มีบัญชีอยู่แล้ว?
อนาคตของประเทศไทย VS เวียตนาม/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
2
ประเทศไทยเคยเป็น “ดาวรุ่ง” ของโลกโดยเฉพาะในช่วง “สงครามเย็น” ที่เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงในปี 1945 ถึงปี 1991 เป็นเวลา 46 ปี และต่อจากนั้นอีกประมาณ 16 ปี จนถึงปี 2007 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติซับไพร์มในอเมริกาในปี 2008
1
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นและการมี “บทบาทในเวทีโลก” ในช่วงแรกนั้นส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือการที่มหาอำนาจคืออเมริกาต้องต่อสู้ป้องกันการเผยแพร่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยรัสเซียและจีน
โดยที่ไทยเป็นประเทศ “หน้าด่าน” ที่สำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่อเมริกาต้องการชักชวนให้เข้าเป็นพวกซึ่งในกระบวนการนั้น ได้ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยโดยเฉพาะในด้านของสาธารณูปโภคและการใช้จ่ายทางด้านการทหารจำนวนมากของสหรัฐเพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังมีอิทธิพลครอบงำประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่รอบไทย
1
หลังจบสงครามเย็นและเริ่มกระบวนการ “Globalization” หรือการที่โลกเน้นการค้าขายระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนที่มีการเคลื่อนย้ายไปทั่วโลก นั่นทำให้ไทยซึ่งมีความพร้อมกว่าประเทศในย่านอาเซียน สามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วโดยการเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านการผลิต โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น และนั่นทำให้ไทยกลายเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ประเทศหนึ่งของเอเซีย
และแม้ว่าไทยจะประสบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2540 หรือปี 1997 เราก็ยังสามารถฟื้นขึ้นมาได้และเติบโตเร็วต่อมาอีก 10 ปี จนถึงปีวิกฤติ 2008 ที่เศรษฐกิจตกลงมาอย่างหนักและหลังจากนั้นประเทศก็ยังเกิดปัญหาต่อเนื่องมาตลอดรวมถึงปัญหาทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยเติบโตสูงต่อเนื่องยาวนานดูเหมือนว่าจะ “ลดลงอย่างถาวร” จนถึงวันนี้เป็นเวลา 13-14 ปีแล้ว
1
การเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าของประเทศไทยที่โดดเด่นในอดีตเองนั้น ดูเหมือนจะตกต่ำลงมากอานิสงค์จากการที่ประเทศข้างเคียงรวมถึงเวียตนามเริ่ม “เปิดประเทศ” ซึ่งสามารถดึงดูดทุนจากต่างประเทศได้ดีกว่าและมากกว่าไทยที่คนเริ่มขาดแคลนและแรงงานมีราคาแพงขึ้นมากเมื่อเทียบกับศักยภาพ
ปัญหาทางการเมืองก็มีส่วนที่ทำให้ความยอมรับของโลกลดต่ำลงเมื่อเทียบกับเวียตนามที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในสายตาของอเมริกา กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่สำคัญก็ไม่สนใจที่จะทำสนธิสัญญาทางการค้าด้วย ซึ่งก็ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ใช่ทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอีกต่อไปโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียตนามหรืออินโดนีเซียที่ปัจจัยต่าง ๆ เอื้ออำนวยมากขึ้นมากเมื่อเทียบกับไทยที่ปัจจัยต่าง ๆ ถดถอยลง
ที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประชากรไทยมีอายุสูงขึ้นมากและอัตราการเกิดต่ำมาก และกำลังเป็น “สังคมคนแก่” ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตนั้นเป็นไปได้ยากนอกเสียจากว่าจะสามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” การทำงานขึ้นเรื่อย ๆ
1
ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาที่แก้ยาก เหตุผลก็เพราะ “คุณภาพ” ของคนค่อนข้างจะจำกัด เพราะระดับการศึกษาของไทยนั้นมีการพัฒนาขึ้นน้อย เห็นได้จากระดับความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาเช่น การวัดและจัดอันดับการทดสอบเช่น PISA Test ของเด็กไทยไม่ได้ดีขึ้นในระยะเวลายาวนาน เช่นเดียวกับดัชนีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
4
คำถามที่สำคัญก็คืออนาคตของประเทศไทยจะไปทางไหน เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ามาก? และผมเองก็อยากจะตอบคำถาม “ยอดฮิต” ที่ว่า เวียตนามจะตามทันไทยไหม? และจะทันเมื่อไร? และนี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่เป็นบทบาททางการเมืองและสังคมระหว่างประเทศซึ่งหลายคนบอกว่าควรจะรวมถึงการเป็นผู้นำทางด้านกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลที่เป็นกีฬายอดนิยมของทั้งสองประเทศด้วย
ผมจะใช้ข้อมูลผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือ GDP ของ 3 ประเทศหลักในอาเซียนคือไทย ฟิลิปปินส์และเวียตนามเป็นตัววัด โดยที่ไทยจะเป็นประเทศหลักในฐานะที่เจริญเติบโตมาก่อนและมีขนาดใหญ่ที่สุด ในปี 2021
ตัวเลขจากธนาคารโลกบอกว่า GDP ของไทยเท่ากับประมาณ 506 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 18 ล้าน ๆ บาท ในขณะที่ของฟิลิปปินส์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ที่ 394 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 78% ของไทย และเวียตนามเล็กที่สุดที่ 363 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 72% ของไทย
อย่างไรก็ตาม มองไปในอนาคตระยะยาวจากสถาบันระดับโลกและโดยการปรับตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าจะใกล้เคียงนั้นบ่งชี้ว่าเวียตนามจะโตได้ปีละประมาณ 7.2% ต่อปี ฟิลิปปินส์โตปีละ 5.3% และไทยจะโตแค่เพียง 3.6% ต่อปี
ดังนั้น ภายในเวลา 10 ปี หรือปี 2032 เศรษฐกิจเวียตนามก็จะตามทันเศรษฐกิจไทย คือ GDP อยู่ที่ประมาณ 726 พันล้านเหรียญ หรือเศรษฐกิจเวียตนามโตขึ้นเท่าตัว ในขณะที่เศรษฐกิจไทยโตขึ้น 43% นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าตกใจมาก เพราะหลายคนรวมถึงผมเองที่เข้าไปเที่ยวและลงทุนในเวียตนามอาจจะนึกไม่ถึง
แต่ผมเองก็คิดว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้สูงเมื่อลองนึกดูว่าครั้งแรกที่ผมไปจีนเมื่อเกือบ 30 ปีก่อนที่ได้เห็น “ความล้าหลัง” ของจีนอย่างสุดกู่ แต่เวลาผ่านมา “ไม่นาน” จีนซึ่งเติบโตเร็วมากกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง
2
ฟิลิปปินส์เองที่เคยรุ่งเรืองกว่าไทยและแทบทุกประเทศในเอเชียในอดีต ได้กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเซีย” ในสมัย “เผด็จการมาร์กอส” และก็กลับมารุ่งเรืองใหม่อีกครั้งในช่วง “ประชาธิปไตย” ในระยะหลังนี้ ประกอบกับจำนวนประชากรที่สูงถึง 116 ล้านคน ก็จะสามารถไล่ตามไทยทันในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า โดยที่เศรษฐกิจจะใหญ่เท่ากันที่ 858 พันล้านเหรียญ ถึงวันนั้นประเทศไทยจะใหญ่เป็นอันดับ 4 ถ้ามาเลเซียไม่แซงไปเสียก่อน
คำถามที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งก็คือ ไทยจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือพัฒนาแล้วเมื่อไร? ถ้าคิดจากตัวเลขรายได้หรือนิยามในปัจจุบันก็คือรายได้ต่อหัวของคนในประเทศจะอยู่ที่ 20,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 710,000 บาทต่อปี หรือ 59,200 บาทต่อเดือน ในขณะที่ ปัจจุบันรายได้ของเราอยู่ที่ 7,233 เหรียญต่อปีหรือเดือนละ 21,400 บาท นั่นก็หมายความว่าเราต้องใช้เวลาอีก 30 ปีกว่าที่เราจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วถ้าเรายังโตไปเรื่อย ๆ ในอัตราปีละ 3.5%
ผมเองคิดว่าโอกาสที่เราจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วอาจจะน้อย เราคงติดกับ “ประเทศรายได้คนชั้นกลาง” ถ้าไม่เลวร้ายจนกลายเป็น “ประเทศล้มเหลว” เหมือนกับบางประเทศที่เคยรวยมาก่อน เพราะผมดูแล้ว การจะเติบโตปีละ 3.5% ติดต่อไปอีก 30 ปีนั้นคงจะยากเมื่อคำนึงถึงว่าจำนวนคนไทยจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
2
ไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาทางด้านประสิทธิภาพที่จะยากขึ้นมากเมื่อเราแก่ตัวลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราอยากจะโตต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่จะทำได้คงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ “สิ้นเชิง” และโดยคนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันที่ยังมีอายุเหลืออยู่เพียงพอที่จะนำประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและพัฒนาแล้ว
1
ประชาสัมพันธ์ - ตอนนี้เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วันแล้ว! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่ www.ThaiVI.org
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      #กราดยิงหนองบัวลำภู อดีตตำรวจคลั่งบุกเดี่ยวกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 34ราย .. จนถึงตอนนี้เรารู้อะไรแล้วบ้าง ??
      ง่ายกว่าเดิม อบรมใบขับขี่ออนไลน์ 2565 ผ่าน DLT e-Learning อยู่บ้านก็ทำได้ โดยปกติแล้วการเดินทางไปติดต่องานราชการที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งประจำจังหวัด เพื่อสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ต่อใบขับขี่รถ
      ด่วน อดีตตำรวจคลั่งยา ไล่ยิงเด็กเล็ก ครู และชาวบ้านตายนับสิบ ที่หนองบัวลำภู อดีต ส.ต.ท.คลั่งยา ถูกให้ออกจากราชการ ก่อเหตุใช้มีดและปืนฆ่าเด็กเล็ก ครู ในศูนย์เด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ และขับรถไล่ชน เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ ตำรวจกำลังเร่งตามจับคนร้ายที่กำลังหลบหนี
      รับมือน้ำเหนือก้อนใหญ่ เข้ากทม. 7-16 ต.ค.นี้ หนักสุดเกือบเท่าปี 2554 เตือนวิกฤตน้ำท่วม 2565 ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ เตือนมวลน้ำเหนือก้อนใหญ่ เตรียมไหลเข้า กทม. ตั้งแต่ 7 ต.ค.นี้ โดยประเมินแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มสูงสุด วันที่ 16 ต.ค. หนักสุดเกือบเท่าปี 2554 พื้นที่ลุ่มต่ำทำใจน้ำท่วมนานแน่ถึง พ.ย.นี้
      ดูทั้งหมด