11 พ.ค. เวลา 10:58 • นิยาย เรื่องสั้น

Ep. 4 สิ้นสุดความคิดถึง

ฉันอยากมีบ้านหลังเล็ก ในสวน
มีลูก 1 คน
ไม่ต้องมีแฟนก็ได้…”
ฉันพูดประโยคนี้ตั้งแต่ฉันยังเด็ก
ตั้งแต่ฉันเกิดมาฉันไม่ได้อยากรวย ไม่ชอบเรียนหนังสือ “ฉันไม่มีความฝัน” ฉันเรียน รร ตามที่ป๊า กับแม่ให้เรียน ฉันเลือกคณะเรียนตามพี่สาวฉันกรอกใบสมัครให้ ฉันเลือกมหาวิทยาลัยตามเพื่อน และพี่สาวของฉัน ๆ บอกกับป๊าแม่ตลอดว่า
“ฉันอยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ มีลูก 1 คน…ไม่ต้องมีสามีก็ได้…”
ฉันไม่เคยเรียนซ้ำชั้น ไม่เคยต้องสอบซ่อมวิชาใดเป็นพิเศษเลย แต่เกรดของฉันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกรดต่ำสุดในห้องเรียนเสมอ และฉันไม่รู้สึกอะไรกับมันด้วยซ้ำ
2
ฉันทำข้อสอบได้ตามวิธีที่ฉันคิดได้ แม้คำตอบไม่ถูกตรงที่อาจารย์สอน คำตอบไม่ตรงใจอาจารย์ แต่อาจารย์ก็กรุณาให้ฉันสอบผ่าน อาจารย์บอกฉันว่า วิธีคิดของฉันก็ไม่ผิดแต่อาจารย์ก็ไม่รู้ ว่าทำไมคำตอบออกมาไม่เหมือนเฉลยและไม่เหมือนเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนของฉัน แต่ด้วยฉันเข้าเรียนน้อยมาก อาจารย์จึงให้คะแนนเพียงแค่ผ่านไม่ตก ไม่ต้องสอบซ่อมเท่านั้น เกรดทุกวิชาของฉันคือ D
แต่ไหนแต่ไร ฉันไม่ใช่เด็กเรียน ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่ชอบการแสดงออก ไม่โดดเด่น และฉันไม่อยู่ในกรอบธรรมเนียมของสังคมส่วนมากสักเท่าไร ฉันมักจะโดนเปรียบเทียบ กับพี่สาวของฉันเสมอ
1
พี่สาวฉันเป็นดัมเมเยอร์ไม้ 1 ประจำ รร และ รร. ที่ฉันและพี่สาวเรียนเป็น รร. ประจำจังหวัด
ฉันและพี่สาวแตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
พี่สาวของฉันเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของ รร เป็นประธาน นร เป็นหัวหน้าห้อง ได้รับรางวัลระดับจังหวัด เรื่องกาาคัดลายมือภาษาอังกฤษ และภาษาไทย การอ่านนิทาน ชนะการประกวดกาสวดทำนองสรภัญญะ และถูกจัดอยู่ห้อง 9 ถือว่าเป็นห้องคิง โดยมีคะแนนเป็นอันดับ 2 ของรุ่น และเป็นหลานรักของอาโกว อาแป๊ะทั้ง 6 คนของฉัน
1
ส่วนฉันมักจะถูกอาจารย์ประกาศออกเครื่องกระจายเสียงของ รร เพื่อเรียกให้ฉันเข้าห้องเรียนเสมอ บางครั้งเพื่อนพี่สาวฉันต้องมาตามฉันที่นอนหลับอยู่บนสนามหญ้าหน้า รร หนักเข้าหน่อย อ ก็จะตามถึงในบ้าน อ มักเรียกฉันไปอบรมว่า "ทำไมไม่ทำตัวแบบพี่สาวบ้าง"
