29 พ.ย. 2022 เวลา 14:57 • ข่าวรอบโลก
หนีไม่พ้น จีนต้องตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายโควิดเป็นศูนย์แล้ว เพื่อลดความไม่พอใจของประชาชนลง
2
โควิด-19 เริ่มต้นระบาดที่เมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562
1
หลังจากนั้นก็มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกกว่า 200 ประเทศ จนองค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Pandemic
1
ในช่วงแรกเกือบทุกประเทศในโลก จะใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดมาก ไม่ว่าจะเป็นการล็อกดาวน์ การบังคับใส่หน้ากาก การปิดร้านค้า โรงเรียน และขนส่งสาธารณะ
เพราะในช่วงแรก ไวรัสมีอัตราการเสียชีวิตสูง 5-15% และมนุษย์ยังไม่มียารักษาหรือยาต้านไวรัสโดยตรง และก็ยังพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไม่สำเร็จ
แต่เมื่อมีการระบาดผ่านไปนานสองปีเต็ม เข้าสู่ปี 2565 มนุษย์เราก็สามารถวิจัยพัฒนาวัคซีนที่หลากหลาย และฉีดไปแล้วนับหมื่นล้านโดส ตลอดจนมียาต้านไวรัสที่เฉพาะเจาะจง
ประกอบกับตัวไวรัสเอง ก็กลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งมีความรุนแรงน้อย ทำให้เสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 1% แม้จะยังคงมีความสามารถในการแพร่ระบาดที่รวดเร็วและกว้างขวางก็ตาม
1
ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการการควบคุมโรคทางสาธารณสุขลงเป็นลำดับ
เนื่องจากมาตรการเข้มงวดที่ทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ได้ส่งผลกระทบทางลบกับประชาชน ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม
ได้รับความลำบากในการใช้ชีวิต การทำมาหากิน การศึกษาเล่าเรียน และการพักผ่อนหย่อนใจ
จนปัจจุบันเหลือเพียงประเทศเดียวในโลกคือจีน ที่ยังคงใช้มาตรการเข้มงวด หรือโควิดเป็นศูนย์ (Zero Covid) อันได้แก่
1
1) จะมีการล็อกดาวน์เป็นเขตพื้นที่อย่างเข้มข้น ถ้าพบผู้ติดเชื้อรายใหม่แม้จำนวนไม่มากนักก็ตาม
2) การตรวจหาไวรัสอย่างรวดเร็วและกว้างขวางนับล้านคน (Mass Testing)
3) ผู้ติดเชื้อจะต้องถูกบังคับกักตัวในบ้าน หรือสถานที่รัฐจัดไว้ให้อย่างเข้มงวด
4) ธุรกิจและสถานศึกษาจะต้องปิดทุกแห่ง ในพื้นที่ที่มีการล็อกดาวน์
5) ร้านค้าต่างๆต้องปิดทั้งหมด ยกเว้นร้านที่จำหน่ายอาหาร
6) การล็อกดาวน์นั้นจะทำต่อเนื่องกันไป จนกว่าจะไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ หลายแห่ง เช่น นครเซี่ยงไฮ้จึงถูกล็อกดาวน์นานกว่าสามเดือน
2
การดำเนินการดังกล่าวของจีน ได้กระทำต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยการปกครองระบบสังคมนิยม ตลอดจนความสามารถทางการสาธารณสุขในการควบคุมโรคอย่างดีเยี่ยม
จนทุกวันนี้ จีนสามารถคุมโรคโควิดได้ดีมาก แม้จะเป็นประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือ 1448 ล้านคน แต่กลับพบผู้ติดเชื้อเพียง 315,248 คน เสียชีวิตเพียง 5233 คน อยู่ในอันดับ 103 ของโลก โดยมีอัตราการเสียชีวิตน้อยมากคือ 3 คนจากพลเมืองล้านคน
4
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากร 334 ล้านคน ติดเชื้อไปแล้ว 100 ล้านคน เสียชีวิตไป 1.1 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 3300 คน ต่อล้าน ซึ่งสูงกว่าจีนถึง 1100 เท่า
1
ส่วนสหราชอาณาจักร ซึ่งมีพลเมือง 68 ล้านคน ก็ติดเชื้อไปแล้ว 24 ล้านคน เสียชีวิต 196,000 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 2800 คนต่อ ล้านประชากร
นั่นหมายความว่า ถ้าจีนเลือกที่จะผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคมาตั้งแต่ปีที่แล้วเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
กล่าวคือ ยอมให้มีการติดเชื้อและการเสียชีวิตจำนวนพอสมควร เพื่อแลกให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป และประชาชนไม่ลำบากมากนัก
4
ก็จะคำนวณได้ว่า จีนจะพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 433 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 4.8 ล้านคน
2
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยเซฟชีวิตคนจีนไว้ได้ถึง 4 ล้านคน ไม่ให้ต้องเสียชีวิตจากโควิดด้วยมาตรการล็อกดาวน์
แต่มาตรการดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบทางลบ ทำให้ประชาชนจีนมีความยากลำบากอย่างมาก ในการใช้ชีวิต ในการทำมาหากิน ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ตลอดจนรายได้ต่างๆลดลงมาก
2
จึงทำให้เริ่มเกิดมีการประท้วงในเมืองต่างๆ เช่น นครปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู อู่ฮั่น ซีอาน และนานกิง เป็นต้น
2
ส่วนจุดที่ทำให้เป็นประกายของการประท้วงต่อต้านระบบสังคมนิยมของจีนก็คือ การเสียชีวิต 10 ราย จากเหตุเพลิงไหม้ที่เมืองอุรุมซี
โดยผู้ประท้วงเชื่อว่า การเสียชีวิตดังกล่าว มาจากมาตรการที่เข้มงวดเกินไปของการป้องกันโควิด ทำให้เข้าไปช่วยเหลือผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่ทัน
1
รัฐบาลจีนจึงเริ่มมีนโยบายผ่อนคลายโควิดเป็นศูนย์ลงบ้างแล้ว
1
คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า การผ่อนคลายดังกล่าวนี้ จะสามารถนำความสงบเรียบร้อยหรือลดการประท้วงของพี่น้องประชาชนจีนลงได้หรือไม่
2
และที่น่าสนใจติดตามต่อไปคือ ถ้าผ่อนคลายจนประชาชนจีนสบายใจไม่ประท้วงแล้ว
แต่เกิดมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากโควิด รัฐบาลจีนก็จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงความคุ้มค่าของการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว
Reference
โฆษณา