24 ต.ค. 2023 เวลา 06:23 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุป 3 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ จากหนังสือและบทความของ Ray Dalio EP.2

มาต่อกันที่ EP.2 จากที่ใน EP.1 ได้อธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างปัญหาหนี้ที่ Ray Dalio เชื่อว่าจะนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ในอนาคต
ใน EP.2 นี้จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับ "ความขัดแย้งครั้งใหญ่ภายในประเทศ" ที่เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ Ray Dalio กล่าวถึงในหนังสือและบทความของเขา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ใน EP ที่แล้ว
  • ความขัดแย้งครั้งใหญ่ภายในประเทศ
ในหัวข้อความขัดแย้งครั้งใหญ่ภายในประเทศ Ray Dalio ได้ให้เหตุผลว่ามันเกิดจาก "ช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าที่เพิ่มขึ้น" หรือเรียกง่ายๆว่า "ความเหลี่อมล้ำ" นั่นเอง
ที่มา Principles by Ray Dalio
การเพิ่มปริมาณเงินของทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษ หรืออาจจะหลายศตวรรษที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำไมถึงเป็น "ต้นเหตุ" ที่ Ray Dalio คิดว่าทำให้เกิดช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าในหมู่ผู้คนกัน
จากที่ Ray Dalio ได้มีการศึกษาการขึ้นและลงของสกุลเงินของอาณาจักรสามแห่ง (ดัตช์ อังกฤษ และอเมริกา) และอีกหกอาณาจักรที่สำคัญอื่น ๆ (เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน) ในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนราชวงศ์จีนสำคัญๆ ทุกราชวงศ์ที่ย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์ถังเมื่อประมาณ 600 ปีที่แล้ว
Ray Dalio ได้กล่าวว่าการเกิดขึ้นของสกุลเงินรวมถึงการเพิ่มปริมาณเงินของทั่วโลกตลอดเวลาที่ผ่านมา มันกระตุ้นให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และผลักดันให้ราคาของสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น หรือให้เข้าใจง่ายๆ คือ มันกระตุ้นให้เกิดคำว่า "วัตถุนิยมและทุนนิยม" นั่นเอง
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นกัน
Ray Dalio ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ในตอนที่เขายังเป็นเพียงเสมียนหนุ่มที่ทำงานในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เมื่อปี 1971
ในช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่หาได้จึงมีการพิมพ์เงินใหม่เป็นจำนวนมาก
ความกังวลในเรื่องเศรษฐกิจช่วงนั้น ทำให้ผู้คนพากันนำเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำที่ธนาคาร ด้วยความกังวลว่าปริมาณทองคำของสหรัฐฯจะหมดลง สหรัฐฯ จึงประกาศระงับการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำ นำโดยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน
ตอนนั้น Ray Dalio ได้คิดว่าการระงับการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำนี้ จะต้องทำให้ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบอย่างหนักและเกิดความโกลาหลอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำให้เสมียนหนุ่ม Ray Dalio ต้องประหลาดใจ เพราะว่าหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศระงับการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำ ซึ่งเหมือนเป็นการนำมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ออกไป
กลับทำให้ตลาดหุ้นของสหรัฐฯดีดตัวสูงขึ้น
ที่มา Principles by Ray Dalio
ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วเหมือนกันในปี 1933 ช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐฯก็ได้มีการใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ และได้มีการพิมพ์เงินใหม่เป็นจำนวนมากเหมือนกัน
พวกเขาจึงประกาศที่จะ "ละทิ้ง" มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) โดยแฟรงคลิน ดี. โรเซอเวลต์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ณ เวลานั้น ถึงแม้จะยังมีการอ้างอิงมูลค่าสกุลเงินกับทองคำในภายหลังก็ตาม
อธิบายตรงนี้นิดหน่อยเผื่อเพื่อนๆจะสับสนกับปี 1971 ในปี 1933 สหรัฐฯได้ละทิ้งมาตรฐานทองคำเพื่อตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้มากขึ้นและนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
สหรัฐฯยังคงไม่อยู่ในมาตรฐานทองคำอย่างแท้จริงจนถึงปี 1944 เมื่อมีการก่อตั้งระบบการเงินโลกใหม่อย่าง Bretton Woods ที่ระบุว่าสหรัฐฯต้องมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองคำ สหรัฐฯจึงกลับมาอ้างอิงมูลค่าสกุลเงินกับทองคำ ซึ่งถือว่าครั้งนั้นเป็นการออกจากมาตรฐานทองคำเพียงชั่วคราว
แต่เนื่องด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 1971 ทำให้สหรัฐฯต้องออกจากมาตรฐานทองคำอีกครั้ง โดยการระงับการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำหรือจะเรียกว่ายุติการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำก็ได้ การยุติการแปลงสินทรัพย์เป็นทองคำทำให้ระบบ Bretton Woods ต้องยุติลงตามไปด้วย
ทำให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินลอยตัว หมายความว่ามูลค่าของดอลลาร์สหรัฐนั้นไม่ได้ถูกผูกติดกับทองคำอีกต่อไป ตรงนี้หากเพื่อนๆสนใจรายละเอียดต่างๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง
กลับเข้าประเด็นหลัก ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นจากการพิมพ์เงินในเหตุการณ์ปี 1933 ทำให้มูลค่าของดอลลาร์สหรัฐลดลงและผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา Principles by Ray Dalio
จะเห็นได้ว่าแทบจะทุกครั้งที่มีเงินใหม่เกิดขึ้น มันจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆและการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้สูงขึ้น
ที่มา Principles by Ray Dalio
กล่าวคือ เมื่อเกิดการพิมพ์เงินใหม่ขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เหล่านักลงทุนและประชาชนจะมองหาสินทรัพย์ต่างๆที่พวกเขาคิดว่ามันจะสามารถ "รักษามูลค่า" ของตัวมันเองได้ดีกว่าสกุลเงินที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เลยผลักดันให้ราคาของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้นนั่นเอง
แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อสินทรัพย์ได้ถูกมั้ย ?
