"MEWNICH ระหว่างทางฝันแห่งองค์หญิง" Part 1
ทุกครั้งเวลาที่ได้ดูหนัง ซีรีส์ ละครจนจบ
เราต่างได้พบภาพของฉากปลายทาง
เป็นเวลาที่เข้าสู่บทสรุปของทุกอย่าง
บ้างก็จบลงอย่างสวยงาม บ้างก็เศร้าจับใจ
บ้างก็ทิ้งท้ายต่อให้คนดูไปคิดต่อกันเอาเอง
ในวินาทีที่บทเพลงขึ้นมาพร้อมฉากเอนเครดิต
พาใจแอบคิดว่ามันน่าจะเป็นยังไงต่อ
ฟีลแบบหนังจบ คนไม่จบง่ายๆ
เมื่อบางทีฉากมากมายที่ได้เห็นบนจอ
ก็ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นซะทีเดียว
พระนางแต่งงานกันแบบชื่นมื่น
ตัดฉากนั้นผ่านไปก็อาจใช้ชีวิตคู่กันไม่ราบรื่นก็ได้
ตัวร้ายเองก็อาจไม่ได้ร้ายมาแต่ต้น
เพียงแต่เค้าถูกสังคม ถูกบาดแผลทางใจ
หล่อหลอมให้ต้องแปรเปลี่ยน
กว่าตัวละครตัวนึงจะมีนิสัยใจคออย่างปัจจุบัน
ก็เพราะเค้านั้นเคยผ่านเหตุการณ์บางอย่าง
เคยพบเจอเรื่องราวระหว่างทางมาในเส้นทางเก่า
จนได้มีตัวตน มุมมอง แนวคิดแบบนี้ในที่สุด
จะเห็นได้ว่าในทุก “Main Stories” ต่างๆ
ล้วนมี “Side Stories” ระหว่างทางซ่อนอยู่
เป็นจุดที่อาจเกิดก่อน เกิดพร้อมกัน
หรือเกิดหลังเนื้อเรื่องหลัก
ที่ยังไม่เคยถูกหยิบยกมาเล่า
บนหน้าประวัติศาสตร์เรื่องนั้นมาก่อน
เช่นกันกับตอนที่ “มิวนิค”
องค์หญิงผู้เลอโฉมคนนึง
ซึ่งประทับอยู่ในพระราชวัง
อันรโหฐานแสนกว้างใหญ่
รายล้อมไปด้วยแสงสี สปอร์ตไลท์
มีราชรถหลายคันรอเปิดรับเธออยู่
มองทางไหนก็ดูเพียบพร้อมทุกอย่าง
จนเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางทาง
ทำเอาเราต่างพากันช็อตฟีลชุดใหญ่
เมื่อเธอขอเลือกทำตามหัวใจ
วางมงกุฎ สร้อย แหวน เครื่องประดับ
ออกเดินทางไปสัมผัสกับเส้นทางใหม่
ไปเจอฤดูใหม่แห่งอื่นที่ยังรอพบเธออยู่
ไม่มีใครรู้หรอกว่านั่นจะเป็นทางเลือกที่ใช่กว่ารึเปล่า
หากดูผิวเผิน อาจมองว่าการสละบัลลังก์
ของเธอเป็นจุดสิ้นสุดในฐานะองค์หญิง
ผู้เป็นดั่งไอดอลไปอย่างน่าเสียดาย
ทว่าจริงๆ นี่เป็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ของการเดินทางครั้งใหม่เท่านั้นเอง
โดยมีเธอเป็นไกด์คอยนำทริป
พาเราพลิกไปดูอีกหลายแง่มุม
จุดนี้เลยอยากชวนทุกคนค่อยๆ
หลับตา ปล่อยใจ แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน
บทความนี้จะพาไปสำรวจตัวตน ความฝัน
และเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้นขององค์หญิง
ทั้งในด้านของการเป็นไอดอลบนเส้นทางสาย 48
รวมถึงตัวตนอีกหลายด้านในชีวิตจริง
ซึ่งยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนเท่านี้เลย
เชื่อเหลือเกินว่าเมื่ออ่านจบแล้ว
ใครที่ไม่ได้ติดตามหรือตามอยู่ห่างๆ
ก็จะสัมผัสได้ถึงความเป็นเธอมากขึ้น
ส่วนใครที่ติดตามมาตลอดก็บอกได้แค่ว่า
“คุณจะรักเธอมากขึ้นอีกเป็นกองเลยล่ะ,,,😉👑
สรุปไทม์ไลน์เส้นทางใหม่ของ "MEWNICH"
สรุปไทม์ไลน์เส้นทางใหม่ของ #Mewnich
ปี 64
- 5 ธ.ค: สเตจแกรดแห่งความทรงจำ
นับเป็นอีเว้นท์ที่เรียกได้ว่าน้ำตาท่วมสเตจกันสุดๆ
ทั้งกับมิวนิคและผองเพื่อนรุ่น 2 เอง
และบรรดาแฟนคลับอย่างพวกเรา
ทั้งคนที่เฝ้าดูติดขอบเวทีและหน้าจอ
ความรู้สึกแทบจะท่วมท้นไม่ต่างกันเลย
ซึ่งองค์หญิงได้จรดปากกาเขียนความในใจ
ถึงทุกคนที่เธอรักและร่วมทางกันเสมอมา
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีบนเส้นทางสาย 48 นี้
สเตจแกรดของมิวนิค ท่ามกลางบรรยากาศน้ำตาท่วมเวที
“ถึงทุกคนที่หนูรักนะคะ
ที่ต้องเขียนจดหมายนี้ขึ้นมา
เพราะกลัวร้องไห้แล้วพูดไม่รู้เรื่อง และก็เป็นงั้นจริงด้วย
พอวันนี้มาถึงจริงๆ ก็ใจหายไม่น้อยเลย
มันเป็นช่วงเวลา 3 ปีที่ผูกพันกับทุกคนมาก
หนูว่าหนูได้ใช้เวลากับเมมเบอร์
มากกว่าน้องสาวหนูซะอีก
การที่หนูตัดสินใจประกาศจบการศึกษา
ไม่ใช่เพราะว่าหนูไม่รักที่จะอยู่ตรงนี้
แต่ว่าหนูอยากให้ตัวเองมีแต่ความทรงจำที่ดีเก็บไว้ตลอดไป
ช่วงเวลาที่ได้ใช้กับทุกคนมันพิเศษมากจริงๆ ค่ะ
.
.
หนูอยากจะขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจมาออดิชั่น
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรอีก
การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ #BNK48
ทำให้หนูเติบโตขึ้นมากๆ จากที่
หนูไม่เคยกล้าแม้แต่จะออกไปซื้อของเอง
จนทำให้หนูสามารถเดินทางไปนู่นไปนี่ได้ด้วยตัวเอง
มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
สำหรับหนูคือการได้เจอเมมเบอร์ทุกๆ คน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในช่วงชีวิตหนู
และทำให้สเตจในวันนี้เป็นสเตจที่ดีที่สุดในชีวิตหนูเลย
.
.
ขอบคุณเพลง "ฤดูใหม่" และรุ่น 2 ทุกคน
ที่ต่อให้ 10 ปีผ่านไปก็คงไม่มีทางลืมท่าเต้นเพลงนี้แน่นอน
ขอบคุณผู้บริหารทุกท่านที่ให้โอกาสหนูมากมาย
ขอบคุณครอบครัวที่ไม่ว่าหนูจะเลือกเดินเส้นทางไหน
ทุกคนก็พร้อมที่จะคอยซัพพอร์ตตลอด
ทั้งตอนที่หนูเลือกจะสมัครและตอนประกาศจบการศึกษา
และก็ฟ้อนด์กับแบมบู เป็น 2 คนที่
หนูรู้สึกว่าบอกลายากที่สุดแล้ว
แต่บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่การบอกลา
มันคือการบอกลาสำหรับการเป็นเมมเบอร์เท่านั้น
เพราะไม่ว่ายังไงมิตรภาพพวกเราก็จะไม่หายไปแน่นอน
ขอบคุณที่เป็น Comfort Zone ให้กันตลอด
ขอบคุณที่ไม่มีอะไรมาทำลายความสัมพันธ์ของเราได้
ถึงแม้ว่าเราจะต้องแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา
ขอให้เราเป็น "MBF" แบบนี้ตลอดไป รักมากๆ
.
.
และสุดท้ายขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่อยู่ข้างๆ กันมาตลอด
ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน
ต่อจากนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ
ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายในสเตจนี้แล้ว
หนู...รู้สึกว่าการบอกลาเป็นเรื่องที่ยากมากๆ
แต่มันก็เป็นแค่จุดสิ้นสุดของบทนี้เท่านั้น
ยังมีบทใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้มากมาย
ต่อจากนี้ก็ฝากเป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะค้าา” – มิวนิค
ภาพขององค์หญิงที่กำลังปลดรูปหน้าเธียเตอร์
พร้อมส่งยิ้มโบกมือลาทุกคนในวันนั้น
ยังคงตราตรึงมาถึงทุกวันนี้
ใจนึงก็เศร้าอีกใจก็ยินดีที่เราได้เห็นเธอ
กลับมาสดใส แววตาเปล่งประกายอีกครั้ง
ดูโล่งใจ เปี่ยมด้วยพลัง พร้อมก้าวไปต่อ
อย่างที่เคยบอกว่าไม่ได้ไปไหน
แค่ไปโบยบินในเส้นทางใหม่แค่นั้นเอง,,,
—----------
ปี 65
4 ก.พ.
ประเดิมช่อง Youtube ตอนแรก
และแล้วมิวนิคก็ได้ทำหนึ่งในความฝันของเธอ
ให้เป็นจริงขึ้นมาอย่างที่เคยบอกไว้
ตั้งแต่สมัยยังอยู่ในวง
นั่นคือการทำช่อง Youtube ของตัวเอง
ประเดิมตอนแรกโดยยังใช้ชื่อ “Mewnich” ตรงตัวไปก่อน
เพราะยังคิดชื่อช่องไม่ออก ยังเปิดกว้าง
ให้แฟนคลับเสนอชื่อกันมาได้อยู่
ซึ่งเธอเริ่มด้วยการพาพวกเรา
นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปยัง
สเตจแกรดวันนั้นอีกครั้ง
ไปดู Side Stories เบื้องหลังของงาน
ที่ยังไม่เคยบอกใครที่ไหนมาก่อน
ทั้งความรู้สึกที่ได้กลับมาสวมชุดฤดูใหม่อีกครั้ง
การฟิตซ้อมอย่างหนักหน่วงสุดพลัง
เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุดสำหรับแฟนๆ
ยิ่งได้เห็นรุ่น 2 ทุกคนต่างพากัน
หาเวลากลับมาฟิตซ้อมเพลงฤดูใหม่เพื่อเธอ
ทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อส่งเธออย่างดีที่สุด
จนเธอเองยังบอกเพื่อนๆ เต้นแรงมาก
เสมือนเป็นสเตจวันเกิดของทุกคนเอง55+
ทุกความทรงจำที่ร้อยเรียงผ่านทุกบทเพลง
ล้วนเต็มไปด้วยความหมายมากมายจริงๆ
โดยเฉพาะ “Sakura no Hanabiratachi”
ที่มิวนิคถึงกับตื้นตันจนร้องเพลงไม่ออก
ยิ่งฟ้อนด์และแบมบูเข้ามา น้ำตายิ่งเอ่อล้นทะลัก
จนเจ้าแบ๊มต้องช่วยเช็ด เคยดูแลกันมายังไง
ก็ยังรักและใส่ใจกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
รวมถึงการพาไปชมภาพน่ารักๆ หลังเวที
ของเธอและพี่น้องในวงที่ทุกคนต่างพากัน
โอบกอด อวยพร ถ่ายรูปกับ
องค์หญิงสุดที่รักของพวกเค้า
ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกประทับใจเหมือนได้เข้าไปอยู่
ในพื้นที่ตรงนั้นกับพวกเธอเลยจริงๆ
บางทีอาจไม่ใช่ความทรงจำและคำอำลา
แต่เป็นการบอกว่าเราจะพบกันใหม่ในอีกเส้นทาง,,,
22 ก.พ.
เริ่มธุรกิจ “MBF: Made By Friends”
อีกความฝันที่มิวนิคเคยพูดมาตลอดคือ
อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองให้ได้
โดยที่ผ่านมาเธอได้ชิมลางมาแล้ว
จากการทำโปรเจกต์ธุรกิจเล็กๆ ในครอบครัว
ทั้งการขายเทียนหอม, สเปรย์แอลกอฮอล์
ที่แปะรูปน่ารักๆ ของเธอลงไป
มีหลายกลิ่นให้เลือกด้วยกัน
ลองใช้แล้วหอม เนื้อบางเบาดีเลยครับ
ยังเสียดายไม่หายที่ซื้อมาแค่ไม่กี่ชุด
ซึ่งในไอจี MBF ที่ว่านี้ก็ตรงตัวตามชื่อเลย
ว่าเป็นร้านที่มิวนิคทำร่วมกับแบมบูและฟ้อนด์
สองเพื่อนซี้ร่วมแก๊งที่เข้าขารู้ใจกันมานาน
ช่วยกันทำสินค้าน่ารักๆ ออกมาขายมากมาย
ทั้งเสื้อ, หมวก, ถุงผ้า
รวมถึงป๊อบคอร์นโฮมเมดร้านแบ๊ม
เรียกได้ว่าแก๊งนี้เค้ารักกันดีจริงๆ
ช่วยกันโปรโมท ช่วยกันขายของไปมา
แพนเค้กรุ่น 3 ก็ใส่เสื้อ MBFด้วยย
ล่าสุดก็ได้เห็นน้อง #PancakeBNK48 รุ่น 3
ใส่เสื้อ MBF ตัวสีขาวไปในงานด้วย
เสมือนว่าแก๊งนี้ไม่เคยหายไปจากวง
เพราะยังอยู่เสมอ อยู่ในใจเมมเบอร์
และพวกเราทุกคน
12 มี.ค.
จัดแฟนมีตครั้งแรก
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตลบอบอวล
ไปด้วยมวลความรักความอบอุ่น
ของบรรดาแฟนคลับที่ต่างพร้อมใจกัน
มาสร้างโมเม้นต์ดีๆ
ร่วมกับองค์หญิงที่พวกเค้ารัก
วันที่เธอมากับเดรสสีชมพูอ่อนหวาน
ติดโบว์เป็นริ้วพลิ้วไหวอยู่หลังผม
ดูแล้วน่ารักน่าทะนุถนอมเหลือเกิน
มองอิริยาบถไหนก็เพลินตา
จุดนี้เลยอยากพาทุกคนไปสัมผัส
ความรู้สึกของเพจพาร์ทเนอร์
เพื่อนร่วมทางของผม
หนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ร่วมงานวันนั้น
“ตอนที่ได้ข้อความตอบกลับมาว่า มีสิทธิ์ได้ร่วมงานแฟนมีทของน้องมิวนิค ต้องบอกว่า ผมเฮลั่นบ้านเลย แต่ก็มีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยว่า “มิวนิค นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล” จะเป็นคนเดียวกับ #MewnichBNK48 หรือไม่? เพราะน้องก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของไอดอลแล้ว และกลับไปใช้ชีวิตแบบนางสาวนันท์นภัสธรรมดา ถ้าน้องมีบุคลิกที่ไม่น่ารักสดใสเหมือนตอนอยู่ในวง คงทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่คงไม่เป็นแบบนั้นมั้ง”
“เพราะหลังจากน้องมิวนิคปรากฏตัวในงาน สิ่งที่ผมกังวลใจก็เลือนหายไปในทันใด น้องพูดเก่งเหมือนเดิม ออกแนวเฮฮา กล้าพูดอะไรที่มันตรงๆ ตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเองกว่าเดิมด้วยซ้ำ ที่ประทับใจมากที่สุด คือ น้องให้เกียรติแฟนคลับทุกคนมาก เวลาที่เล่นเกมร่วมสนุกกัน น้องจะหยิบของรางวัลที่เตรียมมาด้วยตัวเองแล้วเดินไปส่งให้แฟนคลับถึงที่ด้วยมือตัวเองเท่านั้น
นั่นแสดงให้เห็นว่า น้องยังคงเป็นองค์หญิงของทุกคนอยู่เสมอ ขอบคุณที่ส่งต้นพลูด่างให้พี่กับมือนะ ตอนนี้มันโตขึ้นมาก สัญญาว่า จะเลี้ยงดูให้ดีที่สุดเลย” - คุณอั้ม เจ้าของเพจ Fight for Your Dream BNK48 (ขอบคุณมากๆ นะครับที่มาร่วมพูดคุยกันในบทความนี้ ได้ร่วมงานกันใน Side Project อีกครั้ง 😊)
18 พ.ค.
ตะลุยทริป USA
เปิดประสบการณ์ Work & Travel
นับเป็นการเดินทางที่มิวนิคเอง
ก็ไม่เคยคิดฝันมาก่อน
แต่เมื่อโอกาสมาถึง ด้วยความที่เป็นคน
กล้าลอง กล้าลุย มีหรือที่เธอจะไม่ทำซักตั้ง
โดยจุดเริ่มต้นมาจากการที่มิวนิค
ได้รับข้อความจาก “เฟรม”
เพื่อนซี้ร่วมแก๊งที่ มศว
ว่ารู้จักโครงการ Work & Travel น้า
ดูน่าสนใจดีเลยมาป้ายยา “แบม” เพื่อนอีกคน
ก่อนจะมาบอกกันในไลน์กลุ่มอีกที
มิวนิคที่รู้ตัวว่ากำลังจะแกรดจาก BNK48 ในตอนนั้น
เลยมองว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เธอจะได้
ออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่จริงๆ
เพราะเริ่มมีเวลาว่างขึ้นและชอบไปเมืองนอกมากๆ
ว่าแล้วก็ดำเนินการสมัครทันใดในวันที่ 19 มิ.ย. 64
เตรียมการล่วงหน้ากันเป็นปีเลยล่ะ
เจออุปสรรคตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียม
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมืองที่จะไปอยู่
รวมถึงงานที่อยากจะไปทำที่นั่น
เลือกกันอยู่นานเปลี่ยนตัวเลือกมาถึง 4 เมืองด้วยกัน!!
ตั้งแต่ Tennessee, Missouri, New Jersey
จนมาจบที่ Florida แบบ
เหลือเวลาอีก 4 เดือนต้องไปแล้ว
เป็นตัวเลือกที่มิวนิคถึงกับชวนเพื่อนๆ
ให้รีบสรุป ตกลงเลือกกันไปเลย
เพราะถ้าพลาดทัวร์นี้ไปก็อาจพลาดเลย
โทรสรุปรู้รายละเอียดกันในคืนเดียว
เป็นทริปที่พวกเธอหาบ้านกันเองหมด
ติดต่อเอเจนซี่ด้วยตัวเองทั้งหมด
ทุกอย่างเสร็จครบจบในวันที่ 22 เม.ย.65
จองตั๋ว 1 พ.ค.65 แบบใกล้วันเดินทางสุดๆ
ด้วยความที่ต้องเช็กตารางสอบที่ ม. อีก
ก่อนจะออกเดินทางในวันที่ 18 พ.ค.65 แบบระทึกสุด
เกือบตกเครื่องเพราะเที่ยวบินก่อนหน้าเกิดดีเลย์
ยังดีที่รอดทันเวลา บินกันจุกๆ 25 ชม.
ได้เวลาเริ่มต้นการผจญภัยไปกับ
“มิว-แบม-เฟรม” แก๊ง MBF แห่ง USA
ประเดิมงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ
ที่ร้าน Golden Corral เมือง Fort Walton Beach
ตลอดระยะเวลาทริป 4 เดือน
(ทำงาน 3 เดือน เที่ยวอีก 1)
โดยพวกเธอไม่รู้เลยว่าทริปที่จับพลัดจับผลู
มาด้วยกันแบบวุ่นๆ ครั้งนี้ จะนำพาอะไรมาให้บ้าง
บนเส้นทางใหม่ที่ค่อนข้างท้าทายสุดๆ
ซึ่งเราจะมาขยายความกันต่อในเนื้อหาบทความ
กับเรื่องราวหลายอย่างที่ไม่เคยบอกผ่านสื่อมาก่อน
11-16 ส.ค.
แวะเที่ยวเกาหลี (ถึงไทย 16 ส.ค.)
เริ่มทริปที่ไหนก็ได้จบที่นั่น
จากขามาที่ต้องลงสนามบินอินชอน กรุงโซล
แล้วไปต่อเครื่องที่แอตแลนต้า 267
ต้องอยู่บนเครื่องอีก 11 ชม. 55 นาทีด้วยกัน
จบที่ขากลับคราวนี้ได้แวะเที่ยวกันเน้นๆ 5 วัน
ใส่ชุดฮันบกเป็นสาวเกาหลีเกาใจ
น่ารักจนอยากพูดว่าซารังเฮดังๆ
12-15 ต.ค.
จัดทริป “Polay Tour” (สิงคโปร์+มาเลเซีย)
โปรเจกต์จบของมหาวิทยาลัย
ที่งานนี้องค์หญิงได้แวะมากระซิบบอก
แฟนคลับใน LINE Open Chat เป็นที่แรก
ว่ากำลังจะมีทริปสุด Exclusive สุดๆ
กับโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้เป็นลูกทัวร์
และเพื่อนร่วมทางไปกับเธอแบบเน้นๆ
จำได้ว่าวันนั้นแชทแทบแตก
แม้จะเป็นทริปที่จัดช่วงวันธรรมดา
ก็ไม่อาจต้านทานความรักที่แฟนคลับ
มีให้กับเธอได้เลย เมื่อทุกคนต่าง
พร้อมใจกดบัตรกันรัวๆ
ไม่นานนักก็ Sold Out ขายหมด
เกิดเป็นทริปน่ารักๆ ระหว่างองค์หญิง
และแฟนคลับที่ออกลุยเส้นทางใหม่ไปกับเธอ
แน่นอนว่าเราจะมาเล่าเพิ่มเติมกันในเนื้อหาหลักอีกที
30 ต.ค.
“ฤดูใหม่” ที่หวนคืน!
กลับมาเซอร์ไพรส์ในงาน
“BNK48 & CGM48 Request Hour 2022”
จากที่มีกระแสเรียกร้องถึงเพลงนี้กันเข้ามามาก
ให้ได้ติด 1 ใน 25 เพลงที่ขึ้นโชว์
บวกกับคืนก่อนหน้าที่มิวนิค
ได้แอบสปอยล์ไว้กับแฟนคลับใน Open Chat
ผ่านเสียงหวานๆ ว่าพรุ่งนี้เจอกันนะค้าา
แต่ก็ยังหยอดให้ตื่นเต้นหน่อยๆ
ประมาณว่าเอ…จะได้เต้นมั้ยน้า
ก็ยังทำให้มีหวังปนลุ้นหน่อยว่าจะมาจริงมั้ย ><
และแล้วเธอก็ได้กลับมาจริงๆ
กลับมาสวมชุดเซ็มบัตสึ
เป็นเซ็นเตอร์เพลงฤดูใหม่อีกครั้ง
นำทัพพี่น้องรุ่น 2 ขึ้นโชว์แบบเต็มพิกัด
เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่น Union Hall กว่า 80 ริกเตอร์
เกิดเป็นหนึ่งใน Best Moments ของงานนี้เลยก็ว่าได้
"มิวนิค" ได้กลับมาขึ้นโชว์เพลง "ฤดูใหม่" อีกครั้ง นับเป็นหนึ่งในที่สุดของโมเม้นต์งาน
โดยหลังนั้นในวันถัดไป มิวนิคก็ได้มาไลฟ์
อัปเดตความรู้สึกหลังงานว่า
ไม่ได้ปวดตัวเท่าไหร่เพราะเต้นเพลงเดียว
ในระหว่างโชว์ก็ยังเจ็บข้อเท้าอยู่
ต้องขึ้นโชว์แบบใส่ซัพพอร์ตไว้
พยายามประคองสุดๆ
เพื่อจะเตรียมไปหาหมอจริงจังอีกที
งานนี้ได้ทั้งกลับมาเจอพี่น้องรุ่น 2
ได้กลับมากอดพี่ปัญอีกครั้ง
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครจะฟินกว่ากันนะคู่นี้
เค้าคลั่งรักกันไปมา นึกถึงเพลง “Bayern Cookie”
ที่ปัญเคยแต่งให้มิวนิคทีไร ก็แอบเขินแทนทุกที
หวานหยดซะเหลือเกิน ยังกะแต่งให้แฟน ><
รวมถึงโมเม้นต์น่ารักๆ ที่น้องๆ รุ่น 3-4
ต่างพากันมาถ่ายรูปกับพี่มิวนิค
เขินกันไปคนละกรุบสองกรุบ
ส่วนกับฟ้อนด์นี่ตัวติดกันเป็น
คู่รักยมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
จนพี่ๆ AR ชุดใหม่ถึงกับทักว่า
คู่นี้ไปไหนไปกันตลอด
ยิ่งได้ดูคลิปเบื้องหลังงานนี้ใน Up To Mew
ยิ่งเห็นชัดเลยว่าตัวติดกันฝุดๆ
ถ้ามีมิวนิคจะมีฟ้อนด์ ถ้ามีฟ้อนด์จะมีมิวนิค
แม้แต่หนัง #TheCheeseSisters
ตัวละครที่ฟ้อนด์เล่นยังชื่อมิวเลย
คู่นี้ไม่เคยหนีห่างกันไปไหนจริงๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบตราตรึงใจ
ทั้งกับเธอ กับพี่น้องเมมเบอร์และแฟนคลับ
เสมือนบางสิ่งบางอย่างก็ไม่เคยหายไป
จากลิ้นชักแห่งความทรงจำของพวกเรา
อย่างที่เจนนิษฐ์ได้บอกว่ารู้สึกเหมือน
มิวนิคยังอยู่ตรงนี้เสมอ
เหมือนไม่เคยออกจากวงเลย
“ก่อนงานตื่นเต้นมากเลยค่ะ พูดกับฟ้อนด์ตลอดเลยว่าหัวใจมันเต้นตึกๆๆ เหมือนจะหลุดออกมาเลย เห็นเวทีแล้วมันแบบ ฮืกกกอื้มมมม มันรู้สึกบอกไม่ถูกเลยอ่า ใช่ทุกคนหนูก็คิดนะคะถ้ายังอยู่ในวง แล้วมี Request Hour ก็คงบอกทุกคนว่าอยากได้เพลงฤดูใหม่กับหัวใจตึกตัก แต่เพลงหลังลืมท่าหมดแล้วนะ55+
วันนี้เป็นวันที่ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึก ไม่ได้ยินเสียงเชียร์กึกก้องแบบนี้มานานมากกก คือตอนวิ่งออกไปใจเต้นตุบๆๆ ไม่ใช่ไรนะคะ กลัวสะดุดล้มหน้าเวที มีบันไดสองขั้น เพราะตอนซ้อมออกผิดคิวไปแล้วและเป็นคนนำด้วย แต่ใดๆ ดีใจที่ได้กลับมาเต้นฤดูใหม่นะคะ ขอบคุณ Feedback จากทุกคนเลย เป็นอะไรที่ดีมาก ใจฟูมากก ขอบคุณทุกคนที่ต้อนรับหนูกลับมาอย่างอบอุ่นนะค้าา ขอฝากเนื้อฝากตัวมิวนิคเองและฝากรุ่น 2 ทุกคนไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ ขอบคุณค่าา” - #mew_mn
4 พ.ย.
ร่วมงานงานเปิดตัวซีรีส์
“Finding the Rainbow: สุดท้าย…ที่ปลายรุ้ง”
ที่โซนอีเดน 1 ห้าง Central World
โดยงานนี้เธอมาในเดรสสีดำสวยพราวเสน่ห์
สำหรับแฟนคลับที่ตามไปงานนี้
ผมเห็นแล้วบอกเลยว่าอิจฉาฝุดๆ
เพราะน้องแจก 2-shot รัวๆ
รูปของพี่ๆ เพื่อนๆ แต่ละคนนี่คือ
ใกล้ชิด อบอุ่นหัวใจไปอีกกก
ซึ่งซีรีส์นี้จะเป็นแนวโรแมนติก-ดราม่า
ผ่านเรื่องราวที่เป็นมากกว่าความรัก
สอดแทรกทั้งประเด็นเศรษฐกิจ
รวมถึงประวัติศาสตร์สำคัญของโลกและไทย
ที่มิวนิคจะได้รับบท “ฝ้ายฟู”
ร่วมงานเคียงข้างเหล่า
นักแสดงชื่อดังอีกหลายท่าน
ทั้งพี่นิชคุณ, พี่ออม สุชาร์, พี่ก็อต อิทธิพัทธ์
มีให้รับชมกันแล้วที่ Viu (วิว )Original
17 ธ.ค.
จัดงานแฟนมีตสุด Exclusive
โดยงานนี้องค์หญิงได้มาสปอยล์ความพิเศษไปบ้างแล้วว่า
จะจัดแค่ 25ที่นั่งเท่านั้น!!
เรียกได้ว่าพิเศษแบบใกล้ชิดกันสุดๆ
พร้อม Photo Book ที่จะมีแจกสำหรับงานนี้งานเดียว
ในบรรยากาศปาร์ตี้ธีมคริสมาสต์
ณ Cherie Café งามวงศ์วาน
กับงานที่บรรดาองครักษ์น้อยใหญ่
ต่างพร้อมใจกันกดบัตรรัวๆ
จนสร้างปรากฏการณ์ “SOLD OUT”
ขายหมดใน 3 นาที!!
ทุกคนรักองค์หญิงของพวกเค้าแค่ไหน
ตรงนี้คงได้คำตอบชัดที่สุดแล้ว
ซึ่งเธอได้มาไลฟ์อัปเดตในวันที่ 22 พ.ย. ว่า
ในงานจะมีกิจกรรมจับฉลากของขวัญกันด้วย
ใครที่กดบัตรได้อย่าลืมใส่ชุดธีมคริสมาสต์สนุกๆ
และเตรียมของกันไปด้วยงบไม่เกิน 2,000 บาทน้าา
อะไรก็ได้ ไม่อยากให้เป็นของแพงมาก
25 ธ.ค.
สำหรับใครที่พลาดงานมีตแบบออนไซต์ไป
ก็ยังมาพบปะพูดคุยกับเธอผ่าน Zoom กันได้
ใน “Mewnich Christmas Fanmeet Online” นะครับ
เปิดขายบัตร 27 พ.ย.
ราคาบัตร 1,500 บาท หนึ่งคนต่อหนึ่งใบ
ไปกดซื้อกันได้ใน LINE Shop
รับแค่ 25 คนเช่นเคย
เรียกได้ว่าพิเศษสุดๆ ไม่ต่างกัน!!
โดยกิจกรรมจะมีขึ้นในเวลา 13.00-13.45 น.
ปี 66
ม.ค. ปฏิทินที่มาพร้อมสุด Exclusive รอได้เลย
ม.ค.- มี.ค. (ประมาณช่วงไตรมาสแรกของปี)
ออนแอร์ซีรีส์ “ภารกิจ(ลับ)ฉบับแฟนด้อม"
เปิดกล้องถ่ายทำ พร้อมนำ
ทีมบวงสรวงกันไปเป็นที่เรียบร้อย
โดยตอนนี้ (พ.ย.65) กำลังอยู่ในช่วงถ่ายรัวๆ
ทำเอามิวนิคถึงกับบอกว่าเหนื่อยล้าพอควร
แต่ก็ยังมีสิ่งดีๆ คอยฮีลร่างฮีลใจไว้
นั่นคือ “Food Support” จากบรรดาแฟนคลับ
ที่เปรียบเสมือนไอค่อนประจำกองถ่าย
ขนมาทั้งอาหารอร่อยๆ
และปริมาณความรักไม่น้อย
คอยดูแลเธอและพี่น้องนักแสดง
ให้มีพลังไปต่อในทุกคิวทุกซีน
"Food Support" ด้วยรักจากแฟนคลับ
“สิ่งที่ทำให้หนูมีความสุขที่สุดในช่วงนี้คืออะไร?
Food Support ค่ะ55+
มันเป็นกำลังใจที่ดีจริงๆ นะทุกคน
แบบถ่ายงานมาเหนื่อยๆ แล้วได้เห็น
ฟู้ดซัพฯ ยาดมซัพฯ แล้วมันเจี้ยม(เยี่ยม)ค่ะ!”