ฉันอยู่ห้องระดับกลาง ๆ ตอนสอบคัดเลือกเข้าห้องฉันไม่ได้อ่านข้อสอบเลย หลับตาจิ้ม ฉันได้อยู่ห้อง 6 จาก 9 ห้อง (ห้องคิง) ฉันไม่สนใจกีฬาหรือกิจกรรมใน รร เลยสักอย่าง เมื่อรุ่นพี่มาทาบทามให้ประกวดหรือเป็นหรีดเดอร์ ฉันปฏิเสธทุกครั้ง เหตุผลเลยคือ ฉันร้อน และชุดก็คันมาก
ตำแหน่งการนั่งเรียน ฉันเป็นเด็กหลังห้อง มีหลายครั้งที่ฉันตั้งใจเรียนแล้วมีข้อสงสัยจึงยกมือถาม อ ผู้สอนมักได้คำตอบว่า “คนอื่นไม่เห็นสงสัยเลยเธอคนเดียวที่สงสัย ไปถามเพื่อนเอง”
ฉันไม่เคยถามอะไร อ อีกเลยตั้งแต่นั้นมา ฉันไม่ได้รู้สึกเสียหน้า แต่ฉันรู้สึกว่าการเรียนคงไม่เหมาะกับฉัน แต่ไม่เป็นไร เพราะฉันก็ไม่ชอบการเรียนเหมือนกัน
ฉันมักจะไม่รู้สึกเสียใจอะไรเมื่อรู้ว่ามีอะไรที่ไม่ชอบฉัน เพราะจริง ๆ ฉันก็ไม่เคยชอบอะไรเหมือนกัน แต่จนวันนึงชีวิตของฉันบีบให้ฉันจนหลังชนฝา จนฉันต้องลุกขึ้นมาพัฒนาตนเอง
ประสบการณ์ที่ฉันเจอ มันบีบบังคับฉัน
การพัฒนาตนเองของฉัน มันค้านกับนิสัยมากพอสมควร ฉันชอบอ่านเฉพาะเรื่องที่ฉันชอบ ฉันจะทำ จะอยู่ จะเลือกแต่สิ่งที่ฉันชอบ
แล้วฉันชอบอะไร?
ฉันชอบคบเพื่อนสนุกสนาน ชอบดื่ม ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบว่ายน้ำ ชอบอยู่คนเดียวแต่ก็ชอบสังคม ชอบเล่นกีฬาสนุกเกอร์ ชอบสิ่งมึนเมา ชอบความเพลิน ชอบอาการเคลิ้ม ลอย
1
เมื่อฉันคิดได้ว่าฉันชอบอะไร ฉันทำตรงข้ามกับสิ่งที่ฉันชอบไปเลย
ฉันไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่นอนดึก ไม่เล่นเกมส์ ไม่อ่านนิยายสืบสวน ไม่สุงสิงกับเพื่อน หรือเพื่อนกลุ่มเดิม
ฉันยอมอยู่คนเดียวหนังสือที่ฉันเลือกอ่านต้องเพิ่มความคิดของฉันเท่านั้น
ฉันไม่อ่านการ์ตูน ไม่ดูการ์ตูน
สิ่งเดียวที่ฉันอ่านคือ บทความวิจัย
ฉันฝึกแปลภาษาอังกฤษ ฝึกพูดหน้ากระจก ฝึกยิ้ม และนั่งคิดทบทวนเรื่องตัวเองทุกวันว่าในแต่ละวัน
สิ่งที่ฉันเคยเป็น...
1. ฉันรู้สึกว่าฉันโง่ ฉันเลือกผิดเสมอ ฉันไม่เคยมีทางเลือกในชีวิตดี ๆ สักครั้ง หรือ...
2. มีสิ่งดี ๆ เข้ามา แต่ฉันก็โง่พอที่จะไม่รู้ว่ามันคือทางเลือกที่ดีกันนะ
3. ฉันเคยคิดว่าคนฉลาด เขาทำยังไงกันนะ?
4. คนเก่งเขาต้องเป็นยังไงนะ?
5. คนที่เลือกสิ่งที่ดีใส่ตัวเองต้องคิดแบบไหนกันนะ?
ฉันรู้สึกว่าฉันโง่
ฉันเลือกผิดเสมอ
ฉันไม่เคยมีทางเลือกในชีวิตดี ๆ สักครั้ง
2
ฉันเลยเลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากป๊า ขอเงินเพื่อซื้อหนังสือ ข้อสอบ กพ หนังสือที่สอบเข้าราชการนะแหละ
2
ฉันเปิดหน้าแรก “ฉันงง…อนุกรมเวลาคืออะไร?”
ฉันเข้า Google เพื่อถามอนุกรมเวลาหมายถึงอะไร ? ฉันยังต้องอ่านอีกเยอะเลยสินะ!!
เช้ามาฉันขอโน๊ตบุ๊คป๊า 1 เครื่อง ป๊าตอบตกลงไปซื้อให้ในวันนั้นเลย จากนั้นฉันใช้เวลาทั้งวัน ทั้งคืนในการอ่านสิ่งที่ฉันไม่เคยสนใจจะรับรู้ และฉันแทบไม่ออกจากบ้านอีกเลย
จากอนุกรมเวลา จนไปถึงคำว่า “ระเบียบวิธีวิจัย” ฉันค้นหาไปเรื่อยจนมีโอกาสอ่านบทความวิจัยเรื่องเกี่ยวกับโสเภณีทางภาคเหนือ ตั้งแต่นั้นมาฉันไม่อ่านแล้ว นส กพ ฉันไม่สนุกกับมัน ฉันสนุกกับการหาบทความวิจัยมานั่งอ่าน
2
ฉันเริ่มสนใจคำว่า “วิจัย” ฉันซื้อเครืื่องปริ้นเพื่อปริ้นบทความออกมาอ่าน เย็บเป็นเล่ม แล้วอ่านเพื่อแกะวิธีการเขียน ช่วงนั้นฉันใช้เวลากับการอ่านไปมากมายจริง ๆ
สายตาฉันสั้นประมาณ 400 ฉันต้องทำแว่นใหม่เพื่อใช้อ่าน นส เมื่อไปหาหมอพบว่า สายตาฉันสั้น 900+ ยังไม่ใช่เวลาที่ฉันต้องห่วงสวย
ฉันต้องการอ่านบทความเท่านั้น มันช่วยเยียวยาจิตใจ และเพิ่มความมั่นใจในตัวเองของฉันได้ และแล้วป๊าก็เห็นความตั้งใจเปลี่ยนแปลงตนเองของฉัน
ป๊าถามเปรย ๆ ว่า “เรียนต่อไหม”
ฉันถามป๊าว่า “พูดจริงไหม”
ป๊าตอบว่า “จริง”
1
รุ่งขึ้นเรา 3 คน มี ฉัน ป๊า แม่ ขับรถไปอีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อสอบถามข้อมูลการเรียนต่อ ป. โท กับมหาวิทยาลัยนี้ โชคดีมีหลักสูตรใกล้เปิดพอดี ฉันสามารถสมัครวันนั้นได้เลย
ฉันใช้เวลา 1.3 ปี ในการเรียน ทำวิทยานิพนธ์ และพิธีจบ ฉันไม่เข้าร่วมพิธีจบเพราะฉันจะเอาเงินที่จ่ายไปซื้อหนังสือมาอ่านอีก และฉัน ป๊า แม่ ก็พากันไปซื้อหนังสือที่ศูนย์ นส ใหญ่ที่ กทม
หลังจบ ป. โทไม่นาน
ป๊าเลยถามฉันต่อว่า “เรียนต่อไหม”
ฉันตอบป๊าคำเดิมว่า “จริงไหม”
ป๊าก็ตอบคำเดิมเช่นกันคือ “จริง”
ไม่นานฉันก็ฝึกเขียน เค้าโครงวิจัย เพื่อยื่นสมัครเข้าเรียน ป. เอก ฉันใช้เวลาทั้งวันของฉันในการอ่าน นส ที่หลักสูตรเขาให้มา อ่านทุกวิชา จนฉันจับได้ และจับทางการเรียนการสอนของแต่ละวิชาได้
ฉันใช้เวลา 2.5 ปีในการเรียนจบ ป. เอก แต่ต้องรออีก 6-7 เดือนที่จะรับปริญญา
วันรับปริญญาฉันถ่ายรูปน้อยมาก เพียงเพราะฉันร้อน เหนื่อย อยากอยู่เฉย ๆ ฉันไม่ได้ภูมิใจตนเองเท่าไร
ความรู้สึกของฉันว่างเปล่า ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่ตื่นเต้น ไม่ดีใจ ว่างเปล่า
ระหว่างที่เรียน ป. เอก ฉันได้รับโอกาสพิเศษจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ฉันรัก และเคารพท่านหนึ่ง ทาบทามให้ไปทำงานที่ ม. ใจกลาง กทม ด้วยตำแหน่ง ผอ สถาบันวิจัยฯ ฉันตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด ฉันมีความสุขมาก สนุกมากที่จะได้ทำงานที่ฉันชอบ และฉันได้มีโอกาสถูกเลือกแล้ว
ฉันเริ่มมีความฝัน ฉันชอบการเป็นผู้บริหาร และอยากได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ฉันรู้ว่าฉันฝัน แต่เรามีความใฝ่ฝันได้นี่!!!!
ฉันตั้งใจกับงานที่ฉันได้รับมอบหมาย ฉันเขียนโครงการวิจัยได้ทุกวัน เพื่อรอแหล่งทุนเปิดฉันจะได้นำมาแก้แล้วส่ง จะได้เร็ว ฉันวางแผนการทำงานด้วยใจที่มุ่งมั่น โทรศัพท์ของฉันไม่เคยปิดเสียง เมื่อนายสั่งงานไม่ว่าจะดึกดื่นเท่าไร ฉันรับโทรศัพท์เสมอ
ฉันรักนายของฉัน
ฉันรักงาน ฉันรักตำแหน่งของฉัน
แต่ฉันลืมไปว่าต้องเผื่อใจไว้บ้าง
ฉันลืมเผื่อใจ
แน่นอนความฝันของฉันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่โรงด้วยขวดปากฉลาม หนาม หอก เลื่อย และปลายมีดที่คบกริบ
ฉันโดนหักหลังจากน้องที่ทำงานร่วมกันที่ฉันรัก เอ็นดู และเคยอ้าแขนปกป้องเขา และแล้วฉันก็ผิดหวังมาก
ฉันเริ่มมีความทุกข์
ในทุกเช้าวันทำงาน ฉันเริ่มไม่อยากตื่นมาขับรถแต่งตัวไปทำงาน ความสนุกในการทำงานทุกวัน ฉันไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกแล้ว
ฉันไม่รอแม้แต่การเซนต์อนุมัติการลาออกของฉัน
1
ฉันทนอาการแบบนี้มา 4 เดือน จนฉันมั่นใจว่า ฉันไม่มีความสุขในการทำงานแล้วจริง ๆ ฉันจึงตัดสินใจเขียนใบลาออกวันนั้น
จบการทำงานวันนั้น และขับรถเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดวันนั้นเลย
ฉันเบนเข็มกลับมาทำงานที่จังหวัดใกล้บ้านของฉันให้มากที่สุด ฉันคิดเผื่อว่าถ้าทางครอบครัวฉันมีปัญหา ฉันสามารถขับรถกลับบ้านได้อย่างรวดเร็ว และทันเวลา
สถานที่ทำงานแห่งใหม่ของฉันนั้นง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันอยู่ในมหาวิทยาลัยใหญ่มาแล้ว มาทำงานในมหาวิทยาลัยที่มีขนาดเล็กกว่า ฉันมองว่ามันง่าย มันคงจะชิวล์มาก
แต่.......
