู้พื้นฐานก่อน
และถ้าหากเรากลัวว่าเราจะเป็นบุคคลที่ไม่เก่งซะเอง ให้พิจจารณารู้เท่าทันตัวเอง และยอมรับ พัฒนาในสิ่งที่เราไม่รู้ เพื่อให้ได้เรียนรู้ น่าจะเป็นอีกทางออกนึงที่ดีค่ะ
แหล่งที่มาข้อมูล Imposter Syndrome :
แหล่งที่มาข้อมูล The Dunning-Kruger effect :
สุดท้ายนี้หากท่านใดมีอาการ Imposter Syndrome ก็ขอเป็นกำลังใจให้สามารถเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในความสามารถและคุณค่าของตัวเองนะคะ
ทุกวันนี้ผู้เขียนพยายามสำรวจตัวเองว่ามีอาการ The Dunning-Kruger effect โผล่มาบ้างหรือไม่ เพราะยังไงการรู้เท่าทันตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ
หากชอบบทความนี้โปรดกดติดตาม กดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านบทความค่ะ
#PRIMEMOTION
#เรื่องเล่าเราเขียน
886 รับชม
    Right SaRa by Bom+
    เป็นอาการต่างกันสุดขั้วจริงๆครับ ส่วนใหญ่จะเจอเป็นแบบหลังมากกว่าตามประสบการณ์ครับ
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      12 ข้อคิดจากหนังสือ จงทิ้งสิ่งที่ดีเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด เขียนโดย Greg McKeown 1. คนที่ยึดมั่นในสิ่งสำคัญจะใช้เวลามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปในการสำรวจ คิด ฟัง ถกเถียง และตั้งคำถาม เพื่อแยกแยะสิ่งสำคัญ ออกจากสิ่งไม่สำคัญที่มีอยู่มากมาย
      แพลนทริปเที่ยวปลายปีนี้กันหรือยังคะ มาสร้างโมเมนต์ดีๆ ด้วยการพักผ่อนช่วงปลายปี กับ Veranda Resort & Veranda Collections ✨ ไม่ว่าจะทริปทะเลหรือภูเขา เลือกที่ชอบ แล้วจองห้องพักเลย !
      กำลังจะนอนแล้วแต่เลื่อนไปเจอ คุณสรยุทธ ตอบกลับคอมเมนท์หนึ่งในเพจของเขาเอง บอกตรง ๆ ว่า จากที่ง่วง ๆ อยู่ ตอนนี้กลายเป็นตื่นตาแตกเลยทีเดียว ..
      นิสัยอะไรบ้างที่ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ | 5M EP.1359 ความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะมันคือ “ความเชื่อ” ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองแล้วทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริงขึ้นมาได้เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันขึ้นชื่อว่าความมั่นใจนั้น มันก็สามารถทำลายเราได้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากเราขาดความมั่นใจนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรสักอย่าง ต่อให้เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายดายขนาดไหน สิ่งนั้นก็อาจจะดูยากลำบากขึ้นมาทันทีทันใดได้เช่นเดียวกัน โดยในพอดแคสต์ 5M EP.นี้ เตรียมไปพบกับ 4 นิสัยที่หลายคนนั้นมักมี โดยที่ไม่รู้เลยว่านิสัยเหล่านี้กำลังทำลายความมั่นใจของพวกเขาอยู่ #goodtime #5minutespodcast #missiontothemoonpodcast
      ดูทั้งหมด