กรณีศึกษา Hisense บริษัทรับจ้างผลิตทีวี OEM ที่ก้าวสู่การเป็น “แบรนด์ทีวีอันดับ 2 ของโลก”
ถ้าพูดถึงแบรนด์ทีวีที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ หลาย ๆ คนคงนึกถึงแบรนด์ทีวีสัญชาติเกาหลีใต้ อย่าง Samsung และ LG ที่ครองส่วนแบ่งตลาดทีวีระดับโลกมาได้อย่างยาวนาน
โดยเฉพาะ Samsung ที่นับว่าเป็นผู้ผลิตทีวี ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 มายาวนานกว่า 17 ปี ติดต่อกัน
แต่ในยุคที่จีน กลายเป็นชาติมหาอำนาจ ครอบครองทรัพยากร และต้นทุนทางด้านเทคโนโลยีของโลกไว้ อย่างมหาศาล บวกกับกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนที่เพิ่มขึ้น
ทำให้แบรนด์สัญชาติจีน เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
1
ไม่เว้นแม้แต่ตลาดทีวี ที่ในวันนี้ ผู้ผลิตทีวีสัญชาติจีน กำลังครองส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น
โดยเฉพาะ Hisense ที่ได้กลายเป็นผู้ผลิตทีวียักษ์ใหญ่ของโลก ด้วยยอดการส่งมอบทีวี มากที่สุดเป็นอันดับ 2 เอาชนะคู่แข่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติอย่าง TCL ไปได้
1
จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ของสถาบันวิจัยตลาดเอวีซี เรโว (AVC Revo) พบว่า ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม ของปีนี้ Hisense ได้ทำลายสถิติการส่งมอบทีวี จนสามารถขึ้นมาเป็นผู้ผลิตทีวีอันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ด้วยยอดการส่งมอบทีวีกว่า 19.6 ล้านเครื่อง
1
สิ่งที่น่าสนใจคือ ยอดการส่งมอบทีวีของ Hisense เติบโตขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่ตลาดทีวีโลก ต้องเผชิญกับภาวะหดตัวราว 5.3% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้
2
คำถามที่เกิดขึ้นคือ Hisense ทำอย่างไร จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตทีวีอันดับ 2 ของโลก ได้อย่างในทุกวันนี้.. ?
ก่อนอื่น ต้องย้อนกลับไปที่ประวัติของ Hisense กันก่อนว่า เป็นแบรนด์ที่มีความเก่าแก่หลายสิบปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตวิทยุ ในประเทศจีน ที่มีชื่อว่า “Qingdao No.2 Radio Factory” ตั้งแต่ปี 1969
1
ก่อนที่จะเริ่มผลิตทีวีขาวดำ ในปี 1971 โดยอาศัยความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตจากบริษัทอื่น จนกระทั่งในปี 1979 จึงสามารถออกแบบและผลิตทีวีของตัวเองได้เป็นครั้งแรก
2
- Hisense ทำอย่างไร จึงกลายเป็นผู้ผลิตทีวีอันดับ 2 ของโลก ?
1
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ Hisense กลายเป็นผู้นำในตลาดทีวีได้ คือการตัดสินใจก้าวข้ามการเป็นผู้รับจ้างผลิตทีวีแบบ OEM ให้กับแบรนด์อื่น ๆ เพียงอย่างเดียว ด้วยการเข้าสู่ตลาดทีวีระดับโลก ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง
1
ในช่วงแรกที่ Hisense เข้าสู่ตลาดทีวีระดับโลก นอกประเทศจีน แน่นอนว่า Hisense สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยใช้จุดเด่นทางด้าน “ราคา” เป็นหลัก ทำให้ทีวีของ Hisense มีราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง แม้จะมีขนาดหน้าจอเท่ากัน หรือใหญ่กว่าก็ตาม
4
สิ่งที่ทำให้ Hisense สามารถทำให้ทีวีของตัวเอง มีราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ของคู่แข่ง จนส่งผลให้ผู้บริโภคเห็นความต่างของราคา และตัดสินใจซื้อทีวีของ Hisense นั้น เป็นเพราะ Hisense เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทีวีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกนี้ ที่สามารถผลิตหน้าจอ LCD ด้วยตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น ๆ อีกทอดหนึ่ง
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น คือ ทีวีของ Sony แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่น แต่กลับใช้ชิ้นส่วนหน้าจอ จากทั้ง Samsung และ LG
แน่นอนว่า การที่ Hisense สามารถผลิตชิ้นส่วนหน้าจอ LCD ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ “ต้นทุน” การผลิตของ Hisense ต่ำกว่า และสามารถตั้งราคาขายที่ถูกกว่าได้
2
และด้วยราคาที่ถูกกว่า ในขนาดหน้าจอที่เท่ากัน ย่อมทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทีวีของ Hisense ได้ไม่ยาก..
2
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ด้านราคานี้ เป็นเพียงกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์ Hisense ติดตลาดในระยะแรกเท่านั้น เพราะในปัจจุบัน ทีวีของ Hisense ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดทีวีราคาถูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
1
อย่างในตลาดประเทศไทยเอง Hisense ก็นำทีวีระดับบน ที่มีคุณสมบัติ และคุณภาพของภาพที่ดีกว่า มาทำตลาดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เช่น ทีวีของ Hisense ที่ใช้เทคโนโลยี ULED และ Mini LED ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าทีวี LED ปกติ
1
- สร้างแบรนด์ในระดับโลก ด้วย Sport Marketing
นอกจากกลยุทธ์ด้านราคา ที่ทำให้ทีวีของ Hisense เข้าถึงผู้บริโภคที่ต้องการซื้อทีวีในราคาย่อมเยาได้แล้ว “กลยุทธ์ด้านการตลาด” ก็มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างแบรนด์ Hisense ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกเช่นกัน
1
โดย Hisense เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า “Sport Marketing” หรือการตลาดที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ เป็นอย่างมาก
1
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา Hisense เป็นแบรนด์ที่ทุ่มงบประมาณด้านการตลาด ไปกับการแข่งขันกีฬาระดับโลกมากมาย เช่น
1
- การแข่งขันฟุตบอล UEFA Champions League ในปี 2016 และปี 2020
- ทีมฟุตบอล ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
- การแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup ในปี 2018 และปี 2022
1
ซึ่งการที่ Hisense ทุ่มงบประมาณด้านการตลาด ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาระดับโลกนี้ ช่วยให้ Hisense สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ในสายตาของคนทั่วโลกได้ด้วยเช่นกัน
และแน่นอนว่า การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ย่อมส่งผลทำให้ยอดขายทีวีของ Hisense เพิ่มขึ้นโดยตรง
1
ด้วยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ ทำให้ Hisense ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตทีวี ที่มีจำนวนการส่งมอบสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก สวนทางกับสภาพตลาดทีวีโลกที่กำลังหดตัวในปีนี้
1
- ผู้ผลิตทีวีสัญชาติจีน ไม่ได้มีแค่ Hisense
อย่างไรก็ตาม แม้ Hisense จะมียอดการส่งมอบทีวี สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม ของปีนี้
แต่หากเจาะลึกไปที่ผู้ผลิตทีวี ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2021 ได้แก่
- Samsung มีส่วนแบ่งตลาด 19.8%
- LG มีส่วนแบ่งตลาด 12.8%
- TCL มีส่วนแบ่งตลาด 11.5%
- Hisense มีส่วนแบ่งตลาด 8.7%
- Xiaomi มีส่วนแบ่งตลาด 6.1%
1
นั่นหมายความว่า ในปี 2022 นี้ Hisense เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด จากคู่แข่งมาได้มากเลยทีเดียว
1
และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แบรนด์ทีวีที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก เป็นแบรนด์สัญชาติจีนไปแล้วถึง 3 แบรนด์
ด้วยแนวโน้มการเติบโตของแบรนด์จีนนี้เอง สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์จีนกำลังเร่งเครื่องขึ้นไปเบียดกับแบรนด์เกาหลีใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว..
61ถูกใจ
24แชร์
21Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      อเล็กซานเดอร์ ดูริช: ชีวิตท่ามกลางสงคราม & นักกีฬาโอลิมปิก สู่ตำนานทีมชาติสิงคโปร์ | Main Stand เราทุกคนทราบกันดีแล้วว่า ทีมชาติสิงคโปร์ ไปไม่ถึงฝั่งฝันในการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2022 หลังจากที่พวกเขาบุกพ่าย ทีมชาติมาเลเซีย ไป 4-1 ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้งในรายการต่อไป
      Louis vuitton X Yayoi kusama พาคุณเข้าสู่จักรวาลลายจุดผ่านสื่อนอกบ้าน
      The Dark Knight ควรเป็นหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Picture Steven Spielberg กล่าวว่า The Dark Knight ควรเป็นหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Picture
      9 สิ่งที่ควรทำในวันหยุด 1. ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว
      ดูทั้งหมด