ฉันคาดการณ์ผิด
ฉันคิดเสมอว่า ถ้าฉันแสดงความสามารถออกมาให้หมด ความสามารถ และผลงานของฉัน จะช่วยเป็นเกราะกำบังฉัน จากการจงเกลียด จงชังของคนในหน่วยงานได้
ปรากฏว่ามีหลายคนที่ไม่พอใจฉัน ๆ สอนในคณะวิทยาการจัดการ หรือถ้าเทียบเป็น มหาวิทยาลัยเอกชน ฉันสอนในคณะบริหารธุรกิจ การสอนในคณะนี้ฉันคิดว่าฉันคงได้ทำงานเต็มที่
วันแรกของการเป็นอาจารย์ใน มหาวิทยาลัย ตจว. ฉันไปถึง มหาวิทยาลัยก่อนเวลาเข้างาน 30 นาที จอดรถตามที่ทาง มหาวิทยาลัยกำหนดให้จอด
ฉันรวมผมมัดหางม้า แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตสีดำลายทาง กางเกงผ้าสีน้ำเงินสด เข็มขัดหนัง แต่งหน้าเบา ๆ และรองเท้าหุ้มส้นสีดำขัดเงา สูง 3.5 นิ้ว กระเป๋าหนังทรงเหลี่ยม ไม่มีรวดลาย สีดำ มี 2 สายสำหรับถือ และสะพายได้ ขนาดไม่เกิน 10 นิ้ว ฉันว่าฉันค่อนข้างเรียบร้อย และสุภาพแล้ว
แต่บังเอิญว่าวันนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ไม่มีการเรียนการสอน แต่มีการประชุมอาจารย์
พอฉันรู้ว่ามีการประชุมอาจารย์จากอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนี้ ฉันก็เติมหน้า เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย และรีบขึ้นไปที่ห้องประชุม ชั้น 2 ทันที
1
เมื่อฉันเปิดห้องประชุมเข้าไป ฉันพบสายตาของอาจารย์ในคณะ กว่า 15 คน มองมาที่ฉันเป็นจุดเดียวกัน ในสายตาของอาจารย์ที่นั่งอยู่ในห้องนั้น บ่งบอกชัดเจนว่าไม่พอใจฉัน และไม่ชอบหน้าฉันสักเท่าไร
สายตาพวกนั้นไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจหรือเสียใจอะไร เพราะฉันเจอสายตาแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน!!!
1
ตามหลักทฤษฎี ความแตกต่างระหว่าง ความเกลียดชัง และ ความโกรธ คือ ความเกลียดชัง เกี่ยวข้องกับบุคคล หรือกลุ่มคน โดยไม่เฉพาะเจาะจงเรื่อง เราเกลียดคนคนหนึ่ง เพราะการที่เขาเป็นเขา แต่ถ้าเราโกรธคนคนหนึ่ง เป็นเพราะสิ่งที่เขาทำ เมื่อเราโกรธ มักจะมาจากการกระทำของเขาที่ทำให้เราไม่พอใจ เราต้องการให้อีกฝ่ายขอโทษเปลี่ยนพฤติกรรม และการกระทำ
ความเกลียดชัง สามารถส่งต่อ หรือแพร่กระจาย ได้ง่ายกว่าความรู้สึกโกรธ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถามคนที่เคยผ่านช่วงสงครามมาก่อน กับ คนที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสงคราม จากงานวิจัยพบว่า ความเกลียดขังของคนองกลุ่มนี้ไม่แตกต่างกัน
ช่วงพักเบรคของการประชุม มีอาจารย์ A ผู้หญิงอายุมากกว่าฉัน ใส่กางเกงผ้ายืดคล้ายกางเกงออกกำลังกาย ผมมัดหางม้าแบบยุ่ง ๆ หลวม ๆ หลุดลุ่ย ผมที่เคยย้อมของเขามีโคนสีขาว และปลายสีส้มแบบไม่เสมอ มือถือตระกร้าหวาย ใส่รองเท้าแต๊ะ เดินมาบอกกับฉันว่า "ไม่ต้องเข้าประชุมแล้ว" เพราะฉันแต่งตัวไม่สุภาพ
ฉันเข้าใจได้ในทันทีว่าอาจารย์ทั้งหมดที่มองมายังฉัน คงไม่พึงพอใจที่ฉันใส่กางเกงผ้ามาทำงาน
วันต่อมาฉันเปลี่ยนเป็นใส่กระโปรงทันที
เปิดเทอม ฉันมีการสอนในวันหยุด เพราะฉันเป็นอาจารย์ใหม่ ก็จะโดนรับน้องแบบนี้อีกหลายปี จนกว่าจะมีอาจารย์ที่ใหม่กว่าฉันเข้ามาสอน
วิชาที่ฉันสอนมี นักศึกษาห้องละประมาณ 40-60 คน ด้วยบุคลิกของฉัน นักศึกษาไม่ทะโมน หรือปีนเกลียวใส่หรือทำให้ฉันหนักใจอะไร
1
ครั้งนึงหลังจากฉันสอน 3 ชม จบแล้ว ระหว่างเรียนนักศึกษาของฉันเรียบร้อยเป็นพิเศษกว่าทุกวัน ฉันแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษากลุ่มนึงเดินเข้ามาหาฉันแล้วพูดว่า..
นักศึกษา คนที่ 1: อาจารย์รีบไปหาหมอนะคะ
ฉัน: ค่ะ (แบบงง ๆ)
นักศึกษา คนที่ 2: อาจารย์คะ วันนี้นักศึกษาชายเรียบร้อยเป็นพิเศษเพื่ออาจารย์เลยนะคะ
ฉัน: (ยิ้ม) ขอบคุณนะคะ (ฉันบอกกับนักศึกษาที่บอกฉัน และนักศึกษาชายที่เดินตามมาข้างหลัง)
นักศึกษา คนที่ 3: อาจารย์ครับ พักบ้างนะครับ
ฉัน: (ยิ้ม) ขอบคุณค่ะ
เมื่อนักศึกษากลุ่มสุดท้ายออกจากห้องเรียน
ฉันเก็บข้าวของที่ใช้ในการสอน และเอาหยิบกระจกมาส่องเพื่อเติมหน้า เพราะรู้สึกหน้ามันมาก ปรากฎว่า “ฉันหน้าซีด”
ไม่แปลกใจเลยที่ นักศึกษาจะทัก และปฏิบัติกับฉันแบบนั้น นักศึกษาคงคิดว่าฉันป่วย
จากเหตุการณ์นี้ ทุกครั้งที่ฉันมีสอน ฉันจะทาปากสีแดง และบล็อกตาเบา ๆ เพื่อกันความซีดของฉัน
ฉันมักใส่รองเท้าส้นสูงหุ้มส้นสูง 3.5 นิ้วขึ้นไป เพราะฉันสูงแค่ 160 ซม มีรูปร่างอวบ การใส่เสื้อเชิ๊ต กระโปรงครึ่งเข่า หรือเลยเขา หรือต่ำกว่าเข่า มันจะทำให้ฉันดูอ้วน และเตี้ยกว่าเดิม
ในความคิดฉัน การใส่ส้นสูงทำให้ฉันดูดีกว่า และมั่นใจตนเองในการสอนมากขึ้น เพราะสายตาของนักศึกษาหลายคู่ กำลังมองมาที่ฉัน ๆ มีความจำเป็นอย่างมากในการทำให้ตนเองมั่นใจ
ทุกครั้งที่ฉันแต่งหน้า แต่งตัว เพื่อสอน ฉันมักได้คำชมจากนักศึกษาทั้งหญิง และชาย
เมื่อเดินเข้าห้องสอน นักศึกษากิ้วกร้าววี๊ดว้าว ทำให้ละลายพฤติกรรมระหว่างฉันกับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี แต่...
1
มักจะมีแม่บ้านทักว่า “ปากแดงจังเลยนะคะอาจารย์”
หรือไม่ก็มีอาจารย์ผู้ใหญ่ทักฉันว่า…
“ปากแดงน้อยลงได้ไหม”
“รองเท้าเตี้ยกว่านี้ได้ไหม”
“กระโปรงสีดำได้ไหม”
“มั่นใจตัวเองน้อยลงได้ไหม”
"เดินให้ดูอ่อนน้อมกว่านี้ได้ไหม"
ฉันรู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่า ฉันเข้ากับใครที่นี่ไม่ได้ ฉันรู้ แต่ฉันก็พยายามเปลี่ยนตัวเองหลายครั้ง
ฉันรู้ว่าอาจารย์ N นินทาให้ร้ายฉัน แต่ฉันเลือกช่างมัน ให้มันผ่านไป เดี๋ยวเขาเบื่อเขาก็คงนินทาคนใหม่เองกระมัง
ฉันพยายามเปลี่ยนตัวเองไปทีละนิด เช่น ช่วงคุมสอบฉันถูกจับคู่กับอาจารย์ N คนที่นินทาฉัน ๆ ไปรับข้อสอบเองแต่เช้า ไปส่งข้อสอบเองทุกครั้ง หลังสอบเสร็จเพื่อไม่เพิ่มภาระให้ใคร อาจารย์ N จะได้เพลา ๆ การว่าฉันลงได้บ้าง หรือ..
อาจารย์ N ชวนฉันกินอาหารที่โรงอาหาร ฉันไม่ชอบกินอาหารที่นั่นสักเท่าไร เพราะว่าต้องแซงคิว นศ ที่ต่อแถวอยู่ แม่ค้ามักเลือกให้สิทธิ์ อาจารย์ก่อนเสมอ เป็นเช่นนี้เกือบทุกร้าน และสายตานักศึกษาที่ต่อคิวอยู่ก็แสดงความไม่พอใจชัดเจน ทำให้ฉันอึดอัด ไม่อยากกินข้าวที่นั่น
1
ฉันไม่ค่อยสะดวกใจ แต่เมื่ออาจารย์ N ชวนฉันก็ต้องไป
หรือ…
บางครั้งกลุ่มอาจารย์ N ชวนฉันไปกินส้มตำ นั่งรถพวกเขาไปอัด ๆ กันไป อาจารย์ที่ไปด้วยกัน ยื่นตับไก่ย่างมาให้ฉันก็รับไว้ ฉันไม่กินตับไก่ย่าง
หรือ…
ฉันพยายามพูดคุยทักทาย กับอาจารย์ทุกคนในคณะ ทุกครั้งที่มีโอกาส เผื่อเขาจะหันมาเอ็นดูฉันบ้าง...แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบที่ฉันคิด
1
ฉันพยายามเอาผลงานเข้าสู้ เขียนโครงการหารายได้ เพื่อยื่นไปสมัครตำแหน่งผู้บริหาร ในหน่วยงานอื่น ตามสัญญาจ้างงาน อายุงานของฉันจะเป็นได้เพียง “ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ”
ฉันเขียนวิจัย ยื่นขอจากแหล่งทุนภายนอก อาจารย์ N พูดต่อหน้าฉันว่า “เพิ่งเข้ามาทำงานแค่ปีเดียว ไม่มีทางขอทุนวิจัยภายนอกได้หรอก เปลืองแรงเปล่า” ฉันได้ทุนวิจัย
ฉันได้เขียนผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ แก้ไขไป กลับกว่า 2 ปี โดนเรียกตัวเข้าพบห้องประชุม ถามฉันว่า..
“ไม่เป็นอาจารย์ที่นี่ได้ไหม”
“ไปเป็นอาจารย์ที่อื่นเถอะ”
“อาจารย์ผู้ใหญ่ไม่พอใจฉัน ให้ไปหาที่ทำงานใหม่ได้เลย อยู่ที่นี่ไม่รุ่งแล้ว ทางตันแล้ว”
“เขียนหนังสือ ถอดผลงานตัวเองซะ เพราะอย่างไรก็ไม่ให้ผ่าน”
ฉันก็ต้องทำตาม…ฉันไม่มีทางเลือก
ฉันอยู่ในจุดดิ่งดาวน์อีกครั้ง ๆ นี้หนักหนาเป็นพิเศษ เพราะครั้งนี้ฉันทุ่มสุดตัว ใช้ความสามารถทุกอย่างที่ฉันพอจะทำได้ ใช้ความอดทนในชาตินี้หมดไปกับการได้ทำงานที่นี่
แต่วันนี้ฉันไม่อยากไปทำงานอีกแล้ว ฉันไม่มีอารมณ์ใด ๆ แล้ว
เริ่มดื่มหนัก และก็เริ่มคิดสั้น
ฉันเหนื่อยกับการสู้กับคนที่ไม่ชอบฉันแล้ว...ฉันเหนื่อย
ฉันกำลังหาข้อมูลในการคิดสั้น สามีเก่าฉันทักข้อความมาหาพอดี ฉันจึงตอบกลับไปถามว่า “ลูกเป็นอย่างไรบ้าง”
สามีเก่า vdo call มาหาฉันในตอนนั้นเลย
ฉันรับสาย เปิดกล้อง
ภาพแรกเจอหน้าลูกชายที่ฉันคิดถึงมาตลอด 10 ปีนี้ ตอนนี้เขา 9 ขวบพอดี ลูกฉันหน้าเหมือนฉันตอนเด็กมาก
น้ำตาของฉันที่พยายามเก็บมาตลอดหลายปีได้ไหลออกมาไม่หยุด และลูกเห็นฉันร้องไห้ เขาก็ร้องไห้ตามฉัน
ฉันพูดอะไรไม่เป็นคำแล้ว ได้แต่ถือโทรศัพท์ และร้องไห้
หลังสงบสติอารมณ์ได้ ฉันนัดกับลูกชายว่าฉันจะไปเจอเขาที่ กทม
สามีเก่าฉันอนุญาติให้ลูกชายของฉันมาอยู่กับฉัน 10 วัน
ฉันเดินทางไปหาลูกฉันด้วยความตื่นเต้น กลัว เกร็ง คิดถึง ความรู้สึกระคนกันไป
1
ฉันได้กอดลูกฉันเสียที คิดถึงจังเลย
หลังจากครั้งนั้น ฉันและลูกชายเจอกัน 5 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้ง เจ็บปวดเป็นประสบการณ์ของฉันอย่างมาก
ครั้งสุดท้าย ที่ฟางเส้นสุดท้ายของฉันขาด คือคำบอกกล่าวจากอดีตแม่สามีของฉันว่า...
"ถ้าจะเอาเด็กไป ฉันต้องเช่า"
อดีตแม่สามีของฉันว่า
"ถ้าจะเอาเด็กไป ฉันต้องเช่า"
ความอยากเจอลูกชายของฉันก็สิ้นสุดลง…
ฉันรับความเสียใจในชีวิตของฉันไม่ไหวอีกต่อไป
ความคิดถึงของฉันที่มีต่อลูกชายอันเป็นที่รักของฉัน..สิ้นสุดแล้ว
ฉันสิ้นสุดความคิดถึงแล้ว...
ทรงศรี
โฆษณา