18 ต.ค. 2023 เวลา 05:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ข้อพิจารณาก่อนซื้อหุ้น เพื่อไม่ให้เราต้องมานั่ง "ทุกข์ใจบนที่สูง" ในภายหลัง

การซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสมเป็นหลักการพื้นฐานของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ
การพิจารณาด้วยวิธีต่างๆ ก่อนทำการซื้อหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นที่ราคาสูงเกินจริงหรือหุ้นที่ราคาไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนทุกคนพึงกระทำ
อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาที่บ่งขี้ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาที่เหมาะสมหรือไม่ นั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางการเงิน ปัจจัยเฉพาะแต่ละอุตสาหกรรม ปัจจัยเศรษฐกิจระดับมหภาค ปัจจัยที่ควมคุมไม่ได้จากภายนอก รวมถึงความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ของนักลงทุนแต่ละคนและอีกมากมาย
ในครั้งนี้เลยจะมาแนะนำข้อควรพิจารณา "เบื้องต้น" ก่อนเข้าซื้อหุ้น เพื่อไม่ให้เราต้องมานั่งทุกข์ใจบน(ดอย)ที่สูงในภายหลัง
1
  • เปรียบเทียบอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) กับคู่แข่งและอุตสาหกรรม
อย่างที่รู้กันว่าราคาต่อกำไรหรือ P/E นั้นบ่งบอกถึงกำไรที่บริษัทนั้นทำได้เมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท
ราคาต่อกำไร(P/E)ที่ต่ำจะบ่งบอกได้ว่า บริษัทนั้นสามารถทำกำไรได้ดีเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้น
อย่างไรก็ตาม การมองที่ P/E ของบริษัทที่เราสนใจบริษัทเดียวนั้น อาจทำให้เรามองข้ามอะไรบางอย่างไป เพราะการที่ P/E ของบริษัทที่เราสนใจต่ำนั้น อาจไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นมีความสามารถเหนือกว่าบริษัทอื่นๆก็ได้
ตัวอย่างเช่น บริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
เมื่อเราพูดถึงบริษัทเทคโนโลยี สิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ งบในการวิจัยและพัฒนา (R&D)
ซึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่วนใหญ่แล้วจะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ
จึงทำให้ในบางครั้งการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ จะไปกระทบอัตราส่วนราคาต่อกำไร(P/E)ของบริษัททำให้ P/E สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทนำกำไรที่ได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนวิจัยและพัฒนา
บริษัทเทคโนโลยีที่มี P/E สูง อาจบ่งบอกได้ว่าบริษัทมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาตลอดเวลา ทำให้เราสามารถคาดหวังการเติบโตในอนาคตของบริษัทได้
ในทางกลับกันบริษัทเทคโนโลยีที่มี P/E ต่ำ อาจจะไม่ได้บ่งบอกถึงการเติบโตในอนาคตที่ดีของบริษัท
การเปรียบเทียบ P/E ของบริษัทที่เราสนใจกับคู่แข่งและบริษัทในอุตสาหกรรม จึงอาจทำให้เราสามารถมองเห็นอีกมุมหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไปก็ได้
  • มูลค่ายุติธรรม (Fair Value)
มูลค่าที่ยุติธรรมหรือมูลค่าที่แท้จริง (Fair Value) ของหุ้น ก็คือ มูลค่าโดยประมาณหรือที่คำนวณได้ของสินทรัพย์ หนี้สิน หรือการลงทุนภายใต้สภาวะตลาดปกติ เป็นราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายเต็มใจตกลงที่จะแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ในตลาดด้วยราคานี้ หรือให้เข้าใจง่ายๆ ว่าคือ "ราคาที่ควรจะเป็น" นั่นเอง
การที่ราคาหุ้นอยู่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นตัวนั้น สามารถบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
- การประเมินค่าที่สูงเกินไป
หุ้นที่มีราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม อาจบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อหุ้นตัวนั้น หรืออาจบ่งบอกถึงพฤติกรรมการเก็งกำไรหรือความคาดหวังจากนักลงทุนที่มากเกินไป (FOMO) จึงผลักดันให้ราคาของหุ้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน
หากนักลงทุนต้องการซื้อ อาจจำเป็นต้องรับความเสี่ยงที่มากขึ้นสำหรับหุ้นนั้นๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านลบที่อาจเกิดขึ้นได้
- ศักยภาพในการเติบโตด้านราคา
หากหุ้นมีราคาที่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรม ก็อาจมีข้อจำกัดในการเติบโตด้านราคา ในกรณีเช่นนี้หุ้นอาจเสี่ยงต่อการปรับฐานด้านราคาหรือราคาร่วงลง
เนื่องจากราคาที่สูงกว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้น อาจทำให้นักลงทุนบางอย่างตัดสินใจขายทำกำไรและป้องกันความเสี่ยงกรณีราคาหุ้นร่วงลง
การเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม (Undervalue) จึงเปรียบเสมือน "โล่ป้องกันความเสี่ยง" ชั้นดีประเภทหนึ่งเลย เพราะอย่างน้อยเราก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ราคาหุ้นที่ได้มาอยู่ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นนั่นเอง
  • อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth)
อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) คือ เปอร์เซ็นต์ที่คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้นของบริษัทจะเติบโต หรือความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท
การที่หุ้นมี EPS Growth ที่สูงอาจบ่งบอกถึง การเติบโตของรายได้ การควบคุมต้นทุน รวมถึงโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ
ในบางกรณี EPS Growth ยังถูกใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ เมื่อนักลงทุนต้องการที่จะรับความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น
กรณีนักลงทุนเชื่อมั่นว่าหุ้นของบริษัท A จะเติบโตต่อไปได้ในอนาคตแต่ยังกังวลเพราะว่าหุ้นของบริษัท A นั้นมี P/E ที่สูง จึงยังไม่กล้าเข้าซื้อ
ในกรณีนี้นักลงทุนบางรายจะเลือกใช้เครื่องมืออย่าง PEG Ratio ที่คำนวณโดยการนำ P/E Ratio มาหารกับ EPS Growth
PEG Ratio สูงกว่า 1 แปลว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในระดับที่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือสูงกว่ามูลค่าที่คาดการณ์ในอนาคต (Overvalue) กลับกันหาก PEG Ratio ต่ำกว่า 1 แปลว่าหุ้นตัวนั้นอยู่ในระดับที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือต่ำกว่ามูลค่าที่คาดการณ์ในอนาคต (Undervalue)
อย่างไรก็ตาม PEG ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น อุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยงของบริษัท และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง เนื่องจากมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ EPS Growth จึงอาจจะสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ P/E ก็อาจสูงตามไปด้วย
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาจมีแนวโน้มการเติบโตต่ำกว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี EPS Growth จึงอาจจะต่ำ
และด้วยความที่เป็นอุตสาหกรรมที่รายได้ค่อนข้างเป็นวัฐจักรตามเศรษฐกิจ นักลงทุนอาจไม่ได้ให้ความคาดหวังเท่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี P/E ของอุตสาหกรรมการผลิตจึงอาจจะต่ำไปด้วย
สมมุติว่า บริษัทเทคโนโลยี A มี P/E ที่ 20 และมี EPS Growth ที่ 20% PEG ของบริษัทเทคโนโลยี A จะเท่ากับ 1
ส่วนบริษัทการผลิต B มี P/E ที่ 10 และมี EPS Growth ที่ 10% PEG ของบริษัทการผลิต B จะเท่ากับ 1
แม้สองบริษัทนี้จะมี PEG เท่ากัน แต่บริษัท A จะได้รับความคาดหวังจากนักลงทุนมากกว่าบริษัท B เพราะบริษัท A เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี เราจึงสามารถคาดหวังการเติบโตในอนาคตได้มากกว่าแม้ PEG จะเท่ากันก็ตาม
อย่างไรก็ดี หากต้องเลือกหุ้นเพียงตัวเดียวระหว่างสองอุตสาหกรรมนี้ เราไม่ควรวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบแค่ PEG Ratio เพียงอย่างเดียว
เพราะว่าปัจจัยที่จะบ่งบอกว่า PEG Ratio ของหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามประเภทของอุตสาหกรรม
ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการที่จะรับความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยการซื้อหุ้นที่มี P/E สูง อย่างน้อยๆหุ้นตัวนั้นก็ควรมี EPS Growth ที่สูงด้วย เพราะถึงแม้ P/E จะสูงแต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีของกำไรต่อหุ้นในอนาคตนั่นเอง
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียง "ส่วนหนึ่ง" ของข้อที่ควรพิจารณาเมื่อต้องการที่จะลงทุนในหุ้น
ในความเป็นจริงนั้นราคาหุ้นสามารถได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการ จึงไม่ควรอาศัยแค่เครื่องมือวิเคราะห์เพียงตัวใดตัวหนึ่ง
และต้องจำไว้ว่าราคาหุ้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ความรู้สึกของนักลงทุน สภาวะเศรษฐกิจ ปัจจัยภายนอก และอื่นๆ
และถึงแม้ว่าหุ้นบางตัวอาจดูเหมือนมีมูลค่าสูงเกินไปในปัจจุบัน แต่มันอาจไม่เป็นเช่นนั้นในอนาคตก็ได้
การพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยวิธีต่างๆ จึงสามารถช่วยให้นักลงทุนเข้าใจความซับซ้อนของการประเมินมูลค่าหุ้นและตัดสินใจเลือกการลงทุนในหุ้นได้ดีและชาญฉลาดยิ่งขึ้น

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา