วิเคราะห์และสรุปอย่างละเอียด: หน่วยงานกลางของจีน “ออกมาตรการ 10 ข้อ” ปรับการรับมือโควิด-19 ทั่วแผ่นดินจีน “ผ่อนคลายขึ้น” ปูทาง "เปิดประเทศ"
11
ช่วงหลายวันมานี้ (ปลายเดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นเดือนธันวาคม 2565) รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลและเมืองต่างๆของจีน ได้ปรับมาตรการควบคุมและป้องกันโควิด-19 ในท้องที่ของตนเอง
ซึ่งสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่แสดงออกด้วยการรวมตัวตามท้องถนน ตามสถานศึกษา-มหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ ที่แม้ทางจีนจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ประท้วง และพยายามเซนเซอร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสไปทั่วจีน เนื่องจากสื่อนอกจีนมีการนำเสนอ
และอ้ายจงเองก็เคยวิเคราะห์ไปแล้วว่า เราจะได้เห็นการปรับมาตรการที่ผ่อนคลายขึ้น เท่าที่ทางจีนจะทำได้ ไม่ว่าจะอำนาจที่ทางท้องที่ทำได้ตามไกด์ไลน์ที่ส่วนกลางให้มา เพื่อลดแรงต้านของเสียงเรียกร้อง ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นแล้ว
ล่าสุด วันนี้ 7 ธันวาคม 2565 ทางหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข รวมถึงโควิด-19 ของจีน อย่าง คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHC ได้ประกาศปรับรายละเอียดการควบคุมและป้องกันโควิด-19 ในจีน ที่เป็นไปในรูปแบบ “ผ่อนคลายขึ้น”
4
หลังประกาศ “ปรับมาตรการ 20 ข้อ” เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
3
นับเป็นการปรับมาตรการโควิดโดยหน่วยงานกลางของจีน ที่มีผลต่อทั่วประเทศ สองครั้งติดต่อกัน ในรอบไม่ถึง 1 เดือน
สำหรับประกาศจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน ในครั้งนี้ 7 ธันวาคม 2565 เป็นการประกาศออกมา 10 ข้อ
1. กำหนดพื้นที่เสี่ยงโดยยึดตามหลักวิทยาศาสตร์ กำหนดพื้นที่ที่มีความเสี่ยงโดยเจาะจงตามอาคาร แต่ละชั้นของอาคาร หรือเฉพาะครัวเรือน ทำให้ต่อไปนี้ จะไม่มีการปิดตึกหรือปิดหมู่บ้าน ปิดย่านที่พักอาศัยแบบเหมารวมทั้งหมดโดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่จะปิดเฉพาะชั้น หรือเฉพาะโซน เท่านั้น
3
ในประกาศย้ำด้วยว่า ไม่ขยายพื้นที่โดยพลการ และห้ามนำสิ่งปิดล้อมต่างๆทุกรูปแบบมาใช้
ข้อนี้ เราจะได้เห็นว่าสอดคล้องกับข้อเรียกร้องและประเด็นชนวนเหตุที่เมืองอูหลู่มู่ฉี ที่ตึกแห่งหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต 10 คน โดยมีการตั้งประเด็นถึงตึกดังกล่าวมีการใช้สิ่งกีดขวางทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำได้ลำบาก จนกลายเป็นข้อเรียกร้องตามมาในหลายเมืองของจีน
2
และก่อนหน้าที่ NHC จะมีการประกาศตามนี้ หลายเมืองของจีนก็มีการออกมาตรการห้ามใช้สิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะปิดกั้นทางหนีไฟ เพื่อตอบสนองทันทีต่อกระแสเชิงลบที่เกิดในขณะนั้น อย่างเช่น ประกาศจากทางรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ก่อนหน้านี้
1
2. เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจโควิด-19 โดยจะลดความถี่และขอบเขตของการระดมตรวจโควิด-19 คือไม่ตรวจทั้งเมืองหรือตรวจทุกคนอีกต่อไป แต่จะเน้นตรวจเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการระบาด เช่น อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง หรือเป็นคนที่ทำงานที่เสี่ยงสูง ซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายเหล่านี้ สามารถรับการตรวจได้ แต่เป็นตามความสมัครใจ
1
