มีบัญชีอยู่แล้ว?
Mark Zuckerberg เสียคนเพราะ Metaverse? สูญเงิน 8 หมื่นล้าน ดิ่งจากเศรษฐีอันดับ 3 ของโลกสู่อันดับ 20 ในเวลาแค่ 1 ปี แถมราคาหุ้น Meta ร่วง 56.85%
‘Facebook กำลังเผชิญกับขาลง’ คือเรื่องที่ได้ยินจนชินหูในช่วงหลังๆ ทั้งผู้ใช้ที่ลดลง ทั้งราคาหุ้นที่ดิ่งหนัก ไปจนถึงฟีเจอร์ที่ไม่มีอะไรใหม่นอกจากเลียนแบบจากเจ้าอื่น แถมคู่แข่งตัวยงอย่าง TikTok ก็ดูเหมือนจะมีหน้ามีตา ท้าทายสถานะนำของ Facebook มากขึ้นไปทุกที
ไม่ใช่แค่ตัวแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทอย่าง Mark Zuckerberg ก็ถูกมองว่าอยู่ในขาลงเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีนักวิชาการออกมาวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า “Meta จะไม่มีวันไปได้ไกล ตราบใดที่เขายังเป็นผู้นำอยู่”
ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือ ในปีนี้ Mark Zuckerberg คือบุคคลที่สูญเสียความร่ำรวยมากที่สุดในโลก มูลค่าสินทรัพย์หายไปแล้วกว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ นับตั้งแต่ต้นปี 2022 พูดง่ายๆ คือ หายไปเกินครึ่งของที่เคยมี ทั้งๆ ที่ในปีนี้ ไม่มีเศรษฐีสหรัฐฯ รายไหนสูญเสียรายได้เกินกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญเลย
และหากนับย้อนกลับไป 1 ปี เขาสูญความมั่งคั่ง (ซึ่งหลักๆ มาจากหุ้นของ Meta 350 ล้านหุ้น) ไปแล้วกว่า 8.6 หมื่นล้านเหรียญ โดยนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ผู้ร้ายของเรื่องนี้คือ Metaverse
[ เสียเรื่องเพราะ Metaverse? ]
หลังจากประกาศรีแบรนด์บริษัทเป็น Meta เมื่อตุลาคม ปี 2021 ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากนั้น ในช่วงต้นปี 2022 ราคาหุ้น Meta จะดิ่งเหวครั้งประวัติศาสตร์ 26% ในวันเดียว หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการออกมาแล้วไม่เข้าตานักลงทุน แถมตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs) ของ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก
Source: Meta Investor Relations
Laura Martin นักวิเคราะห์อาวุโสด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตของ Needham & Co. ชี้ว่า สาเหตุของความไม่เชื่อมั่นมาจากการลงทุนมหาศาลใน Metaverse ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่ก่อให้เกิดมูลค่าใดๆ และการลงทุนใน Instagram Reels เพื่อตอบโต้ TikTok ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และบริษัทก็ยอมรับกันเองภายในว่ายังเทียบชั้นไม่ได้จริงๆ
ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำและส่งผลต่อบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถ้วนหน้าช่วงไตรมาส 2/2022
Meta ได้กำไรจากธุรกิจแอปพลิเคชัน 11.16 หมื่นล้านเหรียญ (ลดลงจากปลายปีก่อน 30%) ขาดทุนจากธุรกิจ VR และ AR ถึง 2.8 พันล้านเหรียญ (ลดลงเพียง 15%)
แถม Zuckerberg เคยพูดเองว่า การลงทุน Metaverse จะทำให้บริษัทต้องสูญเงินอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 3-5 ปี
Mandeep Singh นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีของ Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า หาก Meta ไม่ได้ทะเยอทะยานในโปรเจ็กต์ Metaverse ผลการดำเนินในช่วงที่ผ่านมาก็อาจจะเกาะกลุ่มไปกับ Alphabet บริษัทเจ้าของ Google คือหุ้นสูญเสียมูลค่าเพียง 30% จากต้นปี ไม่ใช่ 57% อย่างที่กำลังเผชิญอยู่ และบริษัทก็อาจแก้เกมที่กำลังเจออยู่ได้ด้วยการ spin-off ธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ออกไป
[ ความมั่งคั่งหาย 8 หมื่นล้าน ใน 1 ปี ]
สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 Mark Zuckerberg เริ่มสูญเสียรายได้มหาศาล หลังจากรีแบรนด์เป็น Meta และลงทุนจริงจังใน Metaverse ตั้งแต่ปลายปี 2021
ช่วงต้นปี 2022
  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.25 แสนล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 338 เหรียญ/หุ้น
หลังจากผ่านไป 3 ไตรมาส Mark Zuckerberg สูญเงินเกินครึ่ง หรือ 7.1 หมื่นล้านเหรียญ
  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 20 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 5.59 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 148 เหรียญ/หุ้น (-56.85% จากต้นปี)
วันวานที่แสนดีซึ่งเป็นจุดที่พีคสุดของเขาอยู่ในเดือนกันยายนปี 2021 (ก่อนรีแบรนด์เป็น Meta) โดยในตอนนั้น
  • Zuckerberg เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 3 ของโลก
  • มีสินทรัพย์ 1.42 หมื่นล้านเหรียญ
  • ราคาหุ้น Meta อยู่ที่ 382 เหรียญ/หุ้น
[ เศรษฐกิจกระทบทุกคน แต่ Meta โดนหนักสุดแบบมีนัยสำคัญ ]
เอาเข้าจริงแล้ว สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ถูกถาโถมด้วยเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความขัดแย้ง ล้วนกระทบบริษัทเทคฯ ที่ต้องการการลงทุนก้อนใหญ่เพื่อการเติบโตในอนาคตทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ในหมู่บริษัทเทคฯ (และผู้บริหารบริษัทเทคฯ) ด้วยกันเอง Meta และ Mark Zuckerberg ดูจะได้รับผลกระทบกว่าใครเพื่อน
Source: Google Finance
ถ้าลองเทียบมูลค่าที่ลดลงทั้งปีของ Meta กับบริษัทเทคโนโลยีในกลุ่ม FAANG (ถ้าจะให้ถูกตอนนี้คือ MANGA) ซึ่งประกอบด้วย Meta, Amazon, Netflix, Google และ Apple จะเห็นภาพชัด
เพราะในขณะที่ราคาหุ้น Amazon, Google และ Apple ลดลงไม่เกิน 30% แต่ราคาหุ้น Meta กลับลดลงถึง 57% ในปีนี้ ถ้าจะมีใครที่เจองานหนักพอๆ กันก็คงเป็น Netflix ที่ลดลงเกือบ 60%
นอกจากนี้ ถ้าลองเทียบกับตลาดจะพบว่าราคาหุ้น Meta ลดลงเยอะจริงๆ เพราะดัชนี NASDAQ ที่รวมหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเองก็ปรับตัวลงไปแค่ 27.84% ในปีนี้ และถ้าดูแค่ 100 บริษัทใหญ่ใน NASDAQ ก็จะพบว่ามีการปรับตัวลงไปแค่ 28.18% พูดง่ายๆ คือ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Meta เท่านั้น
Source: Google Finance
Mark Zuckerberg เองก็ย่ำแย่ไม่แพ้ Meta เพราะปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐีทั่วโลกจะสูญเสียความมั่งคั่งมหาศาล แต่ Zuckerberg คือมหาเศรษฐีที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าใคร
เขาสูญเสียความมั่งคั่งไปแล้วในปีนี้กว่า 7.1 หมื่นล้านเหรียญ แถมยังร่วงจากตำแหน่งรวยสุดอันดับ 6 สู่อันดับ 20 (ร่วงลงคราวเดียว 14 อันดับ)
ในขณะที่คนอื่นๆ ในสหรัฐฯ สูญเสียความมั่งคั่งกันไม่เกิน 5 หมื่นล้านเหรียญ
  • Jeff Bezos ทรัพย์สินลดลง 4.6 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Larry Page ทรัพย์สินลดลง 3.4 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 2 อันดับ)
  • Sergey Brin ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