สำหรับซีรีส์ที่มิวนิคได้รับโจทย์ความท้าทายครั้งใหม่
กับบทบาท “แพทตี้” เด็กสาวหัวใจแฟนคลับ
ที่งานนี้เธอถึงกับลงทุนสวมบทบาท
เป็นแฟนคลับในชีวิตจริงด้วย
และได้บอกในไลฟ์ไอจี (22 พ.ย.65) ไว้ว่า
บทนี้คือบทที่ “ยากที่สุด” ตั้งแต่เคยเล่นมา
ซึ่งผมได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญสุดพิเศษท่านนึง
ที่มาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมิวนิคไว้ในบทความนี้เช่นกัน
รอติดตามอ่านข้างในบทความเต็มนะครับ
มี.ค.
- แฟนมีตเดือนเกิดที่เชื่อว่ามิวนิคจะจัดเต็มไม่แพ้ครั้งก่อนๆ แน่นอนอย่างที่เล่าไปว่าครั้งนี้สเกลงานใหญ่กว่า มีโอกาสกดบัตรได้มากกว่า สำหรับใครที่พลาดงาน ธ.ค. ไปยังมีโอกาส หรือใครที่ไปมาแล้วก็มาร่วมอวยพร ส่งความรักและกำลังใจให้เธอได้อีก ซึ่งมิวนิคได้บอกในไลฟ์ IG เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมาว่างานนี้น่าจะไม่จำกัดที่นั่งแล้ว มาร่วมพบปะสังสรรค์กันได้เต็มที่เลย และเมื่อพูดถึงเดือนเกิดก็ต้องนึกถึง “เสื้อวันเกิด” มาเป็นของคู่กัน ก็เตรียมออมเงินรอไว้ได้เลย เพราะเธอออกแบบไว้เรียบร้อยแล้ว
ม.ค.-เม.ย.
- ฝึกงานที่ “ชิลไปไหน” ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์ส่งท้ายก่อนเรียนจบจริงๆ ในเดือน เม.ย.
ธ.ค.
- รับปริญญาอย่างเป็นทางการ กาปฏิทินรอแล้วน้าองค์หญิงงงง >< 🎓👩‍🎓
บทที่ 1: Good Mewning
รีวิวชีวิตช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งเธอเคยแชร์เคล็ดลับในการใช้ชีวิตไว้ในช่อง “Up To Mew” เอาไว้ว่าเมื่อก่อนช่วงแรกที่เข้าปี 1 เป็นช่วงที่ทฤหดที่สุดเลย เพราะยังอยู่ใน BNK48 / มีคอนรุ่น 2 / มีถ่ายซีรีส์ Underclass แต่ส่วนใหญ่มันก็ผ่านไปได้ทุกครั้ง แค่จะเหนื่อยหน่อย ถ้าไม่มีงานจะตื่นกี่โมงก็ได้ ไปเรียนบ่ายชิลๆ พอมีงานแล้วมันจะเช้าขึ้น เลยต้องวางแผนดีๆ เพราะทุกอย่างมันจะกระชั้นขึ้น
แต่ทุกอย่างมันก็ถือเป็นสีสันชีวิต เพราะชินกับชีวิตแบบนี้ไปแล้ว ช่วงไหนไม่มีงาน เนิบๆ ไปก็จะรู้สึกเรียนอย่างเดียวเลยเหรอมันน่าเบื่อจัง อยากทำงาน ทำให้เห็นว่ามิวนิคเป็นคนที่สนุกกับทุกบทบาท ทุกช่วงเวลาในชีวิตจริงๆ คอยเติมแต่ง แต้มสีสันให้มีอะไรทำเสมอ เหมือนเวลาที่มีกิจกรรม เธอก็มักจะบอกว่าเหนื่อยแต่สนุก
ทำเอาคนที่อายุมากกว่าเธอถึงรอบนึงอย่างผม ฟังแล้วยังรู้สึกทึ่งในความเป็นคนคิดบวก เหมือนหัวใจที่มันอ่อนล้าได้ถูกพลังบวกของเธอสาดส่องให้กลับมามีไฟลุกโชนอีกครั้งนึงและแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง
สำหรับโปรเจกต์บทความนี้ที่ผมได้ใช้เวลา
เตรียมการมานานหลายเดือนด้วยกัน
จากตอนแรกที่ได้คิวสัมภาษณ์มิวนิค
เมื่อเดือนต้น พ.ค. ที่ผ่านมา
แต่อดใจรออีกหน่อย
เพื่อให้เธอได้โฟกัสกับการเตรียมตัว
ไปทริปอเมริกาอย่างเต็มที่และเพื่อให้
บทความนี้มีเรื่องเล่าเต็มคาราเบลมากขึ้น
ระยะเวลากว่า 3-4 เดือนที่คอยเก็บข้อมูล
เสมือนเด็กกำลังเตรียมสอบเข้ามหาลัยนั้น
เอาจริงๆ แทบจะรู้สึกเหมือนไม่กี่วันเลย
เพราะรู้ตัวอีกทีองค์หญิงก็บินผ่าน
น่านฟ้าเมืองลุงแซมและเมืองกิมจิ
เสด็จกลับบ้านเรามาได้ซักพักแล้ว
เลยบอกตัวเองว่างานนี้ไม่ว่าระหว่างทาง
จะเตรียมตัวมาได้มากพอรึเปล่าไม่สำคัญ
ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้แค่นั้นพอ
พร้อมกับได้แต่หวังว่าทุกอย่างที่เก็งข้อสอบมา
จะให้คำตอบที่ช่วยถามแทนใจคนอ่านได้ดีไม่มากก็น้อย
ทั้งหมดนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยนะครับ
บทสนทนาของผมกับมิวนิค
เกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันเสาร์ เคล้าแสงแดด
สายลม ผสมผสานกับเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ
ในบรรยากาศร้านกาแฟน่ารักๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ
เธอมาในชุดฟ้าครามสลับขาวตามธีมที่ขอไว้
ค่อยๆ เดินย่างกราย พร้อมประกายออร่า
ที่เปล่งออกมาแบบไม่รู้ตัว เห็นมาแต่ไกล
ถ้ามีไนติงเกลบินอยู่ใกล้ๆ ก็เชื่อว่า
คงเก็บปีกลงเพื่อหยุดมองเธอ
แมลงน้อยใหญ่ตามพื้นหญ้า
หรือปลาที่กำลังแหวกว่ายในน้ำ
ก็คงพร้อมใจกันหยุดมอง
หลากหลายเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้
กำลังจะถูกเฉลยกันในบทความนี้
มาดื่มด่ำไปด้วยกันนะครับ,,,
.
.
.
ช่วงที่ผ่านมานี้เป็นยังไงบ้างครับ?
มิวนิค: ช่วงที่ผ่านมาก็ดีค่ะ ค่อยๆ เปลี่ยนไป แตกต่างไปจากตอนอยู่ในวง BNK48 ก็เป็น “มิวนิคที่โตขึ้น”
ทำอะไรมาบ้าง เล่าคร่าวๆ
มิวนิค: เยอะมากค่ะ ถ้าล่าสุดที่ไปมาก็ทริป “มาเลเซีย-สิงคโปร์” ค่ะ ซึ่งเป็น Thesis จบของทางมหาวิทยาลัยสำหรับเด็กปี 4 นอกนั้นก็ได้มีการ Workshop และเริ่มถ่ายซีรีส์ “ภารกิจ(ลับ)ฉบับแฟนด้อม” แล้ว (ยิ้ม) และก็มีได้เป็นแขกรับเชิญไปร่วมงาน Netflix ด้วยค่ะ
(*บทความสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา)
รีวิวชีวิตชีวิตปี 4 เล่าให้ฟังหน่อย
มิวนิค: สำหรับหนูมันเร็วมากเลยค่ะเพราะว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมันก็ไม่ได้ไปเรียนเยอะขนาดนั้น แต่ถามว่าเหนื่อยมั้ย เหนื่อยมาก มันก็ค่อนข้างยากนะ เพราะคณะที่หนูเรียนเค้ามีภาคปฏิบัติค่อนข้างเยอะ เลยต้องแบ่งเวลาให้ดีมากๆ เรียนไม่เยอะ วิชาไม่เยอะ เน้นเป็นงานใหญ่ซะมากกว่า
มีทั้งสัมมนา ออกทริป ตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวไปฝึกงานที่บริษัท Chillpainai (ชิลไปไหน) ต้องเลือกเป็นบริษัทท่องเที่ยวด้วย ตามสิ่งที่เรียนในคณะ (คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ หรือ มศว) (ไม่มีจุดนาจา)
เห็นว่าข้อเข้าพลิก หายหรือยังครับ?
มิวนิค: ก็ยังมีเจ็บบ้างอยู่ค่ะ กลับจากทริปมาก็ได้เวลาฟื้นฟูร่างกายเต็มที่แล้ว จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็หลายรอบตั้งแต่อยู่อเมริกา และก็ทริปล่าสุดอีก น่าจะเป็นที่สรีระหนูเอง แต่ก็จะกลับมาทำกายภาพบำบัดเต็มตัว หาหมอจริงจังแล้วค่ะ
เหมือนเรื้อรังรึเปล่า?
มิวนิค: ใช่ค่ะ คือพลิกบ่อยแล้วข้อเท้าหลวม มันก็ต้องออกกำลังกายให้มีความแข็งแรงขึ้น ตอนอยู่ในวงก็พลิกบ่อยแค่ไม่ได้บอก ส่วนใหญ่ก็พลิกตอนเต้นแหละค่ะ เพราะใส่ส้นสูงด้วยไรงี้
(**วันที่ลงบทความนี้ไป เชื่อว่าเธอคงได้หาหมอ ทำกายภาพบำบัดจริงจังแล้ว หายไวๆ นะครับ)
จำได้ว่าตั้งแต่เดบิวต์ฤดูใหม่จนถึงคอนเสิร์ตรุ่น 2 เลย
มิวนิค: ใช่ค่ะหลายอย่าง คือมันเหมือนเป็นมาเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้น อย่างหมอบอกให้ทำกายภาพ หนูก็ทำอาทิตย์เดียวแล้วเลิก ตอนนี้ได้เวลาทำจริงจัง จะไม่ดื้อแล้วค่ะ55+
เล่าถึงทริป “Polay Tour”
มิวนิค: จริงๆ เป็นทริปที่สนุกค่ะ พี่ๆ ทุกคนน่ารัก ทุกคนที่ไปคือซัพพอร์ตเราเต็มที่ ไม่ใช่แค่เรา แต่ซัพพอร์ตไปถึงเพื่อนๆ ที่
มหาลัยด้วย เค้าไม่ใช่แค่ไปร่วมทริปแล้วจะมาถ่ายรูปหรือเข้าหาหนูอย่างเดียว แต่พวกเค้าเข้าหาเพื่อนๆ หนูทุกคน ตอนนี้กลุ่มที่ไปออกทริปยังคุยกันอยู่ทุกวันเลยค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าเป็นทริปที่ดีมากๆ รู้สึกสนิทกับทุกคนมากขึ้น สบายใจกับทุกคนมาก
มันเหมือนเป็นมากกว่าทริปเนอะ แต่เป็น “คอมมูนิตี้” ไปมาด้วยกัน กลับมาเราก็ยังอยู่ด้วยกัน อนาคตไม่แน่อาจสลับบทบาทไกด์-ลูกทัวร์ ตามที่มิวนิคเคยบอกว่าอยากเป็นลูกทัวร์เกาะล้อแฟนคลับไปทริปญี่ปุ่นด้วยใช่ม้า?
มิวนิค: ช่ายค่ะ อยากไปญี่ปุ่นมากก พี่ๆ เค้าก็คงมีแพลนจะไปกัน ก็ดูอยู่ถ้าว่างก็อาจจะติดสอยห้อยตามไปด้วย ไปเมืองที่ยังไม่เคยไป
ได้กลับมาเป็นไกด์อีกครั้งรู้สึกยังไง?
มิวนิค: บอกได้เลยค่ะ ชีวิตนี้จะไม่เป็นไกด์อีกแล้ว คือมันเหนื่อยมากก ดีตรงที่มันได้เที่ยว แต่มันไม่ค่อยใช่สไตล์หนูเท่าไหร่ เพราะหนูค่อนข้างเป็นคน Introvert แล้วการที่ไปเข้าหาคนอื่นก่อนสำหรับหนูมันค่อนข้างยาก ซึ่งการเป็นไกด์มันต้อง “ทำที่หลังแล้วเสร็จก่อน”
อย่างตอนกินข้าวก็ต้องให้ลูกทัวร์ได้กินก่อน เราก็ต้องดูเค้าให้เรียบร้อยก่อน กิจกรรมตอนเช้าเราก็ต้องมาก่อน มันก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดี แต่นั่นแหละค่ะ มันยังไม่ค่อยใช่ทางเท่าไหร่ เป็นคนชอบเที่ยวก็จริง แต่ชอบฟีลแบบทำงานแล้วไปเที่ยวมากกว่า อยากลองอีกอาชีพนึงคือ “แอร์โฮสเตส” ใช่ค่ะ ชอบแบบนี้มากกว่าการไปลุยเยอะทุกวันอะไรงี้
Unseen Moments อื่นๆ ที่อยากแชร์จากทริปนี้?
มิวนิค: ถ้าจะมีก็คงเป็นความน่ารักของพี่ๆ ทุกคนในทริปนั่นแหละค่ะ พวกหนูเตรียมเกมส์ไปให้ก็เค้าตั้งใจเล่นกันทุกคน เอ็นจอย เป็นทริปที่ได้รูปเยอะมากกกค่ะ เพราะพี่ๆ พกกล้องไปเยอะมาก ทริปอื่นนี่คือต้องขอรูปหน่อยได้มั้ยคะ ทริปนี้แค่ยืนก็มีคนพร้อมจะถ่ายรูปให้เลย55+ ถ่ายให้ทั้งหนูทั้งเพื่อนๆ เลย
“พูดไม่ออกอ่า…ไม่รู้อ่า คือหนูอยากขอบคุณที่ทุกคนรักและสนับสนุนพวกเราเยอะขนาดนี้ แค่รู้สึกว่ามันเป็นทัวร์ของเด็กนักศึกษากลุ่มนึง แต่พี่ๆ ทุกคนก็ยังมาเป็นลูกทัวร์ที่ไม่งอแงกับพวกหนูเลย ไกด์งอแงกว่าลูกทัวร์อีก ทริปนี้เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ เลย สำหรับหนูเป็นการมาสิงคโปร์ที่ไม่เหมือนเดิมแล้วก็ไม่ใช่ภาพแบบที่คิดไว้ด้วย พี่ๆ น่ารักและก็ใจดีกับพวกเรามาเสมอ ก็ขอบคุณมากๆ เลย แล้วก็หวังว่า มันอาจจะไม่ได้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นบ่อยๆ
อย่างทริปนี้ก็เป็นทริปสุดท้ายของพวกเราจริงๆ เป็นทริปจบแล้วจริงๆ ก็ใจหายทั้งการได้สัมผัสบรรยากาศทัวร์แบบนี้และกับเพื่อนๆ ทุกคน ก็เป็นทริปสุดท้ายที่มีความสุขมากๆ ค่ะ ขอบคุณค่าา” มิวนิคกล่าวความในใจทั้งน้ำตา ในวันสุดท้ายของการเดินทางใน Polay Tour (ที่มา: Up to Mew ตะลุย Universal Studio เผยแพร่วันที่ 25 พ.ย.65)
ตั้งแต่กลับจากทริปต่างๆ มา ได้พักฟื้นอะไรไปแล้วบ้าง?
มิวนิค: ยังไม่ได้กลับไปรักษา RF Nose เพราะยังไม่ได้เป็นเยอะขนาดนั้นค่ะ จริงๆ ป่วยตั้งแต่ก่อนไปแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาไป กลับมายังไม่หายเลยไปหาคุณหมอก็ได้ยามากิน จริงๆ ถือว่าทำสถิตินะคะ ไม่ได้ไปหาหมอมา 4 เดือนนี่สถิติสูงสุดของหนูแล้ว55+ ไม่สิ 5-6 เดือนได้แล้วมั้ง ตั้งแต่ทริปอเมริกาก็ยังไม่ได้ไปเลย อื้มม นี่แหละค่ะสถิติใหม่
(*RF Nose เป็นการนำเข็มพิเศษเข้าไปในเยื่อบุจมูก เพื่อส่ง Radio Frequency หรือคลื่นความถี่สูงที่ช่วยลดการบวมของเยื่อฯ ทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น หายใจสะดวกขึ้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาโรคภูมิแพ้)
นั่นสิ เพราะไปเมกาเสร็จ เกาหลี และมาทริปนี้ต่อ เพราะตอนอยู่เมกาเห็นอัพสตอรี่ว่าที่แรกที่จะกลับมา…
มิวนิค: โรงพยาบาลค่ะ มาหาหมอ55+
ตารางกิจกรรมแน่นขนาดนี้ มีเคล็ดลับบริหารชีวิตยังไงครับ?