มาลองยกตัวอย่างกันว่าทำไม Ray Dalio ถึงคิดว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุของช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่า
นาย A ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ครอบครัวของนาย A ได้ส่งต่อความมั่นคั่งนั้นจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้นาย A มีโอกาสที่จะเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ทองคำ ได้มากกว่านาย B
ซึ่งนาย B มีครอบครัวที่มีฐานะยากจน และเนื่องจากนาย B มีฐานะยากจนเงินที่ทำงานหามาได้ จึงหมดไปกับปัจจัยสี่และสิ่งสำคัญที่ใช้ดำรงชีวิตซะส่วนใหญ่ ทำให้นาย B มีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ทองคำ ได้น้อยกว่านาย A
ถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมคนที่รวยมีแต่จะรวยขึ้นและคนที่จนมีแต่จะจนลง เพราะผู้ที่ร่ำรวย พวกเขามีเงินและโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้มากกว่า
ในทางกลับกัน ผู้ที่ยากจนไม่เพียงแต่ต้องหาเงินที่ใช้ดำรงชีวิตเท่านั้น แต่พวกเขาต้องหาเงินเพิ่มให้ได้มากขึ้น ตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากการที่ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้โอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ของพวกเขาน้อยกว่าผู้ที่ร่ำรวยนั่นเอง
Ray Dalio จึงมองว่าช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าหรือความเหลี่อมล้ำที่เกิดขึ้นนี้ สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากการเกิดขึ้นของสกุลเงินและการพิมพ์เงิน
เราจะเข้าใจคำว่า ช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าหรือความเหลี่อมล้ำ ของ Ray Dalio ได้เป็นอย่างดี หากเรามองไปที่การแบ่งขั้วทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศ
Ray Dalio กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในประเทศในหลายๆแห่ง ส่วนหนึ่งก็มาจากช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าที่กว้างขึ้น
หากเราสังเกตุมากพอเราจะพบว่า มันมักมาจากความแตกต่างทางความคิดแบบถ้าไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุดไปเลย จะเห็นถึงการแบ่งแยกทางความคิดได้อย่างชัดเจน
ที่มา Principles by Ray Dalio
อย่างเช่น ในประเทศ A ที่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่อยู่ในมือกลุ่มคนส่วนน้อยของประเทศ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนที่ร่ำรวยกับคนที่ยากจน
ซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงหรือการก่อความรุนแรงเพื่อเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียม ส่งผลให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ทำให้เกิดช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่า
และเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ฝั่งหนึ่งจะสนับสนุนนโยบายที่กระจุกความมั่นคั่งไว้ที่กลุ่มๆหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเอื้อนายทุนหรือคนที่ร่ำรวย
แต่อีกฝั่งหนึ่งจะสนับสนุนนนโยบายที่กระจายความมั่งคั่ง และไม่พอใจกับนโยบายที่เอื้อนายทุนหรือคนที่ร่ำรวย
ซึ่งหากช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่ากว้างขึ้น ความเหลี่อมล้ำในสังคมก็จะมากขึ้นตาม และจะนำไปสู่การแบ่งขั้วแบ่งกลุ่มกัน ความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่มก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Ray Dalio กล่าวว่าเมื่อช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่ากว้างขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง ท้ายที่สุดมันจะทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ภายในประเทศ และนำไปสู่การปฎิวัติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จะด้วยวิธีที่สันติหรืออาจกลายเป็นสงครามกลางเมือง (Civil War) ระหว่างคนสองกลุ่มเลยก็ได้เช่นกัน
ที่มา Principles by Ray Dalio
ซึ่งจะจบลงด้วยการ "ล่มสลายหรือเสื่อมถอย" ของอำนาจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบครั้งใหญ่ภายในประเทศ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าในความคิดของ Ray Dalio เขาคิดว่าการพิมพ์เงินหรือการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาด้านโครงสร้างหนี้ของหลายๆประเทศทั่วโลก
แต่มันยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่าที่กว้างขึ้น โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากคำว่า "วัตถุนิยมและทุนนิยม"
Ray Dalio ยังได้มองว่าความขัดแย้งภายในประเทศ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเกิดขึ้นของเงินใหม่และการพิมพ์เงิน นั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาหนี้ที่มาจากโครงสร้างหลายๆอย่างภายในประเทศ
อย่างเช่น เงินที่เกิดขึ้นใหม่มักมาพร้อมกับหนี้สาธารณะของประเทศที่เติบโตขึ้น แต่ในทางกลับกัน เงินใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่ได้กระจายให้กับทุกคน แต่กลับไปกระจุกอยู่ที่คนบางกลุ่มด้วยนโยบายบางอย่างจากภาครัฐ เป็นต้น
หากเป็นอย่างที่ยกตัวอย่างมา มันก็ไม่แปลกเลยที่ผู้ที่ยากจนจะรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้น
ปัญหาหนี้และช่องว่างด้านความมั่นคั่งและคุณค่า สองสิ่งนี้จึงมีความเชื่อมโยงโดยที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มันเลยเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันและเกิดขึ้นเป็นวัฐจักรหลายต่อหลายครั้งมาตั้งแต่อดีต
ความขัดแย้งภายในประเทศจึงเป็นอีกปัจจัยหรือแรงขับเคลื่อนที่นำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ในความคิดของ Ray Dalio นั่นเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา