23 พ.ย. 2022 เวลา 12:14 • กีฬา
ข่าวดีที่สุดของแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบทศวรรษ เมื่อตระกูลเกลเซอร์ ที่โดนด่าเช้าด่าเย็น บอกว่า "พอแล้ว" กับการเป็นเจ้าของ ขอขายทีม เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร วิเคราะห์บอลจริงจังจะเล่าให้ฟัง
1
ย้อนกลับไป ปี 2005 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ตระกูลเกลเซอร์ รวบรวมเงิน 790 ล้านปอนด์ เอามาซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากแฟนๆ เพราะพวกเกลเซอร์ ไม่ได้รู้จักสโมสร ไม่ดูฟุตบอลด้วยซ้ำ แต่แค่เห็นแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมกีฬาที่สามารถใช้หาเงินได้แค่นั้น
1
ณ ขณะนั้น ตัวเลข 790 ล้านปอนด์ เป็นการซื้อขายทีมกีฬาที่แพงที่สุดในโลก บรรดาผู้ถือหุ้นเดิม เมื่อเห็นเม็ดเงินที่เกลเซอร์เสนอให้ ก็ยอมขายเพราะราคามันสูงเกินกว่าจะปฏิเสธ
1
แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เห็นด้วยตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะได้คนไม่มี Passion กับสโมสรแบบนี้ มาเป็นเจ้าของ ไม่รู้ทิศทางของทีมจะเป็นอย่างไรต่อ
1
แอนดี้ วอลช์ แกนนำกลุ่มกองเชียร์ของทีมปีศาจแดง โทรศัพท์ถึงเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขอร้องให้ไปช่วยยับยั้งการเทกโอเวอร์หน่อย โดยแนะนำว่าเฟอร์กี้ให้ไปขู่ผู้ถือหุ้นที่เหลือว่า "จะลาออกจากตำแหน่งถ้าขายหุ้นให้กับเกลเซอร์"
1
แต่เฟอร์กูสันตอบกลับไปว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของแฟนบอลนะ แต่ถ้าเขาลาออก สตาฟฟ์ที่ทำงานกับเขาหลายสิบชีวิตก็ต้องตกงานไปด้วย และที่สำคัญเขาเป็นผู้จัดการทีม มีหน้าที่คุมทีมฟุตบอล ไม่สามารถข้องเกี่ยวเรื่องการซื้อขายทีมได้
1
สุดท้ายเมื่อไม่มีใครต้านทาน ตระกูลเกลเซอร์จึงไล่เก็บหุ้นจนครบ ได้เป็นเจ้าของคนใหม่ในที่สุด
สัญญาณอันตรายอย่างแรก คือตอนที่เกลเซอร์ซื้อแมนฯ ยูไนเต็ดเสร็จแล้วนั้น มีการเปิดเผยว่า เงิน 790 ล้านปอนด์ที่ใช้ แบ่งเป็นเงินของตัวเอง 270 ล้านปอนด์ ส่วนอีก 520 ล้านปอนด์ ไปกู้มาจากธนาคาร
1
แผนของพวกเกลเซอร์ คือพอได้กำไรจากแมนฯ ยูไนเต็ดในอนาคต ก็ค่อยๆ ทยอยเอาไปจ่ายหนี้แบงค์
พอแฟนบอลมารู้เรื่องนี้ภายหลัง ว่าคุณกู้เงินมาซื้อสโมสร ยิ่งสร้างความผิดหวังมากขึ้นอีก เพราะตอนแรกคิดว่า เกลเซอร์เป็นพวกรวยจริง เปย์จริง แบบโรมัน อบราโมวิชกับเชลซี แต่นี่ไม่ใช่ ดูเหมือนเป็นนักธุรกิจที่หาช่องมาสร้างกำไรเฉยๆ เท่านั้น
1
29 มิถุนายน 2005 โจเอล เกลเซอร์ เดินทางมาที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เพื่อเซ็นสัญญาเป็นเจ้าของสโมสรในขั้นตอนสุดท้าย วันนั้นมีแฟนๆ ปีศาจแดง 300 คน มาดักอยู่หน้าสนาม พร้อมทั้งตะโกนว่า "ตายไปซะ เกลเซอร์ ตายไปซะ" พร้อมทั้งประกาศว่า "ตระกูลเกลเซอร์คือศัตรูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" แต่แม้จะมีการประท้วงเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการยึดอำนาจของเกลเซอร์ได้
9 สิงหาคม 2005 สามพี่น้องเกลเซอร์ โจเอล, ไบรอัน และ อาวี่ เข้ามาชมเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นนัดแรกในฐานะเจ้าของใหม่
เกมนัดนี้ เป็นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เดเบรเซ่น จากฮังการี
หลังจากเวย์น รูนี่ย์ ยิงนำ 1-0 ไบรอัน เกลเซอร์ ถามเดวิด กิลล์ ซีอีโอของทีมว่า "บอลลูกที่รูนี่ย์ยิงได้ เอาไปทำอะไรต่อ" เดวิด กิลล์ ก็งงๆ แต่ก็ตอบกลับไปว่า "ก็เอาลูกบอลนั้นมาตั้งที่กลางสนาม แล้วก็เขี่ยเพื่อเล่นต่อน่ะสิ"
1
ไบรอัน เกลเซอร์ แปลกใจมาก เพราะในกีฬาเบสบอล ถ้าคุณตีโฮมรันได้ ลูกบอลลูกนั้นจะกลายเป็น "Item" ที่มีราคาทันที สามารถเอาไปประมูลขายได้ในราคาแพงมาก เขาก็เลยงงว่า ทำไมในกีฬาฟุตบอลต้องใช้ลูกบอลลูกเดียวทั้งเกมด้วย
2
ลูกที่รูนี่ย์ยิงได้ มันมีมูลค่าแล้ว ดังนั้นสโมสรควรรีบเก็บเอาไว้ แล้วเอาไปวางขายในราคาพิเศษสิ ซึ่งกิลล์ก็อธิบายไปว่าฟุตบอลที่อังกฤษมันไม่ได้มีวัฒนธรรมแบบนั้น
จากเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นแบ็กกราวน์ความคิดของตระกูลเกลเซอร์ว่า 1- พวกเขาไม่เข้าใจวัฒนธรรมของฟุตบอลอังกฤษ และ 2- พวกเขาหาช่องทางทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อทำเงินเสมอ
1
หลังการเทกโอเวอร์ลุล่วงได้ในช่วง 3 เดือนแรก ก็มีการประท้วงเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพราะการยึดอำนาจครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการยินยอมพร้อมใจของแฟนๆ ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ถามความสมัครใจใดๆ แต่เป็นการเอาเงินมาถล่ม เพื่อไล่เก็บซื้อหุ้นแค่นั้น
1
ใช่ ในเชิงธุรกิจมันสามารถทำได้ แต่ในมุมของแฟนบอลนั้น ไม่อยากให้สโมสรตกอยู่ในมือของคนที่ไร้ Passion กับทีม
นั่นคือเหตุผลที่แฟนบอลปีศาจแดงบางคน ตัดสินใจแยกไปสร้างทีมใหม่ ชื่อ "เอฟซี ยูไนเต็ด ออฟ แมนเชสเตอร์" โดยลงทะเบียนเริ่มเล่นตั้งแต่ดิวิชั่น 10 ถ้ามีเจ้าของแบบนี้ก็แยกกันไปเลยดีกว่า
2
ขณะที่แฟนบอลส่วนใหญ่ที่ยังรักสโมสรอยู่ ตัดใจทิ้งทีมไม่ลง แต่ก็รวมตัวกันตั้งแคมเปญชื่อ "Love United Hate Glazer" เพื่อแสดงจุดยืนว่า พวกเขารักแมนฯยูไนเต็ดนะ แต่เกลียดพวกเกลเซอร์ และจะดีใจมาก ถ้าเกลเซอร์ขายทีมไปซะที
ใน 4 ปีแรกของการเทกโอเวอร์ (2005 ถึง 2009) ความโกรธเคืองใดๆ ถูกมองข้าม ด้วยความสำเร็จในสนาม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สร้างผลงานมาสเตอร์พีซ ด้วยการคว้าแชมป์ลีกติดต่อกัน 3 สมัย รวมถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2008 ด้วย ถึงตรงนี้ คนเกลียดตระกูลเกลเซอร์ยังมีเยอะ แต่พูดอะไรไม่ได้ เพราะทีมประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน
โจเอล เกลเซอร์ ได้ที ออกมาแซะแฟนๆ ว่า "ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน คุณมาเกลียดผม ทั้งๆที่สโมสรประสบความสำเร็จขนาดนี้เนี่ยนะ มันเหลือเชื่อมากจริงๆ"
1
--------------------------------
1
ถามว่า ทำไม แฟนๆ ปีศาจแดง ไม่พอใจตระกูลเกลเซอร์ เหตุผลนั้นมีหลายข้อ
1) นอกจากจะได้เงินปันผลจากสโมสรทุกปีแล้ว ตระกูลเกลเซอร์ยังสอดไส้ "ค่าบริหารงานสโมสร" ปีละ 10 ล้านปอนด์ ให้สโมสรจ่ายเข้าบัญชีของตัวเองทุกปี คือแฟนๆก็ถามว่า เฮ้ย คุณทำอะไรบ้างหรอ ที่บอกว่าบริหารเนี่ยะ อยู่ๆ แบมือรับเงิน 10 ล้านปอนด์ทุกปีก็ได้หรือ
1
2) มัลคอล์ม เกลเซอร์ ผู้มีอำนาจสูงสุดของตระกูล ไม่เคยเหยียบโอลด์ แทรฟฟอร์ดเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนเสียชีวิตในปี 2014 คือเหมือนซื้อสโมสรเอาไว้ทำธุรกิจเฉยๆ แต่แค่ความใส่ใจ สนใจ แวะเวียนเข้ามาดูการแข่งบ้างยังไม่เคย แฟนแมนฯ ยูไนเต็ดรายหนึ่งแซวว่า "พวกเกลเซอร์ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับสโมสรเราเลย ใครถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ลองคิดดูว่า ถ้าคุณไปถามบิลล์ เกตส์ เรื่องประวัติไมโครซอฟท์ แล้วบิลล์ เกตส์ตอบไม่ได้ คุณว่ามันพิลึกไหมล่ะ"
1
3) เกลเซอร์มีกลยุทธ์การหาสปอนเซอร์ แบบเจาะ Local หมายถึง ไปดีลกับแบรนด์เล็กๆทั่วโลก เช่น มันฝรั่งท้องถิ่นในมาเลเซีย หรือ ชมรมขี่ม้าในฮ่องกง นี่เป็นวิธีที่ทำเงินได้เยอะมากก็จริง แต่แฟนบอลท้องถิ่นมองว่า เป็นการลดคุณค่าของสโมสร ที่รับโฆษณาไปเรื่อยเปื่อยขนาดนั้น (แต่กลยุทธ์นี้ หลายๆสโมสรก็เลียนแบบตามแมนฯยูไนเต็ดในเวลาต่อมา เพราะการจับโฆษณาท้องถิ่น มันทำเงินได้มากจริงๆ)
1
4) ตระกูลเกลเซอร์ เลือกคนที่เก่งเรื่องหาเงินก่อนเสมอ แม้จะขาดวิสัยทัศน์ก็ตามที ตัวอย่างเช่น เอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่ทำงานด้านการเงินมาตลอดชีวิต แต่ไม่มีแบ็กกราวน์เรื่องฟุตบอลเลย ผลลัพธ์คือ วู้ดเวิร์ดเลือกซื้อนักเตะผิดพลาดตลอด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โดนเลสเตอร์ปั่นราคาจนต้องซื้อ 80 ล้านปอนด์ หรือ อเล็กซิส ซานเชซ ที่จ่ายค่าเหนื่อยมหาศาล ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าใช้การไม่ได้เลย
1
แฟนปีศาจแดงสงสัยว่า ทำไมคุณไม่เลือกคนที่ มีพื้นฐานฟุตบอลเอาไว้ก่อน แบบทีมอื่นในยุโรปบ้าง ดูอย่าง อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม พวกเขาเลือกเอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ ขึ้นเป็นซีอีโอ จนทีมสร้างคาแรคเตอร์ความเป็นอาแจ๊กซ์ออกมาได้เต็มๆ
1
หรือถ้าไม่ใช่ซีอีโอ คนที่เป็นผู้อำนวยการกีฬาก็น่าจะมีดีกรีเรื่องฟุตบอลสักหน่อย แบบที่แมนฯ ซิตี้ เลือกใช้ ซิกี้ เบกิริสไตน์ อดีตนักเตะทีมชาติสเปน หรือ เรอัล มาดริด เลือกใช้ ซานติอาโก้ โซลารี่ อดีตกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้ จอห์น เมอร์ทัฟ ที่ไม่เคยเล่นบอลอาชีพมาก่อนเลยสักนัด
2
5) เกลเซอร์ ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดเกิดหนี้สิน โดยในช่วง 7 ปีแรกที่เทกโอเวอร์ (2005-2012) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จมหาศาลมาก ได้แชมป์ลีก 4 สมัย แชมป์ยุโรป 1 สมัย แถมขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ได้ 80 ล้านปอนด์ เป็นสถิติโลก มีโฆษณาเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด
2
ตามหลักแล้ว คุณประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทีมต้องรวยมหารวย ในระดับเดียวกับพวกดัลลัส คาวบอยส์ หรือ นิวยอร์ก แยงกี้ส์แล้ว แต่ในปี 2012 ก็มีข่าวที่น่าตกใจ สวิสรัมเบิ้ล สื่อทางการเงิน ได้เปิดเผยตัวเลขว่า สโมสรที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีหนี้ 551 ล้านยูโร ขณะที่อาร์เซน่อลที่สร้างสนามใหม่แท้ๆ กลับมีหนี้แค่ 117 ล้านยูโร ขณะที่เรอัล มาดริด ที่ซื้อตัวนักเตะระดับโลกทุกปี มีหนี้ 48 ล้านยูโรเท่านั้น
2
ทำไมสโมสรประสบความสำเร็จมากมายแต่ยังมีหนี้เยอะ? คำตอบคือ ในปี 2005 ตอนที่เทกโอเวอร์ ตระกูลเกลเซอร์ไปกู้เงินจากแบงค์มา 520 ล้านปอนด์ เอามาไล่ซื้อหุ้นให้ครบ โดยใน 520 ล้านปอนด์นี้ ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 60 ล้านปอนด์ และเงินที่ต้องชำระหนี้แบงค์ เกลเซอร์จะเอาจากไหนล่ะ?