มิวนิค: เฮ้อออ…ถึงกับเฮ้อเลย55+ หนูเคยคิดว่าอยากให้วันนึงมีเกิน 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง หนูก็คงใช้ชีวิตเต็มแม็กซ์แบบนี้อยู่ดี ถามว่าเมเนจยังไง? หนูเป็นคนวางแผน ไม่ชอบทำอะไรใกล้ๆ เวลา เช่น ถ้ารู้ว่าจะสอบหนูก็จะอ่านหนังสือล่วงหน้ากว่าคนอื่นเยอะมาก
เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้กับชีวิตเรา อาทิตย์หน้าสอบ อาทิตย์ถัดไปเราอาจต้องถ่ายงานทั้งอาทิตย์ ก็จะไม่มีโอกาสได้อ่าน มันก็ทำให้เราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเยอะกว่าคนอื่นค่ะ แล้วยิ่งหนูเป็นคน Introvert ที่ต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง เลยชอบจัดสรรเวลาว่าในหนึ่งวันถ้าเราจำเป็นต้องออกมาทำงาน หนูก็จะนัดเจอคนให้ครบ ทำทุกอย่างให้ครบ จบ ในวันเดียว
เช่นถ้าใครอยากนัดก็ขอเป็นวันนี้ คนนี้ช่วงเช้า คนนี้ช่วงบ่าย แล้วอีกวันหนูจะไม่ไปไหนเลย ส่วนเรื่องงานก็ค่อยๆ คลายปัญหาไปทีละเปาะ เพราะมันก็มีคิวเรียนได้บ้างไม่ได้บ้าง มาบ้าง ขาดบ้าง ก็ต้องค่อยๆ จัดการกันไปทีละเรื่อง
ซึ่งเธอเคยแชร์เคล็ดลับในการใช้ชีวิตไว้ในช่อง “Up To Mew” เอาไว้ว่าเมื่อก่อนช่วงแรกที่เข้าปี 1 เป็นช่วงที่ทฤหดที่สุดเลย เพราะยังอยู่ใน BNK48 / มีคอนรุ่น 2 / มีถ่ายซีรีส์ Underclass แต่ส่วนใหญ่มันก็ผ่านไปได้ทุกครั้ง แค่จะเหนื่อยหน่อย ถ้าไม่มีงานจะตื่นกี่โมงก็ได้ ไปเรียนบ่ายชิลๆ พอมีงานแล้วมันจะเช้าขึ้น เลยต้องวางแผนดีๆ เพราะทุกอย่างมันจะกระชั้นขึ้น
แต่ทุกอย่างมันก็ถือเป็นสีสันชีวิต เพราะชินกับชีวิตแบบนี้ไปแล้ว ช่วงไหนไม่มีงาน เนิบๆ ไปก็จะรู้สึกเรียนอย่างเดียวเลยเหรอมันน่าเบื่อจัง อยากทำงาน ทำให้เห็นว่ามิวนิคเป็นคนที่สนุกกับทุกบทบาท ทุกช่วงเวลาในชีวิตจริงๆ คอยเติมแต่ง แต้มสีสันให้มีอะไรทำเสมอ เหมือนเวลาที่มีกิจกรรม เธอก็มักจะบอกว่าเหนื่อยแต่สนุก
ทำเอาคนที่อายุมากกว่าเธอถึงรอบนึงอย่างผม ฟังแล้วยังรู้สึกทึ่งในความเป็นคนคิดบวก เหมือนหัวใจที่มันอ่อนล้าได้ถูกพลังบวกของเธอสาดส่องให้กลับมามีไฟลุกโชนอีกครั้งนึง
จำได้ว่าเราให้ความสำคัญกับ “เวลา” มาก
มิวนิค: ใช่ค่ะ เป็นคนที่ไม่ชอบแบบใกล้ถึงเวลานัดแล้วยังไม่ถึง ใจมันจะตุ้มๆ ต่อมๆ โดยเฉพาะเวลานัดกับเพื่อนๆ หนูก็จะเป็นคนแรกๆ อยู่ดี ถึงรู้ว่าไปสายได้ก็ไม่ชอบไปสาย เราไม่อยากให้ใครทำแบบไหนกับเรา เราก็ไม่ไปทำแบบนั้นกับเค้า หนูไม่ชอบให้ใครไม่ตรงเวลากับหนู หนูก็จะพยายามไม่สายกับใคร
บทที่ 2: เมกา เมใจ
กับอะไรที่ยังไม่เคยบอก
พูดถึงเรื่องเที่ยวแล้ว มาย้อนกันไปอีกหน่อยในทริปอเมริกา มี “Side Stories” อะไรที่ทัชใจแล้วยังไม่เคยเล่าบ้าง?
มิวนิค: คงเป็นความรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากกว่าค่ะ อืมม…คือตอนนี้นึกย้อนกลับไปก็ถามตัวเองอยู่ตลอดว่าทนผ่านมาได้ยังไง คือมันค่อนข้างหนัก ไม่ได้สบาย หรือทุกอย่างดูราบรื่นเหมือนที่ทุกคนเห็นในคลิป เพราะอยู่ในคลิปเราก็ถ่ายแต่สิ่งดีๆ ช่วงเวลาที่มันแบบแย่ เหนื่อย หนัก เราก็ไม่ได้ถ่ายเก็บมาเล่า อีกอย่างเราทำงานก็ถ่ายเยอะมากไม่ได้ ก็เลยขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่ผ่านมาได้
ขอบคุณตัวเองที่กล้าไป ไม่ท้อกลับมากลางเดือนซะก่อน คือถ้าให้พูดจริงๆ เราก็ไม่เคยสัมผัสงานพาร์ทไทม์แบบนั้นมาก่อน แน่นอน อย่างทุกวันนี้ทำงานปกติมันก็ยุ่งอยู่แล้ว แต่งานนี้มันต่างออกไปเยอะ มันเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไปเจอคนใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้ววันนึงโห…ทำงานก็ถือว่าหนัก เข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 3 ทุ่ม
ขอบคุณตัวเองอีกครั้งค่ะที่ผ่านมาแล้วเห็นเรื่องราวครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดีมากกว่าแย่ มองย้อนกลับไปกี่ครั้งก็ยังมีความสุขทุกครั้งเลย ไม่ได้มองว่าเหนื่อย ไม่น่าไปเลย
คือระหว่างทางมันอาจจะเหนื่อย ท้อ เสียใจบ้าง แต่มันก็เป็น “ความทรงจำที่คุ้มค่า” ของเราเนอะ
มิวนิค: ช่ายค่ะ
กว่าจะทำงานผ่านไปแต่ละวัน ได้ทิปเยอะบ้าง น้อยบ้าง ช่วงนั้นเราตกผลึกยังไงครับ?
มิวนิค: รู้สึกอยู่ที่ดวงค่ะ555+ ถ้าให้พูดตรงๆ จริงๆ บางวันแบบลูกค้าน้อย มาหนึ่งโต๊ะแต่ให้ทิปเยอะก็มี หรือบางวันลูกค้าเยอะแต่ไม่ให้ก็มี เอาจริงทุกวันมันเหมือนการไปเจอสิ่งใหม่ๆ ลูกค้าก็เปลี่ยนไปแต่ละโต๊ะ ไม่มีใครเหมือนกัน ก็แปลกดี ทิปเยอะน้อยก็มานั่งคุยกับเพื่อนๆ ทุกวัน
กิจวัตรประจำวันเราจะมานั่งนับทิปด้วยกัน ไม่ได้มีใครปิดบังใครหรือเกิดอิจฉากันแบบเฮ้ยวันนี้แกได้เยอะละเค้าไม่ได้ ฟีลนี้ไม่มีเลย จะออกแนวแบบเอ้อนี่แหละดวง55+ อ๋อเราก็จะมีการเก็บเงินส่วนกลางกันด้วยค่ะ แบ่งจากทิปคนละ 2 ดอลฯ / วัน ไว้ไปกินหนม ไปเที่ยวกัน เวลากินข้าวก็ไม่ต้องหารใหม่ ใช้เงินส่วนนี้แหละที่แบ่งกันไว้
อย่างตอนได้ทิปเยอะ จริงๆ ถือว่าหนูยังไม่ได้ดวงดีขนาดนั้นนะคะ เพราะเพื่อนดวงดีกว่า มีครั้งนึงได้จากโต๊ะนึงถึง 100 ดอลฯ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 กว่าบาท ย้ำว่าโต๊ะเดียวจากวันเดียว! มันอยู่ที่ดวงจริงค่ะ แต่ก็สนุกดีกับการได้เจอลูกค้าที่เค้าเอ็นดูเรา ประมาณนี้ค่ะ
มาที่โมเม้นต์น่ารักๆ กันบ้าง ตอนที่โดนฝรั่งจีบ “Are you married?” ถึง 3-4 ครั้ง หรือตอนที่ขอปากกาเราไปแล้วเค้าเขียนเบอร์กลับมารู้สึกยังไง?
มิวนิค: จริงๆ ตอนแรกหนูก็แอบตกใจนะ จนมารู้ว่าคนที่นั่นบางคนเค้าก็ชอบเด็กน่ารักๆ หน้าตาฟีลเกาหลี ญี่ปุ่น คือไปเมกาทีไม่มีใครทักว่าหนูเป็นคนไทยเลย มองเป็นเกาหลี ญี่ปุ่นหมด แต่เค้าก็เอ็นดู ไม่ได้ไปในเชิงชู้สาวแบบนั้น
ฟีลแบบแซวๆ แกล้งๆ หลังจากนั้นเค้าก็กลายเป็นลูกค้าประจำ มาทีก็จะถามว่า “วันนี้ยูเสิร์ฟอยู่โซนไหน? ไอจะได้ไปนั่งโซนนั้นและให้ทิป” ซึ่งไม่ใช่แค่หนูน้า เพื่อนๆ อีกสองคนเค้าก็มีลูกค้าประจำของตัวเอง บางทีก็ได้พี่คนไทย
แล้วรีแอคแรกตอนนั้นเป็นไงฮะ?
มิวนิค: ก็แบบอื้มมม…นะ แปลกดีเหมือนกันไรงี้
ในบรรดางานที่ทำมาทั้งหมด อะไรคือ “ที่สุด” บ้าง?
มิวนิค: เหนื่อยที่สุดคงเป็นงานล้างห้องน้ำแหละค่ะ ไม่ใช่อยู่บ้านหนูไม่เคยล้างนะ ก็ผลัดกันล้าง แต่ก็ไม่เคยต้องมาล้างเยอะขนาดนี้ ด้วยความที่เป็นร้านอาหาร มันก็ไม่ใช่แบบล้างโถส้วมแล้วเสร็จ มันต้องทำหลายอย่างตั้งแต่กวาดก่อน เอาขยะไปทิ้ง ล้าง เช็ดกระจก เปิดพื้นไว้ให้แห้ง หนูคิดว่างานนี้หนักสุดละ เป็นอะไรที่ไม่อยากโดนเท่าไหร่แต่ว่ามันต้องวนกัน เลือกไม่ได้
ถ้าถึงคิวเราก็ต้องทำ ยังโชคดีที่มีเพื่อนๆ อีก 2 คนไปด้วย เราจะช่วยกันตลอด ไม่เกี่ยงว่าใครได้ล้างห้องน้ำหรืออะไร ถ้าเพื่อนๆ ได้ทำหน้าที่อื่นเราจะไปช่วยกันให้เสร็จก่อนค่อยมาล้างห้องน้ำด้วยกันจะได้เสร็จเร็วขึ้น เราทำงานกันเป็นทีม ไม่ทิ้งใครไว้คนเดียว เพราะบางทีมันหนัก โต๊ะเราเยอะ
ส่วนโมเม้นต์ที่ชอบที่สุดชอบการห่อเบอร์ริโต้ค่ะ คือหนูทำร้าน Chipotle ในกะเช้า เป็นร้านอาหารเม็กซิกันซึ่งหนูไม่รู้จะอธิบายให้เห็นภาพยังไง เพราะเค้ายังไม่มีสาขาในไทย จะเป็นฟีลแบบเหมือนสลัดแรบที่มันจะห่อแป้งอะไรยังงี้ มันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจจากช่วงแรกที่ไป แป้งมันจะร้อนและเราต้องเอาแป้งดิบไปทับในกระทะก่อนค่อยหยิบมาห่อ
ตอนนั้นเราก็จะหยิบแล้วโยนเลยคือมันร้อนมาก แต่ช่วงหลังเราก็จะสามารถหยิบแล้วค่อยๆ วางได้ ด้วยความที่มือเราชินกับความร้อนไปแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเออมันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจนะ55+ กับการหยิบแป้งร้อนๆ ได้และห่อเบอร์ริโต้ได้
อ๋อแล้วก็ยังมีโมเม้นต์ประทับใจตรงที่เวลาเรามีลูกค้าประจำมาที่ร้าน Chipotle แล้วเครื่องท็อปปิ้งเค้าเยอะมากฟีลเหมือน Subway แบบให้ลูกค้าจิ้มเลือกว่าจะเอาไส้อะไรบ้าง แต่ก็จะมีลูกค้าประจำอยู่คนสองคนที่หนูจำได้ว่าเค้าชอบกินอะไร เพราะชอบสั่งเมนูเดิมทุกวันหรือทุกครั้งที่เจอก็ไม่เคยเปลี่ยนเมนู เลยภูมิใจที่เราจำรายละเอียดของเค้าได้ บอกเค้าว่าวันนี้ไม่ต้องบอกนะคะว่าจะสั่งอะไร
ขอลองว่าตัวเองจะจำได้จริงมั้ย เดี๋ยวจะทำให้เลย และแล้วก็ทำได้ถูกตามนั้นจริงๆ เค้าก็แบบขอบคุณน้าที่จำได้ พอเห็นเค้ามีความสุข เราเองก็มีความสุขไปด้วย เห็นเค้ากินเหมือนเดิมทุกวันเลยพยายามจำให้ได้ว่าเค้ากินเมนูไหน ยังไงบ้าง
เห็นว่าตอนนั้นได้งานหั่นมันฝรั่งเยอะ เพราะเราใช้มีดเป็น?
มิวนิค: อ๋ออ หลังๆ เริ่ม Advance ค่ะ ได้หั่นทุกอย่างเลย ตั้งแต่อโวคาโด้ หอมใหญ่ พริก ผักชี เรียกได้ว่าหั่นทุกอย่างที่มันสามารถหั่นได้ จริงๆ มีดที่นั่นมันหนักมากนะคะ ด้วยความที่เป็นครัวใหญ่ ของเค้าเลยจะไม่ใช่มีดแบบที่เราใช้ทำอาหารกันอยู่ทุกวัน แต่จะมีความหนักและคมกว่า เมื่อยมือกว่า และมีถุงมือกันบาดที่ทำจากเหล็กซึ่งก็หนักมือ กล้ามขึ้นเลย55
จำได้ช่วงนั้นที่มือต้องติดพลาสเตอร์ตลอดเลย
มิวนิค: อ่าใช่ค่ะ ทอด Chips แล้วมันบาดบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากมือหนูแพ้น้ำยาล้างจานค่ะ เพราะน้ำยาล้างจานที่ใช้กับร้านอาหารจะมีความแรงกว่าที่เราใช้ที่บ้าน แล้วเราโดนบ่อยจนมือลอกต้องติดพลาสเตอร์เป็นสัญลักษณ์ช่วงนั้น
แฟนคลับวาดรูปมิวนิคตอน Work & Travel ให้ น่ารักมากจนเธอนำไปรีโพสต์
ขอถามเป็นความรู้นิดนึง ที่นั่นเค้าใช้แต่ส้อมกินอาหารอย่างเดียวเลยเหรอ?
มิวนิค: ใช่ค่ะ เค้าจะแจกช้อนเฉพาะเวลามีน้ำซุป แต่จะเป็นช้อนสั้น กลมๆ ใหญ่ๆ สำหรับซุปเลยจริงๆ นะคะ แต่ขนาดที่เมกามีร้านอาหารจีนที่มีเยอะมาก มีบุฟเฟ่ต์จีน ที่นู่นเค้ากินกันเยอะมาก มีแต่ข้าว แต่ก็ให้แค่ส้อม หนูก็งงมากเหมือนกัน (ถนัดเหรอ?) นั่นสิ หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่หลังๆ เริ่มปลายเดือนก็เริ่มชิน ไปไหนก็ไม่ขอช้อนละ ส้อมอย่างเดียวก็ได้
แต่อยู่นั่นก็ได้กินอาหารไทยเยอะอยู่น้า แทบไม่ Homesick เลย
มิวนิค: เยอะมากก ใช่ค่ะ ตอนแรกกังวลเรื่อง Homesick มาก ขนทั้งมาม่า ขนนั่นนี่ไป แต่ก็ไม่ได้กินเลย ได้กินแต่ของดี เมนูที่พี่ๆ คนไทยทำให้ ทำใหม่ทุกวันให้เรากิน อยากกินอะไรก็บอกเค้า คุณพ่อสองคนทำอาหารเก่ง
อุปสรรคอื่นๆ อย่างตอนที่ลูกค้ามาก่อนร้านปิดแค่สิบนาที แถมมากันถึง 15 คน เราแก้สถานการณ์ยังไง?
มิวนิค: ยิ้มแห้งใส่ไปหนึ่งที ยิ้มแบบอื้มมม…ค่ะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องบริการเค้า แต่อย่างที่บอกว่าหนูผ่านมาได้เพราะเพื่อนๆ ดี เพราะเราจะมี “Side Job(s)”
หมายถึงนอกจากเราต้องดูแลโต๊ะ เคลียร์พื้นที่ที่เราดูแลให้เสร็จ ก็จะมาล้างห้องน้ำ ปิดบาร์น้ำ ถ้าวันไหนที่มีลูกค้าเค้ามาใกล้เวลาปิดขนาดนี้ ถึงจะเป็น Side Job เรา ถ้าเพื่อนๆ หนูเค้าทำงานหลักเสร็จแล้วก็จะรีบมาช่วย เช่นกันถ้าเพื่อนเจอเคสแบบนี้ หนูก็จะเข้าไปช่วยทำให้
เรียกได้ว่าจบแต่ละวันนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ เนอะ ไม่ใช่แค่มานั่งนับทิปกันอย่างเดียว?
มิวนิค: ใช่ค่ะ มานั่งระบายใจกันซะมากกว่า55
ทำให้เห็นว่าสิ่งที่ได้มากกว่าประสบการณ์คือ “ความสวยงามระหว่างทาง” ที่ทำให้ใจของเธอไปต่อ ผ่านช่วงเวลายากๆ ไปได้ในแต่ละวัน ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆ
ฝรั่งทึ่งกับการให้ของฝากของเรามากๆ เล่าเบื้องหลังให้ฟังหน่อยครับ
มิวนิค: จริงๆ เราแพลนจะทำเอาของฝากไปให้ทุกคนตั้งแต่ตอนอยู่ไทยแล้วค่ะ ต่างคนต่างไปซื้อมาอยู่แล้ว เพราะที่ไปอ่านรีวิวมา ฝรั่งเค้าก็ทึ่งกับการที่เด็กไทยมีของฝากให้ ด้วยความที่บ้านเค้าไม่มีวัฒนธรรมแบบนี้เท่าไหร่
ไม่ว่าใครไปไหนมันไม่จำเป็นต้องมีของฝาก แต่พอเด็กไทยทำให้แบบนี้กันเรื่อยๆ เลยกลายเป็น “Signature” เป็นเอกลักษณ์ของเด็ก Work & Travel ไปแล้ว เราก็ซื้อไปแล้วก็ลิสต์ว่าจะให้ผู้จัดการของร้านนี้น้า ซื้อยาดมไปซักสองแผงละกัน แจกคนละอัน
แต่ตอนไปถึงหน้างานจริงๆ คือทุกคนดีกับจนรู้สึกว่าแค่นั้นมันไม่พอที่เราอยากจะตอบแทนให้ จากเดิมที่เราจินตนาการไว้ถึง Worst Case Scenario หรือมองถึงกรณีแย่สุดที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเตรียมใจไว้ก่อน พอไปถึงแล้วมันดีมาก ทุกคนให้ความช่วยเหลือเรา ตลอดเวลาทำงาน ไม่ว่าเรา เพราะเราเป็นเด็กใหม่ เราทำไม่ทัน ทำผิดก็แค่ตักเตือน ไม่มีใครมาบูลลี่หรือเหยียดอะไรแบบนี้ เลยอยากตอบแทนพวกเค้าทุกคนเลย แล้วพี่ๆ แฟนคลับของหนูคือน่ารักมากกก มีการส่งของฝากจากไทยไปเพิ่มให้
พอได้ของมาเราก็จัดเซ็ต พร้อมกับเขียนจดหมาย มีการไปซื้อเส้นเอ็นกับลูกปัดที่นู่นมาร้อยเรียง ซื้อตัวอักษรมาใส่แทนชื่อให้ออกมาเป็นกำไลพิเศษเฉพาะแต่ละคนเลย แล้วก็ถ่ายรูปโพลารอยด์ให้พวกเค้าคนละใบ คือตอนแรกที่ให้เราก็คิดแหละว่าเค้าคงจะดีใจเพราะเป็นใครให้ของเรามาเราก็คงดีใจใช่มั้ยคะ?
แต่ตอนนั้นจะมีอยู่ 2-3 คนที่พอเรายื่นของแล้วเค้าร้องไห้เลย อันนี้ไม่เคยเล่ามาก่อน บอกว่าเค้าเป็นแค่คนล้างจานซึ่งเป็นตำแหน่งที่เล็กสุดในครัว ปกติเจอแต่คนดูถูก ยากที่จะมีใครมาสนใจแบบนี้ บอกว่าเวลาพวกยูเข้ามาในครัวก็มาคุย มาถามเป็นยังไง วันนี้เหนื่อยมั้ย ก่อนกลับก็ยังเอาของมาให้อีก ก็เลยดีใจจนร้องไห้เพราะไม่เคยคาดหวังโมเม้นต์นี้มาก่อนจริงๆ เลยรู้สึกว่ามันคุ้มมากจริงๆ ที่พวกเราทำแบบนี้
ถึงจะทำอาชีพล้างจาน โดนใครมองว่าเป็นแค่คนล้างจาน แต่พวกเค้าก็ดีกับพวกหนู 3 คนมากๆ ทุกครั้งที่เราเอาจานเข้าไปเก็บในครัว ด้วยความเป็นเสิร์ฟเวอร์ หรือเด็กเสิร์ฟ เราก็ต้องไปตามเก็บจานบนโต๊ะด้วย วันไหนที่เค้าเห็นหนูหน้าเหนื่อยก็จะก้มหน้าลงมาถามว่า “Are you okay?” เหนื่อยเหรอ วันนี้ลูกค้าไม่น่ารักเหรอ?
ในเมื่อเค้าดีกับเราขนาดนี้ เราก็อยากดีกับเค้าเป็นการตอบแทน พอให้ของเลยต่างฝ่ายต่างร้องไห้ เพราะเราเองก็ไม่คิดว่าเค้าจะดีใจกับของเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำให้ขนาดนี้ คือมันเป็นแค่กำไล ยาดม การ์ด คือช่วงนั้นพวกหนูยุ่งมาก ต้องมาเขียนตอนเลิกงานแล้ว ค่อยๆ แบ่งทยอยเขียนไปเรื่อยๆ จนครบ
เคยคิดมั้ยครับว่าการไปเวิร์คฯ ตามเพื่อนจากต้นจนถึงปลายทาง จะพาเรามาเจออะไรมากมายขนาดนี้ เจอแต่คนดีๆ แบบนี้? มิวนิค: อืมม…มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากแบบลืมไม่ลง ขอบคุณตัวเองที่ไป จริงๆ หนูว่ามันเป็นช่วงจังหวะและโอกาส เพราะถ้าหนูยังอยู่ในวง BNK48 ก็คงไม่มีโอกาสได้ไปแบบนี้อยู่แล้ว เป็นช่วงที่เราแกรดออกมาพอดี
ช่วงที่เราอยากพักฟื้นร่างกายและจิตใจ อยากไปลองสิ่งใหม่ๆ เลยเป็นโอกาสที่ “พอดี” สุดๆ ซึ่งเอาจริงๆ ทริปนี้ไม่ว่าจะเจอคนดีหรือไม่ดี หนูก็คิดว่ามันคือประสบการณ์ที่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันดีเสมอ แล้วยิ่งเราเจอมากกว่าที่เราคิดไว้ มันเลยยิ่งดีไปไกลกว่านั้นอีกค่ะ รู้สึกเหมือนทุกคนเป็นครอบครัวที่ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่เลย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ
วันสุดท้ายของการทำงานเป็นยังไงบ้าง?
มิวนิค: ก็เป็น…วันที่ตลกดีค่ะเพราะวันนั้นทำงานวันสุดท้ายแล้ววันรุ่งขึ้นพี่ๆ เค้าพาพวกหนูไปเที่ยวกันที่เมือง Orlando แล้วตอนนั้นก็ยังจัดกระเป๋ากันไม่เสร็จ กลับมานี่กำลังซึ้งร้องไห้ไปด้วยแต่ก็ต้องจัดกระเป๋าไปด้วย เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ซัก แบบวันรุ่งขึ้นต้องออกตั้งแต่ 6-7 โมงเช้า นั่นแหละค่ะแปลกๆ ดี จบวันแบบเหนื่อยๆ งงๆ สลบไปตอนไหนก็ไม่รู้
รางวัลออสการ์ให้บรรดาคุณพ่อทั้งสอง
บรรดาคุณพ่อเค้าพูดอะไรกับเราบ้างครับ?
มิวนิค: พ่อเราจะมีกัน 3 คนค่ะ พี่น้อตเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนพี่ปอ-พี่รอนจะเป็นคนที่คอยดูแลรับส่งพวกหนูเวลาจะไปไหน ปกติพี่ๆ เค้ากลับไทยทุกปีอยู่แล้วค่ะก็บอกว่าเดี๋ยวกลับมาคงได้นัดเจอกันแน่นอน อย่างที่ลงสตอรี่ไปว่าพวกหนูก็ซื้อโทรฟี่ให้คุณพ่อทั้ง 3 คนด้วย น่ารักมาก อยากไปไหนก็บอกเค้าพาไปตลอดเลย แม้กระทั่งเราไม่บอก เค้าก็จะมาเคาะห้องถามว่าวันนี้พี่ว่าง อยากออกไปเที่ยวไหนมั้ย?
นับเป็นทริปที่ให้อะไรมากกว่าประสบการณ์และความทรงจำจริงๆ เมื่อมิวนิคและเพื่อนๆ ได้เจอเรื่องราวดีๆ มิตรภาพและความรักดีๆ มากมายในระหว่างทาง ช่วยเติมเต็มคืนวันที่อ่อนล้าโรยแรงให้มีพลังไปต่อได้จนสุดเส้นทาง
บทที่ 3: ทบทวนเรื่องราว
บนเส้นทางสาย 48
นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปกันอีกหน่อย ตอนอยู่ BNK48 คิดถึงโมเม้นต์ไหนมากที่สุด?
มิวนิค: ถ้าคิดถึงที่สุดคงเป็นเพื่อนๆ ค่ะ คิดถึงช่วงเวลาที่ได้ไปซ้อมที่หอ จริงๆ หนูชอบการขึ้นเธียเตอร์มากที่สุด และก็ชอบการได้ออกอีเว้นท์อย่างเวลาไปโร้ดโชว์ ซึ่งหนูไม่ค่อยได้ไปโร้ดโชว์ซักเท่าไหร่เลยด้วยเหตุผลหลายอย่าง แบบช่วงนึงที่ติดถ่ายซีรีส์เยอะๆ ก็จะไม่ได้ไป ทั้งที่จริงหนูชอบโร้ดโชว์มากก อยากไปต่างจังหวัด เจอพี่ๆ แฟนคลับด้วย ชอบการได้ Perform บนเวที น่าจะเป็นสิ่งที่คิดถึงที่สุด
ตั้งแต่แกรดไป จากที่เห็นว่ายังติดตามเอาใจช่วยวงอยู่ มีเหตุการณ์ไหนที่ชอบสุดบ้างครับ?
มิวนิค: ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คงเป็นงาน “NIPPON HAKU BANGKOK 2022” อ่ะค่ะ ที่ได้ไปดูทุกคน เพราะมันนานมากแล้ว อย่าเรียกว่านานดีกว่า เรียกว่าเราไม่เคยได้สวมบทเป็นคนดู Performance เพื่อนๆ เลยมากกว่า
เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแต่คนขึ้นโชว์ร่วมกัน ไม่มีโอกาสได้ลงมานั่งดู ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดจากมุมไกลๆ นั่นแหละค่ะพอได้กลับมาเห็นมันก็มีทั้งความคิดถึงและก็…รู้สึก “ภูมิใจ” มากกว่า ภูมิใจในตัวทุกคนที่กำลังขึ้นเวทีอยู่ในวันนั้น ได้เห็นทุกคนขึ้นโชว์ทั้ง 16 คนแบบเต็มๆ
แน่นอนว่าระหว่างทางที่เกิดขึ้นย่อมมีทั้งเรื่องดีและเรื่องผิดหวัง จุดนี้ขออนุญาตถามเรื่องละเอียดอ่อนสักนิด เสียดายมั้ยถ้าวันนึงมีการนำเพลง “Sukinanda” ที่เราชอบที่สุด อยากเป็นเซ็นเตอร์หรือติดเซ็มที่สุด มาทำใหม่ แล้วเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น?
มิวนิค: สำหรับหนูๆ ไม่เสียดายนะคะ เพราะรู้สึกว่ามันอาจจะยังไม่ใช่โอกาสของเราหรือถ้าเราดึงดันจะให้เป็นโอกาสของเรา หนูว่ายังไงมันก็ไม่ใช่ ไม่ว่าใครที่จะได้เพลงนี้ไปมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และมันเป็นโอกาสที่เหมาะกับเค้าแล้ว คิดว่าถ้าเพลงมาจริง ได้รับการแปลไทยขึ้นมาจริง วันนั้นก็คงฟังบ่อยเลยแหละค่ะ คือเราชอบเพลงนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยความชอบของเรามันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นคนนั้นให้ได้ แค่เราได้รับฟัง ได้เห็น Performance ที่ออกมา แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
คือจริงๆ ถ้าหนูยังอยู่ในวงแล้วเพลง “Sukinanda” ถูกปล่อยมาแล้วหนูไม่ได้ติดเซ็มฯ หนูก็ไม่ได้เสียใจขนาดนั้นนะคะ มันก็คงมีบ้างที่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็ดีเสมอ ถ้าเราไม่ได้รับโอกาสนี้ก็ไม่เป็นไร มันอาจจะมีอย่างอื่นที่มาแทน แค่มันไม่ใช่ช่วงเวลาของเราที่จะอยู่ตรงนั้น
เหมือนประตูบานนึงปิดไป อีกบานก็เปิดออกมา แปลว่าเราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ทุกความฝัน
เห็นรีแอ็ค MV เพลง “Believers” แล้วดูชอบ?
มิวนิค: ใช่ค่ะ หนูชอบเพลงนี้ คือมันความหมายดีด้วย รู้สึกเพลงมันไม่ได้เร็วขนาดนั้น และก็ชอบหลายอย่างค่ะทั้งท่าเต้น ทั้งทำนองที่มัน Upbeat แล้วรู้สึกมีพลัง มันดูเป็น BNK48 ไม่ได้หวานจนเกินไป มีความเป็นเด็กก็จริง แต่เป็นเด็กที่ “เติบโต” ขึ้นมาแล้วด้วยความเชื่อมั่น ทุกคนดูโตขึ้น ภูมิใจมากๆ
บทที่ 4: “ฤดูใหม่” ที่ไม่มีวันเก่า
ทุกครั้งที่เห็นเพลง “ฤดูใหม่” ถูกพูดถึงอีกครั้งรู้สึกยังไงบ้างครับ?
มิวนิค: รู้สึกดีใจที่ทุกคนไม่ได้มองเพลงนี้เป็นของหนูคนเดียว แต่เป็นของ BNK48 รุ่น 2 ทุกคนจริงๆ ค่ะ ดีใจที่ทุกคนยอมรับในเพลงนี้ มันไม่ใช่แค่ตัวหนูที่รู้สึกว่าเพลงนี้มีความหมาย แต่ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกัน หนูว่ามันน่าจะเป็นเพลงที่พวกเราทุกคนจำถึงใจมากที่สุดแล้ว เพราะซ้อมกันเยอะมากกกจริงๆ มันเป็นเพลงแรกของพวกเรารุ่น 2 เลยตั้งใจกับมันมากๆ
เพลง "ฤดูใหม่" ที่กลับมาฟังทีไรก็คิดถึงทุกที
ตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากถ้าจำไม่ผิด
มิวนิค: ใช่ค่ะ เวลาซ้อมมันน้อยมากจริงๆ มันก็เป็นช่วงที่…เอาจริงๆ ก็คือกดดันค่ะ เพราะช่วงนั้นพี่ๆ รุ่น 1 กำลังเป็นที่นิยม
ทุกคนเลยคาดหวังมาที่พวกเราเยอะเหมือนกัน
แฟนคลับเรียกร้องอยากเห็นเพลงนี้กลับมาอย่างเป็นทางการใน #BNK48CGM48RequestHour2022 ยังอยากเห็น
มิวนิคกลับมาโชว์เพลงนี้อีก ตั้งแต่ผ่านคอนเสิร์ตรุ่น 2 ไป แค่คำว่าดีใจคงไม่พอแน่ๆ แว้บแรกมีความคิดอะไรเข้ามาในหัว?
มิวนิค: หนูก็ยังคิดถึงเพลงนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ ถ้าหนูยังอยู่ในวงก็คงอยากให้เพลงนี้ติด 1 ใน 25 เพลย์ลิสต์ของ Request Hour เหมือนกัน และก็ดีใจที่รุ่น 2 หลายคนก็พูดอย่างนั้น หนูก็ถามฟ้อนด์ตลอดว่าเป็นยังไง ฟ้อนด์ก็บอกหลายคนก็อยากให้เพลงนี้ได้กลับมาขึ้นน้า ก็ลุ้นเหมือนกัน
และแล้วเมื่อถึงวินาทีที่เพลงลำดับที่ 19 ถูกประกาศชื่อออกมาว่า “ฤดูใหม่” พร้อมไลน์อัพเซ็มบัตสึที่นำทัพโดยองค์หญิงมิวนิค พอแสงไฟสว่างขึ้นเท่านั้นแหละ ตอนที่แฟนคลับทุกคนได้เห็นมิวนิคยืนเป็นเซ็นเตอร์ ก็พร้อมใจกันส่งเสียงเฮกันดังกึกก้องสะท้านไปทั่วทั้งฮอลล์ นับเป็นเสียงร้องของความดีใจและคิดถึงเธอสุดๆ แบบที่สัมผัสได้เลย พร้อมกับบรรดาเมมเบอร์รุ่น 2 ทุกคนที่ยังเหลืออยู่
แค่เห็นบรรยากาสแบบนั้น แล้วเห็นพวกเธอเหล่านั้นบนเวที กับเนื้อเพลงที่ยังจำได้ดี ก็ชวนให้ย้อนนึกถึงวันแรกของพวกเธอ รวมถึง “BNK48 2nd Generation -Blooming Season Concert” ที่เคยไปดูกัน ความหมายของมัน และเรื่องราวระหว่างทางที่พวกเธอได้ก้าวผ่านมาด้วยกัน พริบตานั้นน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด ถึงขั้นต้องเอามือปิดปากเพราะว่าร้องจนสะอื้น
มันอิ่มเอมและดีใจจริงๆ ที่ได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง พอเพลงจบลง ทุกคนต่างก็ส่งเสียงร้อง ปรบมือกันอย่างยาวนาน เหมือนกำลังอยู่ท่ามกลาง Standing Ovation ในงานประกาศรางวัลออสการ์ยังไงยังงั้น
มิวนิคเองก็ดีใจที่ได้กลับมา แม้จะห่างหายไปนาน ยังเป็นเพลงที่เต้นเหนื่อยเหมือนเดิม แต่ถึงจะเหนื่อยยังไงก็ได้เจอกำลังใจดีๆ ณ โมเม้นต์นั้น เมื่อหันไปแล้วเจอแฟนคลับถือป้ายไฟองค์หญิงกันมาด้วยและให้คนทั้งฮอลล์เรียกมิวนิคพร้อมกันว่า “องค์หญิง” จนวีถึงกับบอกว่าตั้งแต่มิวนิคไปก็ไม่ได้เห็นป้ายนี้อีกเลย แต่วันนี้กลับมาแล้ว
“ใช่ วันนี้ดีมาก ไม่รู้มีใครเซอร์ไพรส์บ้างหรือรู้มาก่อน แต่คิดว่าส่วนใหญ่ก็น่าจะเซอร์ไพรส์กัน ดีใจมากเลย ทุกอย่างกลับมาเป็นบรรยากาศเดิมๆ อย่างที่พี่เจนนิษฐ์บอกว่าพี่มิวเหมือนไม่เคยจากวงไปไหน ทุกคนยังรู้สึกเหมือนเดิม รู้สึกชินกับการที่พี่มิวกลับมา
หนูก็รู้สึกชินเหมือนพี่มิวยังอยู่ในวง เพราะว่าเรายังเจอกัน ยังทำกิจกรรมด้วยกัน ดีใจมาก เอ็นดูพี่มิว พี่มิวดูมีความสุขมากจริงๆ กับการที่กลับขึ้นมาเต้นเพลงนี้อีกรอบนึง แล้วหนูดีใจมากๆ ก็ไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะมีวันนี้จริงๆ ใครจะไปคิดว่าเออเมมเบอร์ที่แกรดไปแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาเต้นด้วยกันอีกครั้งนึง
ตอนแรกคิดว่า สเตจแกรดของพี่มิว
จะเป็นการเต้นฤดูใหม่ด้วยกันครั้งสุดท้าย
แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันยังมีงานนี้อีก
มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เหนือความคาดหมายมากๆ
ขอบคุณนะคะที่ช่วยกันโหวตให้ฝันเราเป็นจริง” -
#FondBNK48
แล้วมิวนิคก็เดินไปที่รุ่น 3 นั่งกันอยู่ตรงหน้าข้าวฟ่างทำเอากระต่ายสายฮาถึงกับเขินชุดใหญ่ เพราะก่อนนี้ตอนอยู่หลังเวที ก็เป็นหนึ่งในรุ่นน้องที่มาขอถ่ายรูปคู่มิวนิค รวมถึงโชว์พิเศษด้วยการเต้นเพลง “First Rabbit” ตรงนั้นเลย โดยให้เอิร์ธกับอีฟร้องสดให้ เป็นภาพที่น่ารักมากๆ ซึ่งการที่เธอเต้นเพลงนี้ได้ เพราะเคยอัดคลิป Cover มาแล้วลง TikTok ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่เมกา บางนา
เพราะตอนนั้นติดตามดูน้องๆ รุ่น 3 เยอะ ฟังเพลงนี้จนเข้าหัว แต่ไม่ได้แกะท่า ถึงจะบอกว่าสกิลเต้นเธอยังไม่ดี แต่พอเต้นออกมาจริงก็ทำได้ ดูเพลินตา ท่าเป๊ะ เต้นได้ดีไม่หยอกเลย กดย้อนดูได้ข้างใต้นีเลย
โดยรวมแล้วเธอยังคงเป็นองค์หญิงตัวน้อยที่ยังคงความน่ารัก สดใส พูดเก่ง แซวเก่งขึ้นเยอะ เรียกได้ว่าครบรส ตรึงใจสุดๆ สำหรับการกลับมาของเธอในครั้งนี้
มองในอีกมุม จากห้วงเวลาที่สุขสดใส ไร้เดียงสาในวันนั้น ผ่านเรื่องราวมากมายมาถึงวันนี้ เมมรุ่น 2 หลายคนบอกเพลงนี้ได้กลายเป็น “เพลงเศร้า” ไปแล้ว คิดยังไงกับมุมนี้?
มิวนิค: อื้มมม…สำหรับหนูว่ามันไม่ได้เศร้าขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ได้มีความสดใสเท่าตอนแรก มันไม่ได้หม่นลงนะคะ แค่พวกเราได้โตขึ้นมามากกว่า แน่นอนว่าพอเราโตขึ้น ความเป็นเด็กมันก็ลดลง ความเป็นผู้ใหญ่ก็เข้ามาแทนที่ รู้สึกว่าเพลงนี้ก็ยังใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ทุกช่วงเวลา เพราะเรามีความฝันใหม่ได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องมุ่งแค่ฝันเดิมแล้วไปยึดติดกับมัน
ทุกวันมันคือฤดูใหม่ได้เสมอ มันไม่จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปแค่นั้น ไม่จำเป็นว่าต้องใช้เวลา 1 ปี 10 ปี แค่เราเริ่มต้นวันใหม่มันก็เป็นฤดูใหม่ของเราได้แล้ว
ไม่ได้จะหายไปไหน แค่ไปอยู่ในเส้นทางใหม่ เราทั้งยินดี ตื่นเต้น รู้สึกถึงพลังบวกไปด้วย เอาใจช่วยในทุกๆ ฤดูใหม่ที่เกิดขึ้นและกำลังไปต่อ
บทที่ 5: On The Other Mew
โลกอีกใบขององค์หญิง
ชีวิตหลัง BNK48 เป็นยังไงบ้าง?
มิวนิค: “โตขึ้น” น่าจะเป็นคำนิยามได้ดีที่สุดแล้วค่ะ เพราะถ้าจะบอกว่ามันดีทุกอย่าง มันมีความสุขหรือแย่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แค่รู้สึกโตขึ้นมากกว่า รู้ทันทั้งความคิดตัวเองและก็ค่อยๆ เดินไปในเส้นทางนี้ อายุเรามากขึ้นด้วย ผ่านประสบการณ์มาเยอะขึ้นด้วย เลยคิดว่าคำนี้แหละเหมาะที่สุด
นิยามระหว่าง “มิวนิค BNK48” กับ มิวนิค นันท์นภัส”
มิวนิค: ตอนอยู่ในวงเราก็เป็นตัวของตัวเองอยู่แล้วค่ะ แค่ว่าเราจะโชว์มุมไหนมากกว่ากัน ในวงอาจจะโชว์ความสดใสมากกว่า แต่ตอนนี้หนูอาจจะโชว์ความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่ต้องสดใสร่าเริงแบบไอดอลเยอะเท่าตอนนั้นแล้ว ประมาณนี้ค่ะ
มิวนิคเป็นคน Introvert มากๆ คนหนึ่ง แต่ต้องทำงานสาย Extrovert มาทั้งชีวิต เรามีวิธีแบ่งโลกสองใบนี้ยังไงครับ? ตัดภาพไปหลังกล้องมิวนิคเป็นยังไงบ้าง พาเราไปรู้จัก “Other Mew” กันหน่อย
มิวนิค: อืมม…สำหรับหนูงานคืองาน ชีวิตส่วนตัวก็คือชีวิตส่วนตัว เวลาไปทำงานก็ทำให้เต็มที่ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร แม้ต้องใช้เอเนอจี้เยอะแค่ไหน เราก็ทำเพราะว่า “เรารักในงานที่เราทำ” แต่พอกลับมาอยู่กับตัวเองมันก็เป็นช่วงเวลาของเรา จะนอนเท่าไหร่ก็ได้ คือส่วนใหญ่หนูมักจะฮีลตัวเองด้วยการไม่คุย ไม่พูดอะไรเลย การอยู่ในความเงียบคือสิ่งที่หนูชอบ เพราะงานที่หนูทำต้องเจอคนเยอะ เจอแสงสีทุกอย่างเข้ามาพร้อมๆ กัน
จนมันแตะระดับปัญหาของคน Introvert คือความรู้สึกมันจะล้น พอกลับมาห้องเราก็แค่อยู่เงียบๆ ไม่ฟังเพลงไม่อะไรด้วยนะคะ เงียบ นิ่ง เลยจริงๆ ถ้ากลับมาเหนื่อยมาก อย่างวันที่ไปถ่ายซีรีส์แล้วอารมณ์มันสวิงขึ้นลง ก็จะกลับมาห้อง อาบน้ำ สระผม ปิดไฟ เอาพัดลมเป่าผมเหมือนเป่าทุกอย่างออกไปแล้วก็นั่งนิ่งๆ หลับตา แค่นั้นมันก็จะช่วยชาร์จพลังเราขึ้นมาจริงๆ ที่หนูบอกว่าโตขึ้นแล้วรู้ทันความคิดตัวเองมากขึ้นก็น่าจะเป็นมุมนี้ด้วย
จากที่เมื่อก่อน หนูไม่ชอบตัวเองเวลากลับบ้านมาแล้วมันเหนื่อยเกิน คือมันจะรู้สึกว่าทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้น้าา แต่พอเริ่มรู้ตัวเองมากขึ้นก็จะรู้ว่าวิธีไหนที่เราสามารถฮีลตัวเองให้กลับมามีพลังได้ใหม่
สมมุติวันนึงที่ไม่ได้ไปไหน ทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน? Social Detox ด้วยมั้ยครับ?
มิวนิค: ส่วนใหญ่ไม่ได้ Social Detox ค่ะ จะดูซีรีส์มากกว่า แต่ชอบการดูคนเดียว เพราะสิ่งนึงที่หนูจะไม่ทำในวันพักเลยคือการโทรนัดเพื่อนๆ หรือออกไปข้างนอกอีก ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้อง สั่งอาหารมากิน นอนดูซีรีส์ หรือไปออกกำลัง โยคะไรงี้ค่ะ
ในวงการบันเทิง มิวนิคได้ทำงานมาหลายรูปแบบมาก มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำและอยากทำอีกบ้าง?
มิวนิค: อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองค่ะ ความคิดนี้ค่อยๆ จริงจังขึ้นตอนใกล้จะเรียนจบนี่แหละค่ะ คือใจเราก็ชอบอาชีพนักแสดงเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว แต่อย่างที่รู้กันว่าอาชีพนี้ก็ไม่ได้มีความมั่นคงนัก มันก็อยู่ที่จังหวะเวลาว่าจะมีงานมั้ยหรือไม่มี เลยอยากลองเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสเกลใหญ่ อาจเป็นอะไรก็ได้เช่น เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, ครีม อะไรแบบนี้
หรือจริงๆ ที่เคยบอกอยากเปิดคาเฟ่ก็ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะเราเห็นภาพตัวเองตอนนั้นน่าจะในวัย 30-40 ปีเลย วัยที่เรารู้สึกมั่นคงพอแล้ว บวกกับคุณพ่อชอบดื่มกาแฟเลยคิดว่าถ้าเปิดจริงๆ คงไปเปิดต่างจังหวะซะมากกว่าแล้วให้คุณพ่อคุณแม่ดูแล ไม่ใช่ให้ท่านต้องมาชงมาเหนื่อยอะไรแบบนั้นนะคะ แค่อยากให้ท่านได้อยู่ดูแลร้านในสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศดีๆ สงบๆ
ก่อนหน้านี้ก็เคยชิมลางธุรกิจขายเทียมหอมด้วย?
มิวนิค: ใช่ค่ะ มันก็เกิดจากความชอบเราทั้งนั้นแหละค่ะ เราก็แค่ชอบทำและอยากลองขายดู มันก็สนุกและเหนื่อยดี ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้รู้ว่าธุรกิจมันไม่ได้ราบรื่นไปซะทุกอย่างนะ จะทำอะไรก็ต้องเรียนรู้ ใดๆ หนูว่าพื้นฐานของธุรกิจต้องเริ่มมาจากความชอบของเราก่อนเป็นหัวใจสำคัญและเราจะทำมันได้ดี 😉
ขอย้อนกลับไปที่บอกว่าชอบอาชีพนักแสดงที่สุด ถึงตอนนี้ยังมีบทบาทไหนอีกบ้างที่เราอยากลองเล่น?
มิวนิค: จริงๆ หนูอยากเล่นทุกบทแหละค่ะเพราะทุกบทที่ได้มามันก็มีความแตกต่างกันหมด บางบทมันอาจจะคล้ายกันบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีความเหมือน เพราะทุกตัวละครล้วนมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน เราก็ต้องมาเรียนรู้ชีวิตเค้าใหม่อยู่ดี เลยรู้สึกไม่ว่าบทไหนมันก็ทำให้เราเติบโตขึ้นทั้งนั้น และให้ประสบการณ์ที่ดีกับเรามากขึ้นทั้งนั้น ดังนั้นไม่ว่าบทไหนก็ยินดีที่จะลองเล่นค่ะ
มิวนิคในบท "พระแพง" ซีรีส์ The Underclass ห้องนี้...ไม่มีห่วย
อย่างตอนเล่นเป็น “แพรวพราว” หรือ “พระแพง” ก็ใส่อินเนอร์ได้ดีเลยนะ
มิวนิค: มันก็ต้องมีตัวเราเข้าไปผสมบ้างอยู่แล้วแหละค่ะ ต้องเกิดจากการทำการบ้านเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปตัวละครว่าเค้าเป็นยังไง
"ตัวละครจะมีชีวิตได้ยังไง ถ้าไม่แบ่งใจให้เค้า? เพราะฉะนั้นการจะเป็นตัวละครอะไรก็ตาม เราต้องแบ่งใจให้เค้าครึ่งนึง" ชอบแนวคิดนี้มากเช่นกัน รบกวนแชร์เคล็ดลับอีกหน่อย เราแบ่งใจให้ตัวละครยังไง
มิวนิค: แต่ก่อนหนูก็ไม่เคยคิดเลย แบบเล่นละครมาตั้งแต่เด็ก มีบทเข้ามาเราก็ท่องไป พูดตามที่รู้สึก แต่พอโตขึ้นแล้วเราได้มีโอกาสเรียนการแสดง ได้เล่นบทนำมากขึ้น (ที่ไม่ใช่แค่บทลูก แบบเด็กๆ)
เลยเริ่มมีมิติของตัวละครที่มันลึกขึ้น มันก็เป็นพื้นฐานของมนุษย์เราที่มีความคิดหลากหลาย มีหลายมิติ บวกกับที่ครูสอนการแสดงเคยพูดไว้ว่าตัวละครเค้าจะไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก ถ้าเราไม่แบ่งใจให้เค้า ไม่งั้นเค้าก็จะเหมือนเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ หน้าเหมือนหนู เป็นแบบหนู แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อากาศ เลยต้องแบ่งใจให้เค้าไป แต่การแบ่งที่ว่าก็ต้องเอาคืนกลับมาด้วย ไม่งั้นเราจะออกจากตัวละครไม่ได้แล้วมันจะส่งผลรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
สมมุติได้บทนึงมาแล้ว เราเริ่มแบ่งใจให้ตัวละครยังไง?
มิวนิค: ก็ต้องอ่านรายละเอียดบททั้งหมดก่อน แล้วค่อยๆ เขียนทีละข้อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้คน เช่น ตัวละครคนนี้เค้าชอบกินอะไร? สิ่งที่ชอบที่สุดคือแบบไหน เค้าชอบไม่ชอบคนแบบไหน เราก็จะนั่งคุยกับเค้าว่าเออเรารู้จักกันมากขึ้นแล้วน้าา มันก็ต้องมีความเชื่อในตัวเค้าเวลาที่เราไปเล่น ไม่ใช่เอาตัวเองไปเล่น แต่เราเอาเค้าไปเล่น
เหมือนคุยกับตัวละครอยู่ในห้วงความคิดของเรา?
มิวนิค: ใช่ๆ ค่ะ เราก็ต้องเชื่อเค้าด้วย ไม่ใช่แบบเล่นไปอย่างงั้นอ่ะ มันอาจจะฟังดูจินตนาการเยอะมาก แต่การแสดงนั้นมาจากพื้นฐานความเชื่อว่าเราเชื่อจริงๆ รึเปล่า มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ ตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่เหมือนกัน
จากที่เคยเป็นไอดอล ล่าสุดได้ลิ้มรสความเป็น “แฟนคลับ” บ้างแล้วจากการเป็นชาวกะรัตของวง “Seventeen” เล่าให้ฟังหน่อยครับการส่งต่อหรือรับพลังบวกในสองมุมนี้มันต่างกันยังไงบ้าง?
มิวนิค: จริงๆ หนูแอบเสียดายนิดนึงนะคะว่าตอนที่อยู่ในวง หนูยังไม่ได้มีไอดอลเป็นของตัวเองหรือยังไม่ได้ติดตามใคร แต่ตอนนี้พอเราได้ตามแล้วก็ได้เข้าใจความรู้สึกของพี่ๆ แฟนคลับมากขึ้น แบบเมื่อก่อนรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอะไรแบบนี้ก็ได้
ในเมื่อเราก็ทำงานตรงนี้อยู่แล้วนี่ บางทีเราก็ยังถามตัวเองอยู่เลยว่าเราเป็นใคร? ทำไมเค้าถึงให้การสนับสนุนรักและให้เราได้มากขนาดนี้? เราดี เราเก่ง เราดีพอขนาดนั้นแล้วมั้ย?
แต่พอได้มาตามวง Seventeen จริงๆ ก็รู้สึกได้คำตอบในหลายคำถามที่เคยพูดกับตัวเองว่าจริงๆ ไอดอลเค้าก็ไม่จำเป็นต้องดี ต้องเพอร์เฟคหรือเก่งไปซะทุกอย่างก็ได้ แค่เป็นตัวเค้า แค่เห็นเค้าประสบความสำเร็จ มีความสุข กินอิ่ม นอนหลับ เราก็มีความสุขแล้ว มันก็เหมือนเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต เป็น “พลัง” คอยเยียวยาในวันที่เหนื่อย
ในฐานะที่เรายังมีแฟนคลับอยู่ด้วย การมาอยู่ตรงนี้(เป็นชาวกะรัต)มันก็ทำให้เราเข้าใจเค้ามากขึ้นว่าเราสามารถเป็นแรงผลักดันให้เค้าได้มากขนาดไหน เพราะเราก็อยากใส่ใจ เข้าใจ เรียนรู้แฟนคลับมากขึ้นเช่นกัน อยากเป็นพลังให้ชีวิตเค้า เหมือน Seventeen เป็นพลังให้ชีวิตเรา
ซึ่งการได้มาเป็นแฟนคลับในชีวิตจริงแบบนี้ เป็นส่วนนึงของการบ้านที่เธอได้รับมาจากงานแสดงซีรีส์ภารกิจ(ลับ) ฉบับแฟนด้อมเพราะอยากซึมซับบทแฟนคลับแบบเข้าถึงอินไซต์ข้างในจริงๆ ความทุ่มเทใส่ใจในเนื้องานของเธอทำเอาผมอึ้งไปเลย จนอดไม่ได้ที่จะบรรเลงนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ไปหา “พี่ภาส พัฒนกำจร” ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ และเคยร่วมงานกับมิวนิคมาแล้วใน The Underclass โดยพี่ภาสเล่าว่า
“ประทับใจในความมืออาชีพของน้องคือ รับผิดชอบงานตัวเอง เตรียมตัวก่อนมาออกกอง ตอนออกกองระหว่างรอก็ชวนนักแสดงคนอื่นมาร่วมต่อบท การทำงานมันเลยราบรื่นและง่ายขึ้นเมื่อมีน้อง เพราะตอนถ่ายซีรีส์ “The Underclass ห้องนี้...ไม่มีห่วย" ก็มีน้องๆ ที่เป็นมือใหม่เยอะด้วย เราเลยต้องการคนที่มีประสบการณ์มาช่วยๆ กัน อย่างงานล่าสุดที่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งก็ได้ให้การบ้านน้องว่าต้องไปศึกษาความเป็นติ่ง น้องก็ลองไปศึกษาและลองเป็นติ่งมาจริงๆ 55+”
พี่ภาส พัฒนกำจร
ขอบคุณพี่ภาสมากๆ นะครับที่ให้เกียรติมาร่วมพูดคุยกันในบทความนี้ รวมถึงก่อนนี้ในบทความ The Underclass ที่เราได้คุยกันหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างทางของซีรีส์ จนออกมาเป็นผลงานที่สมบูรณ์ได้ดั่งใจ มีโอกาสคงได้เจอกันนะครับพี่
ก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่ามิวนิคเป็นไอดอลอายุน้อยร้อยคำคม เหมือนกันนะ
มิวนิค: จริงเหรอคะ หนูไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่เลย55+
“เก่งมากแล้ว สู้ต่อไปนะ”
“ปล่อยมันไปค่ะ เดี๋ยวทุกอย่างจะพาไปในทิศทางของมันเอง”
“ไม่ว่าอยู่จุดไหน ก็จะทำให้ตัวเองเปล่งประกายที่สุดในจุดนั้น” << เมมเบอร์หลายคนเอาประโยคนี้มาใช้
“หนูไม่ได้หายไปไหน แค่ไปอยู่เส้นทางใหม่ ยังไงเราก็ได้เจอกันอีก"
“ไม่รู้ว่ามันสำเร็จมั้ย แต่เราเชื่อว่ามันสำเร็จนะคะทุกคน"
"เราไม่ได้คาดหวังรสชาติ เราคาดหวังแค่ความสนุก"
“ไม่รู้จะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ เลยใช้เวลาให้คุ้มค่า”
พอได้กลับมาฟังด้วยตัวเอง รู้สึกยังไงบ้าง?
มิวนิค: จริงๆ แล้วคงเพราะทำงานมาเยอะตั้งแต่เด็กด้วยแหละค่ะ เลยค่อนข้างมีความคิดที่โตกว่าคนในวัยเดียวกัน เราเหมือนข้ามช่วงเรียนมาเป็นช่วงทำงานที่แท้จริงแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก หนูเป็นคนพูดอะไรแบบนี้เยอะจริงแต่ถามว่าตัวเองทำได้มั้ย? บางทีก็ทำไม่ได้นะคะ
แบบเรารู้ว่ามันควรจะเป็นไปในทิศทางนั้น แต่บางทีเราก็ไม่สามารถห้ามความคิดตัวเองได้ คือจริงๆ หนูเป็นคนคิดมาก ขี้กังวลมาก ก็จะมีหลายๆ อย่างที่จะคอยเตือนใจ เช่นหนูเป็นคนใจร้อน หม่าม้าก็จะคอยบอกว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะค่อยๆ ไปในทิศทางของมันเองตามเวลาที่มันเปลี่ยนไป”
แต่ยิ่งช่วงที่มาอยู่ BNK48 มันยิ่งทำให้หนูโตขึ้นและตกผลึกทางความคิดได้มากขึ้น ใจเย็นกับตัวเองได้มากขึ้น
ถ้าชีวิตคือหนังสือเล่มนึง ตอนนี้เรากำลังอ่าน Chapter (บท)ไหนของมิวนิคอยู่?
มิวนิค: หืมม(ครุ่นคิด)… Chapter ไหนของชีวิตเหรอคะ? อืมมม…หนูว่ามันไม่ใช่ Chapter ที่เป็นจุดพีค เพราะสำหรับหนูจุดพีคที่สุดคือตอนอยู่ในวงแล้วตัดสินใจจะแกรด แต่ปัจจุบันช่วงนี้เหมือนเป็นฟีล “Road Trip” แบบที่ไม่หวือหวาและไม่เรียบง่ายจนเกินไป เหมือน Road Trip ที่กำลังไปต่างจังหวัด ไม่ใช่กลับเข้ากรุงเทพฯ เป็นการเดินทางใหม่ที่ไม่ได้ขึ้นเขาลงห้วย แต่กำลังค่อยๆ ชมวิวระหว่างทางไปเรื่อยๆ ซะมากกว่า
เหมือนเป็นช่วง “Enjoy The Moment ระหว่างทาง” เลยเนอะ?
มิวนิค: ใช่ๆ ค่ะ เป็นอย่างนั้นเลย เก็บเกี่ยวโมเม้นต์ระหว่างทางมากกว่าจะพุ่งไปหาจุดหมาย อยากค่อยๆ ไป ซึ่งตอนที่อยู่ในวงมันเป็นช่วงที่เข้าไปหาจุดหมายซะมากกว่า เหมือนอยากเร่งเครื่องวิ่งเข้าเมือง แต่พอได้เข้าไปสัมผัสแล้วก็อยากขับรถออกจากเมือง ค่อยๆ ไปหาจุดหมายใหม่ที่แม้ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่อีกไกลแค่ไหน ก็ไม่ได้เร่งรีบจะไปให้ถึง หนูรู้สึกได้ความสมดุลกลับคืนมา
ถ้าจะบอกว่าเราเป็น “ไอดอลแห่งความกล้า” ที่ชอบท้าทายตัวเองมาตลอด
ไม่เคยรู้จักรายการดิสนีย์คลับ >> ลองทำ
ไม่เคยนั่งรถไฟไป ตจว. คนเดียว >> ลุย
ไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน (จนมาเล่นซีรีส์ One Year) >> เล่นไปตามหัวใจและบทบาท
ไม่ถนัดร้องเต้น ไม่ชอบเจอคนเยอะ >> มาออดิชั่น BNK48
กลัวการร้องเพลงที่สุด >> ร้องเพลง “สายซับ” ในคลิป GE/ โชว์ร้องสดใน Music Box / Cover Making a Lover ใน YTD
อยากรู้ว่าเราเอาชนะความกลัวด้วยความกล้าขนาดนี้ได้ยังไงครับ?
มิวนิค: หนูรู้สึกว่าแค่อยากลองทำค่ะ กลัวไม่ได้ทำแล้วเสียใจ รู้สึกว่าทำไปแล้วเสียใจยังดีกว่าไม่ทำแล้วมาเสียใจ อาจเป็นเพราะหม่าม้าด้วยมั้งคะ คือเวลาหนูจะทำอะไรม้าก็จะบอก “ทำเลยลูก พอไม่ทำก็จะมานั่งคิดอยู่ยังงี้ว่าจะทำหรือไม่ทำดี ก็ทำเลย ผลเป็นยังไงค่อยว่ากัน” เพราะถ้าจะต้องเสียใจก็ขอเลือกเสียใจที่เราได้ลองแล้วมันไม่เวิร์คดีกว่ามานั่งเสียดายว่าทำไมถึงยังไม่ได้ทำ เลยลองทำไปก่อน
แต่การลองทำในที่นี้ หนูจะเป็นประเภทที่ว่า “ลองแบบไม่กระโจนลงไป” เพราะว่ากลัวเจ็บ เป็นคนประเภทต้องวางแผน ถ้าอยากลองทำอะไรแล้วจะใช้เวลากับมันแล้วทำให้ออกมาดีที่สุด จะไม่แบบสุ่มๆ หรือทำๆ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่หนูเลือกแล้วว่าจะทำ หนูก็จะเต็มที่กับมัน ถ้าจะเกิดข้อผิดพลาดบ้าง มันก็อาจเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะเราทำทุกอย่างที่เราควบคุมได้หมดแล้ว
อย่างคลิป Cover เพลง “Making A Lover (애인 만들기)” นี่เตรียมฝึกฝนยังไง?
