17 มิ.ย. เวลา 09:39 • หุ้น & เศรษฐกิจ

แลลอดกองทุน ESG ไทยเทศ คึกคักใน EU ส่วนไทยก็เปรี้ยง แต่นักลงทุนยังเมิน

แว่นขยายส่องกองทุน ESG ใน EU โต 4 เท่าในรอบ 10 ปี ผู้จัดการกองทุนขยันออกผลิตภัณฑ์ใหม่โหนกระแสคำว่า ESG กับ ยั่งยืน จน “หน่วยงานกํากับดูแลตลาดสหภาพยุโรป” ต้องออกโรงมาจัดระเบียบ ขณะที่ กองทุน ESG ในไทย บริษัทพากันตื่นตัวเพราะภาคบังคับ แต่ในสายตานักลงทุนบอกเอาไว้ก่อน
“Wealth connex by Bualuang” ระบุว่า เทรนด์การรักษ์โลก ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่สนับสนุนในเชิงสังคม แต่ได้แทรกซึมไปในทุก ๆ อุตสาหกรรม ดังนั้นการมองเห็นเทรนด์คือ การมองเห็นโอกาสในการลงทุน
การลงทุนแบบ ESG คือ การลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainable Investing) มีเป้าหมายการลงทุน เพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนทางการเงิน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
สิ่งแวดล้อม (Environmental) บริษัทคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ
สังคม (Social) บริหารทรัพยากรบุคคล อย่างเป็นธรรมเท่าเทียม คำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสุขภาพของพนักงาน ไปจนถึงลูกค้า ชุมชน และผู้ที่ทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ธรรมาภิบาล (Governance) การดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสต่อต้านการทุจริต มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี และดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทอย่างเป็นธรรม
ไม่นานมานี้ “หน่วยงานกํากับดูแลตลาดสหภาพยุโรป” (European Securities and Markets Authority : ESMA) เพิ่งออกมาประกาศ กฎกติกามารยาท เกณฑ์การลงทุนที่จําเป็นสําหรับกองทุนรวมเพื่อการลงทุนที่ยั่งยืน และจัดระเบียบหมวดหมู่ใหม่ สําหรับการลงทุนที่ยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ใกล้จะถึงเกณฑ์ ให้อยู่ใน waiting list รอคิวการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
เหตุผลหลักที่ ESMA ต้องออกมาจัดระเบียบกองทุน ESG เนื่องจากว่า ระยะหลังมีการใช้คำว่า ESG หรือคำว่า ความยั่งยืน กันอย่างสิ้นเปลือง จึงต้องจัดระเบียบสังคมในกองทุน ESG เสียใหม่ กำหนดเป็นเกณฑ์การลงทุนที่ชัดเจน สำหรับ ‘กองทุน ESG’ และ ‘กองทุนความยั่งยืน’ ป้องกันพวกโหนกระแส ในยุคที่ ESG ดังเปรี้ยงปร้าง
ที่ผ่านมา กองทุน ESG และ กองทุนความยั่งยืน ในตลาดหลักทรัพย์ สหภาพยุโรป ดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 4 เท่า ภายในเวลา 10 ปี ESMA รวบรวมสถิติที่น่าสนใจว่า มาจากการใช้คําศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากจนล้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดยสัดส่วนของกองทุนที่ใช้เงื่อนไข ESG เพิ่มสูงขึ้น มาจากผู้จัดการกองทุนขยันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG และเปลี่ยนชื่อกองทุน เพื่อรวมคําศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ยังพบตัวเลขความพึงพอใจของผู้ให้บริการกองทุนเพิ่มขึ้น สำหรับเงื่อนไข ESG ทั่วไป สร้างความสับสนให้กับบรรดานักลงทุนว่า การลงทุนนั้น ๆ สอดคล้องกับชื่อกองทุนมากน้อยแค่ไหน
ในเบื้องต้น ESMA ได้เสนอเกณฑ์สัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำ สำหรับสารพัดกองทุนที่เอาคำว่า ESG มาใช้ โดยเกณฑ์ 80% สำหรับกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG และเกณฑ์ 50% สำหรับกองทุนที่ใช้คำว่า ยั่งยืน หรือเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนําเกี่ยวกับ เกณฑ์ยกเว้นในบางกองทุนตามกฎสหภาพยุโรป ที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานปารีส ( Paris Aligned Benchmarks: PABs) ในกลุ่มบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล และผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
อย่างไรก็ดี การรวมเกณฑ์ที่แตกต่างกันสําหรับ ESG และข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนนั้น กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักลงทุน โดยเห็นว่าอาจทําให้เกิดความสับสนสําหรับนักลงทุนบางส่วน ที่แยกความแตกต่างไม่ออก สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง ความต้องการคําศัพท์ที่เฉพาะเจาะจง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมกลยุทธ์การลงทุน การสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ดี และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ในเวลาต่อมา ESMA ตัดสินใจยกเลิกเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน 50% ในขณะที่ยังคงข้อกําหนดสําหรับสัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำ 80% เอาไว้ เพื่อให้เป็นไปตามลักษณะความยั่งยืนของกองทุน โดยใช้คําว่า "ยั่งยืน" และแนะนำให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลให้ดี ๆ ว่า เป็นการลงเม็ดเงินในกองทุนที่ยั่งยืนจริง ๆ
นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่โลกเริ่มตื่นตัวเรื่องของ ESG มีกระแสความนิยมการลงทุนแบบ ESG ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
1. ผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยมองว่าการลงทุนแบบ ESG จะช่วยลดความเสี่ยง และมีโอกาสจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
2. ภาครัฐ-ภาคธุรกิจมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น โดยมีการออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ทำให้บริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นเช่นกัน
3. ความพร้อมของข้อมูลที่พัฒนาขึ้น ช่วยให้สามารถติดตามและรายงานข้อมูล ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูล ESG
คาดการณ์ว่า มูลค่าของการลงทุนใน ESG ทั่วโลก จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงผลักดันสำคัญ คือ การดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ที่คาดจะมีความเข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป (EU) ได้ดำเนินมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ที่เตรียมใช้กฎหมาย Clean Competition Act
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการพัฒนาและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตและการใช้เชื้อเพลิง พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด ที่จะเป็นอีกปัจจัยผลักดันให้การดำเนินการด้าน ESG รวมถึงการลงทุนใน ESG ให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทางด้าน ดร.ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน บลจ. กรุงศรี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุน ESG เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการที่มีเม็ดเงินลงทุนใน ESG เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้แรงสนับสนุนจาก 193 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย ทำให้การลงทุนในธีม ESG มีความน่าสนใจ ช่วยเพิ่มโอกาสให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsible Investing หรือ SRI) และเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Investing หรือ SI)
ทั้งนี้ นักลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก ต้องการให้เงินลงทุนของเขาเป็นเสมือนรางวัลที่ให้แก่บริษัทที่คำนึงถึง ESG ด้วย เรียกว่าเป็นการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับโอกาสผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน
สำหรับประเทศไทย บริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น เพราะเห็นถึงประโยชน์ในระยะยาวในหลาย ๆด้าน เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเข้าช่วยเหลือชุมชน การสนับสนุนการศึกษา ฯลฯ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ ล้วนมีส่วนช่วยในการยกระดับสังคมและเศรษฐกิจไทย และจะส่งผลดีต่อบริษัทต่างๆในอนาคต อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นหรือกองทุน ESG กลับยังไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยมากนัก
การนำปัจจัยด้าน ESG มาประกอบการตัดสินใจในการลงทุน มีส่วนช่วยในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และลดความเสี่ยงของการลงทุนได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีการปล่อยมลภาวะน้อย จะประสบปัญหาด้านกฏระเบียบน้อยกว่า และมีความเสี่ยงที่จะถูกต่อต้านจากชุมชนน้อยกว่า ดังนั้น โอกาสที่ราคาหุ้นจะผันผวนน้อยกว่า ในทางตรงกันข้าม บริษัทที่ปล่อยมลภาวะสูง อาจถูกทางการใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เข้ามาควบคุม ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างเต็มที่ รวมถึงอาจจำเป็นที่จะต้องลงทุนเพิ่ม เพื่อให้สามารถลดการปล่อยมลภาวะลงให้เป็นไปตามเกณฑ์
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ 2-3 ปีก่อนหน้าคือ การที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน ในขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าในจีนหลายแห่ง ยังคงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้บริษัทผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องหยุดการผลิตเป็นช่วง ๆ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เป็นผลให้ภาคการผลิตของจีนหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ปัญหาด้านแรงงานในจีนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของจีน
ในแง่ของผลตอบแทนการลงทุน กองทุน ESG ในหลายประเทศ ให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และหลายบริษัทจัดการลงทุนทั่วโลก ได้ออกกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ในขณะที่บริษัทจัดอันดับหลายแห่งมี การให้คะแนนด้าน ESG แก่กองทุนต่าง ๆ เช่น Morningstar Sustainability rating, MSCI ESG fund ratings สำหรับบริษัทจัดการกองทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการออกกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในต่างประเทศมากพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี
ที่มา:
2. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
#กองทุนESG
#หน่วยงานกํากับดูแลตลาดสหภาพยุโรป
#บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์จำกัด
#บลจกรุงศรีจำกัด
#นักลงทุน
#ESGuniverse
โฆษณา