และต่อจากนี้ ในการเข้าสถานที่สาธารณะ และท่องเที่ยวข้ามเมือง ข้ามมณฑล ไม่จำเป็นต้องแสดงผลทดสอบโควิดเป็นลบ หรือแสดง Health Code อีกต่อไป ยกเว้นจะเข้าไปในสถานที่ที่ยังต้องควบคุมเข้มงวดเป็นพิเศษ ได้แก่ บ้านพักคนชรา สถานสงเคราะห์ สถานรักษาพยาบาล สถานดูแลเด็ก โรงเรียนประถมและมัธยม
3. เพิ่มประสิทธิภาพการกักตัว
ในข้อนี้ ถือเป็นหนึ่งในใจความสำคัญของการผ่อนคลายในครั้งนี้
โดยผู้ติดเชื้อแบบมีอาการจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างแน่นอน
ขณะที่ผู้ติดเชื้อแบบมีอาการน้อยและไม่มีอาการ ไม่ต้องเข้ารับการรักษาและกักตัวในสถานที่กักตัวส่วนกลางที่จัดไว้ให้ในแต่ละพื้นที่อีกต่อไป “แต่สามารถแยกกักตัวที่บ้าน-ที่พักอาศัยของตนได้ เป็นระยะเวลา 7 วัน”
โดยกำหนดให้ในวันที่ 6 และ7 ของการกักตัวที่บ้าน จะต้องตรวจโควิด-19 เป็นลบ สองครั้ง ติดต่อกัน จึงจะสามารถออกจากการกักตัวได้ แต่ถ้ามีอาการมากขึ้น จะถูกส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลที่กำหนด
สำหรับผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยตรง ให้กักตัวที่บ้านเป็นเวลา 5 วัน หรืออาจจะไปกักตัวที่สถานที่กักตัวของส่วนกลางในแต่ละพื้นที่ “ตามความสมัครใจ” และจะออกจากการกักตัวได้ เมื่อผลตรวจสอบโควิดเป็นลบในวันที่ 5 ของการกักตัว
4. การล็อกดาวน์ จะต้องทำในรูปแบบ “ล็อกและยกเลิกอย่างรวดเร็ว” โดยทำเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยพื้นที่เสี่ยงสูงที่ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ติดต่อกัน 5 วัน ต้องปลดล็อกทันที
5. ทางส่วนกลางและแต่ละท้องที่ ต้องดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า ประชาชนจะสามารถซื้อยาได้อย่างเพียงพอตามความต้องการพื้นฐานของประชาชน
โดยกำหนดให้ “ร้านขายยาทั่วประเทศต้องเปิดดำเนินการตามปกติและต้องไม่ปิดตัวลงตามอำเภอใจ”
1
อนุญาตให้ซื้อยาพื้นฐาน ที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ได้ โดยซื้อได้ทั้งทางออนไลน์ และออฟไลน์ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยารักษาหวัด
1
6. เร่งให้ผู้สูงอายุเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดให้มากที่สุดเท่าที่เป็นได้
ส่วนกลางกระตุ้นให้แต่ละท้องที่ เพิ่มอัตราการรับวัคซีนของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจัดช่องทางบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เพิ่มสถานที่ฉีดวัคซีนชั่วคราว รถฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ และประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น รวมถึงการใช้มาตรการจูงใจต่างๆ
7. มีการแยกประเภทและสถานะสุขภาพของประชากร เพื่อให้สามารถแยกแยะได้ว่ากลุ่มใดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง อย่างผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน โรคไต เนื้องอก ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
โดยเหตุผลหลักที่มีการประกาศข้อนี้ คือทางการจีน ต้องการแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหลายครั้ง คือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำให้มีอาการหนักและเสียชีวิต เนื่องจากมีข้อจำกัดจากการควบคุมและป้องกันโควิด-19
8. พื้นที่ ที่ไม่ใช่เสี่ยงสูง “จะต้องไม่มีการจำกัดการเดินทาง ไม่ระงับการทำงาน การผลิต และการดำเนินการของภาคธุรกิจต่างๆ
2
มีการกำหนดกลุ่มคนที่ทำงานในหน่วยงานที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของคนจีน เช่น การแพทย์ การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ภาคการขนส่ง การค้า การประปา ไฟฟ้า และฮีตเตอร์ความร้อน จะอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการคุ้มครอง และตรวจสุขภาพ เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้ตามปกติในแต่ละพื้นที่ ท่ามกลางการระบาดโควิดที่ยังคงมี
2
9.เสริมสร้างการรับประกันความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาด “ห้ามมิให้ปิดกั้นทางหนีไฟ ประตูตึก ประตูย่านที่พักอาศัย และทางเข้าออกชุมชนในลักษณะใดๆก็ตาม อย่างเคร่งครัด”
2
เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะเข้าถึงการรักษาพยาบาลและอพยพจากเหตุฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที “โดยไม่มีอะไรกีดขวาง”
ข้อนี้ก็เป็นการตอกย้ำ ที่ระบุไปในข้อ 1 ครับ
จะเห็นว่า แม้จีนจะไม่มีการพูดถึงเหตุประท้วงและไม่มีการยอมรับถึงชนวนเหตุผู้เสียชีวิตที่ตึกไฟไหม้ในเมืองอูหลู่มู่ฉี เขตปกครองตนเองซินเจียง ตามที่มีเสียงเรียกร้องออกมาจากมวลชน
แต่ทางการจีนมีการมอนิเตอร์ และรู้ว่าจะต้องแก้อะไร จึงมีการเน้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวถึง 2 ข้อ
1
นอกจากนี้ ยังระบุให้มีการจัดตั้งกลไกเพื่อเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับสถานพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ผู้เยาว์ หญิงมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
และยังมีระบุถึง “เสริมสร้างการดูแลและให้คำปรึกษาด้านจิตใจสำหรับ ผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่แนวหน้าเกี่ยวกับการระบาดโควิด”
10. ประการสุดท้ายของการประกาศปรับมาตรการโควิด-19 ในรอบวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ทางการจีน เน้นเรื่อง “เพิ่มประสิทธิภาพงานป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงเรียน”
ระบุว่า โรงเรียนในทุกภูมิภาคต้องดำเนินการตามข้อกำหนดการป้องกันและควบคุมตามหลัก “วิทยาศาสตร์” ทาง
ใจความสำคัญคือ “โรงเรียนไหนไม่มีการระบาด ก็ดำเนินการสอนที่โรงเรียนตามปกติ ไม่ให้ออนไลน์ โดยร้านค้า โรงอาหาร สนามกีฬาและห้องสมุด ต้องเปิดตามปกติ”
ส่วนโรงเรียน “ที่มีการระบาด” จะต้อง “กำหนดพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกต้อง” กล่าวคือ หากไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ก็ยังสามารถดำเนินการเรียนการสอนในโรงเรียนได้ในเฉพาะโซนที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยง
ทั้งหมดนี้ก็คือการปรับมาตรการโควิด-19 ล่าสุด จากทางการจีน ซึ่งตามความคิดเห็นของอ้ายจง มองว่า เป็นการกรุยทางที่ใกล้จะถึงวาระ “การเปิดประเทศ” และเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆแล้วครับ
อ้ายจงอ้างอิงและเล่าเรื่องจาก
#อ้ายจง #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน
65ถูกใจ
62แชร์
8Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      WorkVenture เผยผลโหวต 50 องค์กร ที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด ปี 2023 แล้วแต่ละองค์กร มีสวัสดิการอะไรบ้าง ?
      📊สรุปภาวะตลาดคริปโตรายสัปดาห์ 📌ติดตามข้อมูลได้เป็นประจำทุกสัปดาห์ที่เพจ Brook Digital Asset
      WHO เตือน ประชากรโลกมากถึง 5,000 ล้านคน เสี่ยงเป็นโรคหัวใจจากการกินไขมันทรานส์ ดร.เท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ไขมันทรานส์เป็นสารเคมีที่เป็นพิษซึ่งคร่าชีวิตผู้คนได้ ไม่ควรมีอยู่ในอาหาร ถึงเวลาที่ต้องกำจัดมันให้หมดสิ้นไป เพราะประชากรโลกมากถึง 5,000 ล้านคน เสี่ยงที่จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจผ่านการรับประทานไขมันทรานส์
      Han So-Hee นักแสดงผู้มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองและไม่แคร์ภาพลักษณ์ใด ๆ ช่วง 2-3 วันมานี่หลายคนคงจะเห็นผ่านตามาบ้างกับภาพของนักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้อย่าง ฮันโซฮี ในสภาพเมาเละเทะจนเพื่อนต้องมาคอยดูแล
      ดูทั้งหมด