มิวนิค: หนูเลือกพี่ #PandaBNK48 ให้เป็นคนช่วยอัดเสียงให้หนู เพราะพี่เค้ารู้ว่าหนูเป็นยังไง หนูไม่ได้ร้องเพลงเพราะขนาดนั้น เค้าก็รู้ว่าจะต้องมานั่งเจาะทีละคำทีละประโยคให้มันตรงโน้ต ถึงจะมีคนเก่งกว่า หนูก็ไม่เลือกเพราะเค้าไม่เคยรู้จักหนูมาก่อน คนนั้นอาจจะคาดหวังว่าหนูต้องร้องเพลงเพราะจนเราไม่สบายใจที่จะทำ หนูเลยเลือกเส้นทางที่เราสบายใจและอยากทำที่สุด ก็เลยเลือกพี่แพนด้า (ตามไปฟังได้เลยใต้โพสต์)
อีกอย่างคือเราอยากค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านความกลัว ข้ามผ่านสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำซักที มันก็ถึงเวลาแล้วก็ค้นพบว่าเราไม่ได้กลัวมันขนาดนั้นแล้ว ลองทำดูก็ไม่เสียหาย คิดอยู่ตลอดว่าถ้าหนูตายวันนี้ พรุ่งนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้ทำอะไรมาเยอะมาก ได้ประสบการณ์มาเยอะมาก เออ ไม่มีอะไรที่เราจะมาเสียดายถ้าไม่ได้ทำ
แต่เราก็ตั้งเป้าหมายใหม่เรื่อยๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าชั้นพอแล้วไม่ทำแล้ว ถ้าบอกว่าชีวิตมีเวลาเหลือแค่ถึงเย็นนี้ เสียดายมั้ย? บอกเลยไม่เสียดาย เพราะได้ลองทำมาทุกอย่างแล้ว ไม่มีฟีลแบบน่าจะกลับไปลองทำอันนั้นนะ ไม่มี
เอาชนะ “ความกลัว” ด้วย “ความกล้า” ที่จะทำ และวางแผนเตรียมตัว อยากจะทำอะไรก็เตรียมพร้อมให้มันได้สิ่งนั้นและปล่อยวางในผลที่จะออกมา เป็นกรณีศึกษาที่ดีมากๆ
ขณะเดียวกันอะไรที่เรารู้ว่าไม่ใช่ทางเรา ก็ไม่ฝืนทำ ยกให้คนอื่นทำแทน อย่างการตัดต่อช่อง Up to Mew?
มิวนิค: ใช่ค่ะ คือหนูเป็นคนประเภทอะไรที่เราไม่ถนัด เราจะหาทางทำยังไงก็ได้ให้งานชิ้นนั้นมันออกมาดีแหละ เราจะไม่ทำเอง ตั้งแต่เรียนแล้วค่ะ อะไรที่มันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์งี้ สมมุติมันมีงานที่ต้องทำแอนิเมชั่นขึ้นมา ไม่ใช่ไปจ้างเค้ามาทำนะคะ แต่จ้างเพื่อนให้มาสอนหนู หมายถึงนั่งอยู่ข้างๆ กันแล้วให้บอกว่าต้องคลิกปุ่มไหน สอนหน่อย พาทำทีละขั้นทีละตอน
จะเป็นประเภทที่ไม่ชอบศึกษาด้วยตัวเอง ชอบให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ มาสอนมากกว่า หรือตอนสอบร้อง-เต้นของ BNK48 ที่เค้าให้คิดท่าเอง หรือให้ไปเลือกเพลงเอง เรารู้ว่าเราไม่ถนัด มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเทหรือไปลอกจากในเน็ตมาละกัน แต่จะไปจ้างครูมาสอนจริงจัง
เช่นเราต้องการเจาะเพลงนี้ สอนให้เป็นหน่อย พอคนที่ถนัดด้านนั้นจริงๆ มาสอน เราก็จะได้เรียนรู้ แต่อะไรที่ไม่ถนัดเราก็จะไม่อยากฝืน คือรู้สึกว่าถ้าเราทำแล้วมันจะไม่ดี ให้คนอื่นที่เค้าทำได้ดีกว่าเรามาทำดีกว่า เราไม่ได้เอาง่ายในขั้นที่แบบว่าจ่ายเงินให้เพื่อนทำแล้วส่งอาจารย์ ไม่ใช่! เราจ่ายให้เพื่อนมาสอนเรา เพื่อสร้างผลงานของเราจริงๆ แค่มีคนไกด์เราก็พอ
ตั้งเป้าช่อง Youtube ไว้แบบไหนครับ อยากทำอะไรอีกบ้าง?
มิวนิค: ความตั้งใจของหนูคือแค่อยากบันทึกชีวิตไว้ เวลาโตขึ้น ตอนแก่ก็ได้กลับมาดูเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าอยากจะทำเป็น
คอนเท้นต์ จะต้องมีแผนงานอย่างงี้ๆๆ หนูเลยชอบอัด Vlog เป็นพิเศษ เพราะรู้สึกว่ามันคือการเก็บโมเม้นต์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเอาไว้เป็นความทรงจำมากกว่าค่ะ
ใดๆ ตอนนี้ทางช่อง Up to Mew เปิดให้ “สมัครสมาชิก” ร่วมเป็นองครักษ์และเจ้าชายขององค์หญิงกันได้แล้วน้าา มาซัพพอร์ตค่าขนมและเป็นกำลังใจเพิ่มเติมให้น้องและคนตัดต่อกันนะครับ เริ่มต้นที่
🥈องครักษ์ 65 บ. / เดือน จะมี
- ดาวติดอยู่ข้างๆ ชื่อเวลาคอมเม้นต์ใต้โพสต์หรือในไลฟ์
- Emoji เซ็ตพิเศษน่ารักๆ ให้ใช้กัน
- รูปสุด Exclusive หรือเป็นภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ การตัดต่อซึ่งอาจไม่เคยลงที่ไหนมาก่อน
🥇เจ้าชาย 450 บ./เดือน
- ทำได้เหมือนองครักษ์ทุกอย่าง
- ได้สิทธิพิเศษรับชมคลิปก่อน
- เป็นคนกลุ่มแรกที่องค์หญิงจะคอมเม้นต์ตอบ
- ไฟล์ .Gif สุดพิเศษ
คลิกสมัครกันโลด
มองตัวเองในปีหน้าไว้ยังไง?
มิวนิค: ปีหน้าใช่มั้ยคะ? ถ้าเอาที่ใกล้ที่สุด ที่เห็นและอยากให้เป็นคืออยากมีธุรกิจหนึ่งอย่าง ขอแค่อย่างเดียวก็ได้ ค่อนข้างมั่นคง คือจะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องมีความสม่ำเสมอ เพราะงานในวงการเรามันไม่ได้สม่ำเสมออยู่แล้วค่ะ คือเราให้งานตรงนี้เป็นงานหลักอยู่แล้ว
แต่อยากมีงานเสริมมาเป็นธุรกิจ จะเป็นครีม, แบรนด์เสื้อผ้าหรืออะไรซักอย่างที่เราทำแล้วมีความสม่ำเสมอกับมัน ไม่ใช่ทำๆ เลิกๆ
แล้วก็อยากพูดเกาหลีได้แบบคล่องๆ อยากเรียนให้จบคอร์สซักที จบในที่นี้หมายถึงว่าถึงขั้นไปสอบได้ ที่ผ่านมาเรียนๆ หยุดๆ มาตลอด เราก็เริ่มเรียนช่วงไม่มีงาน งั้นเรียนละกัน พอมีงานก็ต้องหยุดเรียน สลับๆ อย่างงี้แล้วมันก็ไม่สม่ำเสมอ ไม่ไปไหนซักที เลยรู้สึกว่าอยากเรียนจริงจังละ
ซึ่งเธอก็พิสูจน์ให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นในด้านนี้จริงๆ จากในไลฟ์ช่วงล่าสุดก็จะอันยองงง พูดเกาหลีให้ฟังอยู่หลายครั้งแบบมั่นใจ เต็มเสียง สลับกับพูดภาษาอังกฤษ คอยทักแฟนๆ ต่างชาติได้อย่างไม่เคอะเขิน เป็นสิ่งที่เราต่างได้เห็นมานานตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ใน BNK48 ในความเป็นไอดอลผู้กล้าใช้ภาษา ฝึกฝน เรียนรู้ด้วยการพูดมันออกมา ไม่ว่ามันจะถูกผิดแค่ไหน การได้ลองพูดลองอยู่กับภาษานั้นให้คุ้นชิน เข้าใจ นั่นก็เป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ดีเลย
ส่วนนึงเพราะมี “Seventeen” เป็นแรงบันดาลใจด้วยรึเปล่า?
มิวนิค: ก็มีด้วยค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าอยากมีภาษาที่ 3 ติดตัวไว้ด้วย ซึ่งการจะมีภาษาใหม่ เราก็ต้องให้ความทุ่มเทกับมันมาก อีกอย่างมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เพราะปกติก็ดูซีรีส์เกาหลีอยู่แล้ว ได้ฟังได้ยินในทุกวันมันก็คงทำให้เราได้พัฒนาในส่วนนี้
มาถึงตรงนี้ “ปลายทาง” กับ “ระหว่างทาง” อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?
มิวนิค: ระหว่างทางค่ะ ตอบได้โดยไม่ต้องคิดเลย ถ้าเรามุ่งแต่ปลายทางอย่างเดียวแล้วไม่สนใจระหว่างทางเราจะลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกสิ่งที่ว่านี้ในระหว่างทางมันเยอะกว่าปลายทาง ปลายทางมันคือจุดหมายจุดเดียว ขณะที่ระหว่างทางมันมีอะไรอีกมาก ทั้งคนรอบข้างที่เดินไปพร้อมกับเรา แสดงความยินดีกับเรา เพราะสิ่งที่หนูให้ความสำคัญที่สุดคือคนรอบข้างหนูที่เดินมาพร้อมกันและพร้อมจะผลักดันเราไปต่อ หนูไม่อยากลืมคนเหล่านี้
เพื่อนร่วมทาง โมเม้นต์ ความทรงจำระหว่างทาง ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราคงไปไม่ถึงปลายทาง?
มิวนิค: ใช่ค่ะ เราเดินคนเดียวไม่ได้
แต่ปลายทางก็ควรมีไว้เช่นกัน?
มิวนิค: มีไว้แต่ไม่กดดันตัวเอง หนูเป็นคนนึงที่ไม่ทำ “Bucket List” หรือการกำหนดว่าปีนึงเราจะทำอะไรบ้าง หนูไม่ทำอย่างนั้นเพราะเป็นคนใจร้อน หนูรู้ว่าถ้าตัวเองทำจะพยายามดันทุกอย่างให้จบภายในครึ่งปี ด้วยความเป็นคนที่ถ้าตั้งเป้าแล้วอยากทำให้สำเร็จ เรากลัวไม่สำเร็จ เลยพยายามทำทุกอย่างให้มันเร็ว กลายเป็นจะกดดันตัวเองมากเลยถ้าแบบนั้น ทำให้คิดว่าไม่มีดีกว่า หรือมีลอยๆ ไว้ในหัว แบบไม่ใช่พลิกแพลงไม่ได้ มันเปลี่ยนได้เสมอ มีโครงพื้นฐานไว้ แต่ไม่ทำเป็นข้อๆ ว่าต้องทำอันนั้นอันนี้
บทที่ 6: Beyond Disney World
จักรวาลแห่งจินตนาการ
มาเรื่องเบาสมองกันบ้าง ถ้าให้เลือกเป็นตัวละครดิสนีย์ตัวนึง อยากเป็นใคร? (สลับเพศ สลับบทบาท เป็นคน เทพ สัตว์ได้หมดเลย)
มิวนิค: อื้มมม…หืมมยากจัง ไม่เชิงอยากเป็น แต่เอาเป็นชอบที่สุดละกันค่ะ จริงๆ หนูชอบอยู่สองคนที่มักจะตอบมาตลอดคือ “เจ้าหญิงเบล” จากเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร กับ “ราพันเซล” จากเจ้าหญิงผมยาวกับโจรซ่าจอมแสบ แต่ถ้าในแง่ของความชอบจริงๆ ก็ชอบเจ้าหญิงเบล ชอบในความที่เค้ารักด้วยความจริงใจ ไม่ตัดสินกันด้วยรูปร่างหน้าตา ที่รักเจ้าชายอสูรโดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ เป็นเจ้าชายรูปงามคนนึง แต่เธอก็แค่มีเมตตากับทุกคน เลยชอบเจ้าหญิงเบล พอเป็นเวอร์ชั่นหนังแล้วยิ่งรู้สึกทัช
แน่นอนว่าอีกเรื่องที่มิวนิคชอบคือ “Harry Potter” เลยอยากถามว่าถ้าเปลี่ยนจากมักเกิ้ลไปเป็นแม่มดได้ 1 วัน อยากทำอะไรในโลกเวทย์มนต์?
มิวนิค: อยากทำไรบ้างเหรอคะ? อยากไปเจอสัตว์วิเศษ แล้วก็อื้ม…วิชาไม้กวาด55+ แล้วก็ถ้าให้ทำอะไรได้อีกก็อยากลองใช้ไม้กายสิทธิ์ อยากลองเรียกของหรืออะไรยังงี้ อ๋อ อยากลองชิมบัตเตอร์เบียร์จริงๆ
เคยเห็นมีลูกอมรสขี้มูก ขี้หูจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง?
มิวนิค: ช่าย เคยลองแล้วก็กลิ่นมันก็แปลกๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่ารสชาติจริงๆ ในหนังมันเป็นยังไง แต่ของจริงมันก็ไม่อร่อย55+
พูดถึงสัตว์วิเศษก็คิดถึงแฮกริดเนอะ กับการจากไปของ “Robbie Coltrane” นักแสดงบทนี้ รักตัวละครนี้มากเลย
มิวนิค: รักเหมือนกันค่ะ ชอบที่เค้าพูดว่าถึงแม้ตัวเค้าจะไม่อยู่ แต่เด็กๆ จะยังจดจำเค้าได้ในฐานะ “Hagrid”
มิวนิคชอบบ้านกริฟฟินดอร์ แต่เหมือนเคยทำแบบทดสอบแล้วได้…?
มิวนิค: ได้ฮัฟเฟิลพัฟ ถ้าถามตัวเองจริงๆ ก็เหมาะกับบ้านนี้มากกว่า เพราะบ้านกริฟฟินดอร์มันต้องเป็นคนที่กล้าหาญมาก ในแง่ที่…กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แต่หนูจะเป็นประเภทไกล่เกลี่ยซะมากกว่า ไม่ชอบให้เกิดความขัดแย้ง อะไรแบบนี้ค่ะ มันเลยเอนไปทางบ้านนี้มากกว่า ไม่ต้องยืนหยัดอะไรขนาดนั้น แค่ไม่อยากมีปัญหากับใครก็พอแล้ว
อยากเห็น Side Stories ไหนจาก Harry Potter มากที่สุด?
มิวนิค: อยากเห็นของ “Severus Snape” เพราะดูเป็นตัวละครที่เก็บอะไรไว้เยอะ ไม่บอกใคร เป็นห่วงอยู่ลึกๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วเค้ารู้ว่าจริงๆ แล้วเค้ารู้สึกกับใครยังไง คือเรารู้แค่เผินๆ เลยอยากรู้ Side Stories ของเค้า อะไรที่ทำให้เค้ารัก
“Lily Potter (แม่ของแฮร์รี่)” ได้ขนาดนี้
อยากทำอะไรในโลกดิสนีย์อีกบ้าง?
มิวนิค: อยากเก็บ Disney World ให้ครบ และก็อยากไปตามล่าลายเซ็นตัวละคร และถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับดิสนีย์อีกก็ดีเลยค่ะ
98รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เปิดวิธีบล็อก SMS หลอกลวง ทั้งระบบ iOS และระบบ Android มิจฉาชีพออนไลน์มากันทุกรูปแบบโดยเฉพาะ SMS และการป้องกันที่ดีที่สุด คือ บล็อก SMS ไม่ให้ส่งเข้ามาในโทรศัพท์ทั้งระบบ iOS และระบบ Android
      Reskill Upskill คือ ทางรอดใหม่สำหรับองค์กร หลังจากที่โลกเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ การปรับตัวของโลกธุรกิจที่มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้ในองค์กรมากขึ้น
      ‘หมอบุญ’ ทุ่ม 5 พันล้าน ปั้น Wellness Center 6 ดาว รับต่างชาติกระเป๋าหนัก หมอบุญ วนาสิน ควัก 5,000 ล้าน เช่าที่ดิน 5 ไร่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 60 ปี ปั้นบิ๊กโปรเจ็กต์ “La Torre Medical Wellness Center พระราม 3” เวลเนส เซ็นเตอร์ 6 ดาว รองรับสังคมสูงวัยไทย-ต่างชาติ ดีเดย์เปิดปลายปี 68
      ถอดบทเรียนสงคราม E-Commerce หลัง JD Central ไปต่อไม่ไหว ช็อควงการเมื่อ JD Central ประกาศปิดให้บริการ 3 มีนาคมนี้ แม้จะมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่เหลือ 2 รายคือ Lazada และ Shopee แต่ก็ใช่ว่าความท้าทายจะสิ้นสุดลง วงการe-Commerce ไทยปีนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะ สงคราม On-Demand Commerce ที่คู่แข่งมาจากบริการออนไลน์ทุกทิศทาง
      ดูทั้งหมด