12 พ.ค. เวลา 09:06 • ปรัชญา

งานวิจัยฮาร์วาร์ดอันลือลั่น พลังของการมีความสัมพันธ์ที่ดีสามารถลดความเครียดได้

ด้วยความที่ผมเป็นครู ทำให้ผมสามารถสังเกตเห็นความเปราะบาง ความเครียดของเด็กในรุ่นใหม่ได้อย่างใกล้ชิด และผมก็พบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึก ความคิด และก็พฤติกรรที่เป็นเชิงลบออกมาอย่างง่ายดายมากกว่าในอดีตเสียอีก มีการศึกษามากมายก็เป็นหลักฐานชั้นดีว่า เด็กรุ่นใหม่ มีอารมณ์เชิงลบหรือความเครียดมากขึ้น รวมไปถึงแนวโน้มที่ปัญหาสุขภาพจิตจะสูงขึ้นอีกด้วย
โชคยังดีที่มีเครื่องมือมากมายที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมแนะแนว การให้คำปรึกษา การสอนหรือการแนะนำเพื่อจัดการปัญหาที่อยู่ตรงหน้า การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และก็ยังมีปัจจัยหนึ่งที่ให้ผลเกินคาดกว่าที่พวกเราจินตนาการไว้นั่นก็คือ "ความสัมพันธ์ที่ดี"
ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ "พลังของการมีความสัมพันธ์ที่ดี" พร้อมกับอ้างอิงงานวิจัยที่น่าเชื่อถือหลายชิ้นรวมไปถึงงานวิจัยอันลือลั่นของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ยังไม่เคยอธิบายข้อมูลงานวิจัยในตำนานชิ้นนี้อย่างลงลึก ครั้งนี้ผมจึงอยากจะนำเสนอข้อมูลงานวิจัยฉบับนี้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเพราะงานชิ้นนี้ถึงเป็นตำนาน ซึ่งผลการวิจัยนั่นก็แสนจะเรียบง่ายด้วยเช่นกัน
งานวิจัยชิ้นนี้ชื่อว่า Harvard Study of Adult Development เป็นการศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้บุคคลมีสุขภาพที่ดีและมีความสุขในชีวิต กลุ่มตัวอย่างเริ่มแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938 หลายพันคน ที่ในปัจจุบันเหลืออยู่สิบเก้าคนวัยเก้าสิบกว่าปี กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหลายคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เช่นเดียวกันหลายก็ล้มเหลว ติดเหล้าหรือยาเสพติดก็มี
ในปัจจุบันผู้รับผิดชอบการศึกษาที่เก็บข้อมูลมาอย่างยาวนานชิ้นนี้ก็คือโรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ (Robert Waldinger) จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ ชาวอเมริกัน ผู้เป็นศาสตราจารย์นอกเวลาด้านจิตเวชศาสตร์ที่ Harvard Medical School และกำกับดูแล Harvard Study of Adult Development ซึ่งเป็นหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตในวัยผู้ใหญ่ที่ดำเนินการมายาวนานที่สุด
วาลดิงเกอร์ อธิบายว่า นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพร่างกายที่ดีแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการมีความสุขในชีวิต คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีจะมีสุขภาพแข็งกว่า ป่วยยากกว่า ป่วยแล้วหายเร็วกว่า เพราะจากการศึกษานี้พบว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีสามารถใช้ทำนายการมีสุขภาพดี อายุยืน และมีความสุขได้มากกว่าสถานะทางสังคม ความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) หรือยีนเสียด้วยซ้ำ
ความสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้มิได้หมายถึงคู่สมรสเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรอบข้างที่อาจจะไม่ได้สนิทสนมมากนัก กล่าวคือบุคคลหรือกลุ่มคนที่ช่วยในการคลายความเหงาให้กับเราและทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ เนื่องมาจากความเหงาและความโดดเดี่ยวมีผลลบต่อร่างกายไม่แพ้การสูบบุหรี่หรือติดเหล้า
ใน TED Talks โรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ ได้เล่าเพิ่มเติมเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยลดความเครียดได้มาก ๆ เพราะเมื่อเรามีความเครียด ร่างกายจะรู้สึกไม่ดี หัวใจเต้นรัว เกิดความคิดวกวนไปมา กว่าจะหายด้วยตัวเองต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในกรณีที่เรามีคนคุยด้วยซึ่งอาจจะไม่ใช่คนที่เราสนิทสนมเป็นพิเศษ มันก็สามารถช่วยให้เราสงบลงได้
การมีคนพูดคุย รับฟังส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติได้ง่ายกว่า เขายังกล่าวอีกว่า การที่มีความเครียดสะสมนั้นส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก อย่างไรก็ตามแม้ความสัมพันธ์ในระดับทั่วไปจะทำให้เราคลายความเหงาและความโดดเดี่ยวได้บ้าง แต่การมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมก็ย่อมเกิดผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างแน่นอน
โรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ อธิบายว่าวิธีการวัดความสัมพันธ์ที่ดีนั้นง่ายดายมาก เขาให้เราลองนึกว่าถ้าเราเครียดหรือมีปัญหาขึ้นมาตอนดึก ๆ เรานึกถึงใครที่จะติดต่อไปปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนได้บ้าง แค่มีสักคนก็เพียงพอแล้ว แต่หากเรานึกถึงใครไม่ออกเลยนั้นหมายความเราไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีเลย
กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดในการศึกษานี้ที่อยู่ในวัยแปดสิบปีได้เล่าสิ่งที่ตัวเองภูมิใจมากที่สุด ซึ่งคำตอบแทบจะทุกคนพูดถึงอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เรื่องราวประทับใจกับคนที่เกี่ยวข้องในชีวิต แทบจะไม่มีใครพูดถึงความร่ำรวยหรือรางวัลอะไรเลย ความภูมิใจที่ผู้ชราอายุแปดสิบปีพูดถึงส่วนใหญ่จะเป็นประสบการณ์ของการเป็นที่ปรึกษาที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพ่อแม่เลี้ยงลูกได้ดี เป็นหุ้นส่วนที่ดี ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์แทบทั้งสิ้น
"ความสัมพันธ์ทุกประเภทดีเสมอ" วาลดิงเกอร์อธิบาย ไม่ใช่แค่เฉพาะคู่สมรส แต่ก็มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีเพื่อนที่สนิทสนม มีญาติพี่น้อง หรือแม้แต่ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ กับบาริสต้าในร้านกาแฟที่ทักทายกันทุกเช้า หรือแม้กระทั่งการสนทนาแบบสบาย ๆ กับคนแปลกหน้า ก็ล้วนเป็นความสัมพันธ์ที่สร้างสุขภาพดีกับเราเช่นเดียวกัน"
พอเรารู้แล้วว่าจะปรับปรุงเรื่องความสัมพันธ์ได้อย่างไร โรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ อธิบายว่าให้คิดเหมือนกับการออกกำลังกายที่ต้องฟิตร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ความสัมพันธ์ก็เช่นเดียวกัน มิตรภาพที่จำเป็นต้องหมั่นดูแล ชวนเพื่อนไปช็อปปิงแทนที่จะดูซีรีส์อยู่บ้านคนเดียว พยายามหากิจวัตรที่ทำด้วยกันกับคนรอบข้าง หรือเล่นสนุกเซอร์ไฟรส์กับคนใกล้ตัว
นอกจากนั้นเราอาจขยายวงของความสัมพันธ์ให้กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อเราหากลุ่มกิจกรรมที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรียนหลักสูตรที่ชอบ ทักคนอื่นก่อน ให้ทำสิ่งนี้จนเป็นนิสัยเหมือนกับการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกับบุคคลที่เราไม่ได้ทักทายกันนาน ๆ แต่ยังมีความรู้สึกผูกพันอยู่ ให้ลองทักผ่านโปรแกรมแชต หรือโทรศัพท์ไป แค่บอกว่าคิดถึงแล้วลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้สิ่งนี้จะเป็นการกระทำเล็ก ๆ แต่อาจจะกลายเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต ใครจะไปรู้
ผลการศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง FRIENDS ซีรีส์ที่หลาย ๆ คนรัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดีของเพื่อนฝูงจำนวนหกคน หากถามผมว่าความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างไร เพื่อนที่ดีเป็นอย่างไร
เราสามารถเอาซีรีส์เรื่องนี้มาเป็นตัวอย่างได้ ตัวละครแต่ละตัวไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ ทุกคนมีความบกพร่อง ทุกคนไม่ใช่เพื่อนหรือผู้ให้คำปรึกษาที่ดีพร้อม แต่พวกเขากลับทำให้เรารู้สึกอบอุ่นหัวใจ คลายเหงา และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้ แม้ว่าเราจะกำลังนั่งดูเรื่องนี้อยู่คนเดียวก็ตาม การจะมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ เราจะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ดีให้กับผู้อื่นด้วย
อ้างอิง
Waldinger, R., et al. (2016). Harvard Study of Adult Development. https://www.youtube.com/watch?v=8KkKuTCFvzI&t=1s
โฆษณา