  • Steve Ballmer ทรัพย์สินลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 3 อันดับ)
  • Bill Gates ทรัพย์สินลดลง 2.7 หมื่นล้านเหรียญ (ร่วง 1 อันดับ)
Source: Bloomberg Billionaires Index
[ สรุป ]
Meta อาจกำลังเจอขาลงอย่างแท้จริง เพราะถ้าลองมองหลายๆ องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ รายได้ คู่แข่ง จำนวนผู้ใช้ ราคาหุ้น ไปจนถึงทรัพย์สินของผู้บริหาร ทุกอย่างล้วนชี้ไปในทางเดียวกัน แถมล่าสุด ยังมีข่าวอีกว่า Meta เตรียมปลดพนักงานราว 10% เพื่อลดต้นทุน
จะเห็นได้ชัดว่า Meta และ Mark Zuckerberg กำลังสูญเสียมนต์ขลังไปเรื่อยๆ จากเดิมที่คนเคยมองว่าเป็นโซเชียลมีเดียเบอร์ 1 และ CEO ผู้เปลี่ยนโลก มาวันนี้ กลับถูกมองเป็นแพลตฟอร์มของคนแก่ที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ และ CEO นักก็อปและผลักดัน Metaverse ไม่ได้จริง
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ด่วน! ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักได้รายงานว่า นาโต (NATO) ได้ส่งรายงานข่าวกรองไปยังประเทศสมาชิกเพื่อเตือนว่า เรือดำนํ้าพลังงานนิวเคลียร์เบลโกรอด RFS Belgorod (K-329) ของรัสเซีย ซึ่งติดตั้งตอร์ปิโดขนาดยักษ์ "โพไซดอน" จำนวน 6 ลูก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Paladin of the Apocalypse" แต่ละลูกมีความยาว 24 เมตร และติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ 100 เมกะตัน • ล่าสุดเรือดำนํ้าลำดังกล่าวได้ออกปฏิบัติตามคำสั่งของ ปธน. วลาดิมีร์ ปูติน และได้ดำหายไปจากน่านน้ำในมหาสมุทรอาร์กติก ตามรายงานระบุว่า นาโตเกรงว่าขณะนี้ภารกิจของเรือดำน้ำรัสเซียกำลังทดสอบซุปเปอร์ตอร์ปิโดโพไซดอน ที่มีขีดความสามารถเดินทางใต้น้ำลึกสุด 1 กิโลเมตร และมีพิสัยไกลถึง 10,000 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 100 นอต แล้วจุดชนวนระเบิดใกล้ชายฝั่งเพื่อก่อให้เกิดสึนามิกัมมันตภาพรังสี
      มาดูตลาดตราสารหนี้ที่ถูกเทขายจากผลการขึ้นดอกเบี้ยจากเฟด ไม่เว้นแม้แต่ตราสารหนี้ไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น หลังธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 สู่ระดับ 1% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ... Exclusive Weekly Report สำหรับนักลงทุนในทุกสัปดาห์
      รู้จัก “ธุรกิจผู้ช่วยคนรวย” ที่เปลี่ยนเรื่องจิปาถะ ให้เป็นเงิน หลักล้าน “ตามหากุญแจบ้าน ที่หายท่ามกลางหิมะในเทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส” “ปูพรมให้ทั่วทั้งชายหาด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินเหยียบย่ำทราย” “เที่ยวพระราชวังเครมลิน ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย แบบปราศจากนักท่องเที่ยวคนอื่น”
      เหตุการณ์แฟนบอลเหยียบกันตายที่อินโดนีเซีย เมื่อวันเสาร์ มีคนตายขั้นต่ำ 125 คน และเป็นโศกนาฏกรรมทางกีฬาที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในโลก มีความสูญเสียมากกว่าทั้งที่ฮิลส์โบโร่ และ เฮย์เซล ทุกอย่างก้าวไปสู่หายนะแบบนั้นได้อย่างไร เราจะไปลำดับเรื่องราวด้วยกันตั้งแต่ต้น อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ผู้คนคลั่งฟุตบอลมากที่สุดในอาเซียน ค่าเฉลี่ยคนดูในอินโดนีเซียน ลีก สูงมากกว่า 13,000 คน ต่อแมตช์ และถ้าเป็นบิ๊กแมตช์ล่ะก็ แฟนบอลจะเข้ามาชมระดับ 4-5 หมื่นคน เป็นเรื่องปกติ
      ดูทั้งหมด