2
คำตอบคือ ก็เอากำไรของสโมสรไปจ่ายนั่นเอง คือในแต่ละปี พอหาเงินมาได้ แทนที่สโมสรจะรวยขึ้น แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปพัฒนา Facility ต่างๆ เช่นสนามซ้อม ห้องฟิตเนส ฯลฯ แต่สุดท้ายไม่มีงบ เพราะต้องเอาไปซื้อผู้เล่นใหม่ และต้องเอาไปจ่ายหนี้ของเกลเซอร์
1
จุดนี้ แฟนบอลก็ไม่พอใจว่า ทำไมสโมสรเราต้องมารับผิดชอบหนี้เงินกู้ของคุณด้วยวะ ถ้าคุณไม่เทกโอเวอร์วันนั้น สโมสรก็จะไม่ติดหนี้ และเงินมหาศาลที่ได้รับมา ก็คงเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เอาไปวางรากฐานทีมเยาวชนใหม่ สร้างคลาส ออฟ 92 ให้ได้อีกสักชุด เอาไปซื้อสตาร์ดังๆของโลก คงได้ตัวแบบสบายๆ ค่าเหนื่อยเท่าไหร่ก็จ่ายไหว รวมถึงเอาไปพัฒนาสนามซ้อมใหม่ให้มันดี เชื่อหรือไม่ ปัจจุบันสนามซ้อมแคร์ริงตัน มีคุณภาพไม่ติดท็อปไฟว์ในอังกฤษด้วยซ้ำ
2
ตั้งแต่ปี 2005 ถึงปัจจุบัน มีรายงานว่า เงินที่เกลเซอร์เอาไปจ่ายหนี้ดอกเบี้ย กับส่วนแบ่งที่ตระกูลเกลเซอร์ได้ไป มีมูลค่ารวมแล้วมากกว่า 1 พันล้านปอนด์ นั่นทำให้แฟนบอลปีศาจแดงใช้คำว่า "พวกแกขโมยเงิน 1 พันล้านของสโมสร" (Over £1 Billion stolen from MUFC)
2
6) ตระกูลเกลเซอร์ เป็นตัวตั้งตัวตี ในการเข้า Super League คือพร้อมถอนตัวจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปจัดทัวร์นาเมนต์กันเอง
1
เกลเซอร์ต้องการให้บอลยุโรป เป็นเหมือนอเมริกันเกมส์ ไม่มีตกชั้น ไม่มีเลื่อนชั้น โกยเงินกันแค่กลุ่มสโมสรใหญ่ๆ แค่นั้น
1
แน่นอน แฟนบอลจะพอใจได้ไง เพราะเจ้าของสโมสร ไม่สนใจประวัติศาสตร์อะไรเลย ถ้วยยูโรเปี้ยนคัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับแมนฯ ยูไนเต็ดมันมีตำนานมากมาย ทั้งมหัศจรรย์จอร์จ เบสต์ ในปี 1968, มิราเคิลที่คัมป์นู ในปี 1999 และ จุดโทษสุดระทึกที่มอสโก ในปี 2008
1
เจ้าของสโมสรไม่คิดมั่งหรอ ว่าถ้าถอนตัวจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านี้ จะเป็นแค่ความหลังที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาเท่านั้น คือแฟนๆ รู้นะ ว่าที่เทกโอเวอร์แมนฯยูไนเต็ดมา ก็หวังเรื่องเงินเป็นหลัก แต่ไม่คิดว่าจะกระโดดร่วมวง Super League เพื่อโกยเงินแบบนี้
นอกจากนั้นถ้ามี Super League เกิดขึ้นล่ะก็ ฟุตบอลรากหญ้าจะสูญสลาย การที่เกลเซอร์ยืนยันในไอเดียนั้น ก็แปลว่า พวกเขาไม่สนใจทีมเล็กอะไรทั้งสิ้น ไม่คิดจะรับผิดชอบต่อสังคม ขอแค่ได้เงินเยอะที่สุดเป็นใช้ได้
จากเหตุผลทั้งหมดนั้น แฟนๆ ปีศาจแดง จึงอยากขับไล่เกลเซอร์ให้ออกไปจากสโมสรเสียที แต่เกลเซอร์ ก็ไม่ยอมขาย อยู่มา 17 ปีเต็ม
คิดดูว่า เงินปันผลก็ได้สม่ำเสมอ มูลค่าสโมสรก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีประโยชน์อะไร ที่จะขายห่านที่ออกไข่เป็นทองคำล่ะ
แต่แล้ว เหตุการณ์ที่ แฟนๆ รอคอยก็มาถึง เพราะเมื่อคืนนี้ ตระกูลเกลเซอร์ประกาศแล้วว่า "ยินดีที่จะขายทีม" โดยตัวเลขที่ประเมินกัน อยู่ที่ 5 พันล้านปอนด์ (2 แสนล้านบาท)
2
ทำไมถึงมาขายตอนนี้?
มีการวิเคราะห์กันว่า ตระกูลเกลเซอร์ เหนื่อยหน่ายกับการโดนด่า และการประท้วงตลอด 17 ปี ทำอย่างไรแฟนบอลก็ไม่ยอมรับเสียที ทำไมต้องทนโดนด่าอย่างไม่รู้จบ สู้โกยเงินก้อนใหญ่ แล้วเอาไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า
แต่เหตุผลจริงๆ ที่ดูมีน้ำหนักมากกว่า คือเมื่อโปรเจ็กต์ Super League คว่ำไปแล้ว การหาเงินได้มากๆ ในคราวเดียว ก็คงไม่เกิดขึ้นอีก ก็คงได้แต่กินส่วนแบ่งกำไรไปนิดๆ หน่อยๆ แบบนี้
1
ไม่แปลกที่กลุ่มเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป ก็ประกาศขายลิเวอร์พูลเหมือนกัน คือเป็นไปได้ที่เกลเซอร์จะมองว่า การทำกำไรจากสโมสรฟุตบอลอังกฤษมันโตยากแล้ว ดังนั้นก็ขายเอาเงินตอนนี้เลยดีกว่า
1
ถ้าราคาขายจบที่ 5 พันล้านปอนด์จริงๆ นี่จะเป็นการซื้อขายทีมกีฬาที่แพงที่สุดตลอดกาลของโลกใบนี้ทันที โดยสถิติเดิมอยู่ที่ การซื้อเชลซี ของท็อดด์ โบห์ลี่ ในตัวเลข 4,250 ล้านปอนด์
1
และตัวเลข 5 พันล้านปอนด์ คงจะมีคนทำลายสถิตินี้ได้ยากมากๆ
ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ ปีศาจแดงตื่นเต้นมาก เพราะสโมสรฟุตบอลทุกแห่ง จะเติบโตไปได้อย่างถูกต้องหรือไม่ อยู่ที่ทิศทางของเจ้าของทีมนี่แหละ ว่าจะเลือกลงทุนกับอะไร
จะมองความสำเร็จในสนามเป็นหลัก หรือมองตัวเงินเป็นหลัก เจ้าของทีมแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน
สำหรับทีมปีศาจแดง ถ้าพวกเขาได้เจ้าของทีม แบบกลุ่มทุนอาบูดาบี ที่ปั้นแมนฯ ซิตี้ ล่ะก็ ได้ใครสักคนที่คิดถึงความสำเร็จก่อน คิดดูว่าทีมจะพุ่งทะยานขนาดไหน
สำหรับขั้นตอนการซื้อขาย ณ เวลานี้ อยู่ที่การหาผู้สนใจจะซื้อ การดีลกันจะไม่จบใน 1-2 เดือนนี้แน่นอน อาจลากยาวไปถึงช่วงปิดฤดูกาล
จากนี้ไป สิ่งที่แฟนๆ แมนฯ ยูไนเต็ดต้องทำ คือช่วยกันคัดกรองคน ช่วยพิจารณาว่าเจ้าของใหม่ที่จะเข้ามา จะเป็นใคร
ถ้าได้คนดีก็โชคดีไป แต่ถ้าคนใหม่ เลวร้ายยิ่งกว่าตระกูลเกลเซอร์ล่ะก็ ลูปนรกมรณะก็จะกลับมาอีกครั้ง
โฆษณา